วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุกโลกแน่น ผู้คนแห่เข้า

ดร.อมรา สุนทรธาดา


กว่า 3 ปีมาแล้ว ที่เรือนจำของไทยตกอยู่ในสภาพเดียวกันแทบทุกแห่ง คือ มีผู้ต้องขังล้นคุกอยู่รวมกันอย่างแออัด

ทำความเข้าใจกันก่อน ปกติคำว่า “นักโทษ” (prisoner) หมายถึง ผู้กระทำผิดซึ่งศาลตัดสินให้ต้องโทษจำคุก แต่ต่อมาหลายประเทศเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “ผู้ต้องขัง” (inmate) ตามการเปลี่ยนแนวคิดเดิมจากการลงโทษเพื่อชดใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำความผิดไว้ มาเป็นเพื่อแก้ไขและฟื้นฟู

“ผู้ต้องขัง” ในที่นี้จึงหมายความรวมถึง “นักโทษเด็ดขาด” (บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายจำคุกภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด) “คนต้องขัง” และ “คนฝาก”

ตามตัวเลขของกรมราชทัณฑ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ทั่วประเทศมีผู้ต้องขังรวมทั้งสิ้น 289,568 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังชาย 247,334 คน และผู้ต้องขังหญิง 42,234 คน

ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังจำนวน 286,861 คน เป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติดถึง 203,359 คน

การที่ผู้คนมากมายบ่ายหน้าสู่เรือนจำ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคว้าตำแหน่งประเทศที่มีผู้ต้องขังมากเป็น อันดับ 6 ของโลก

เท่านั้นไม่พอ...เรายังติด 1 ใน 8 ประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขัง เกินกว่า 200,000 คน ซึ่งมีเพื่อนร่วมก๊วน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, รัสเซีย, บราซิล, อินเดีย, ไทย, เม็กซิโก และ อิหร่าน

เฉพาะ 8 ประเทศนี้ มีผู้ต้องขังรวมกันมากกว่า 6.2 ล้านคน หรือประมาณ 61% ของผู้ต้องขังที่มีอยู่ทั่วโลก (ทั่วโลกมีผู้ต้องขังทั้งสิ้นประมาณ 10.2 ล้านคน)

ยังไม่สะใจพอ...ข้อมูลจากศูนย์เรือนจำนานาชาติ (ICPS) แจ้งว่า เมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร ประเทศไทยมีผู้ที่ถูกคุมขัง คิดเป็นสัดส่วนถึง 398 คนต่อประชากร 1 แสนคน

สถิตินี้ทำให้เราคว้า อันดับที่ 21 ประเทศขี้คุกโลก มากอดรัดไว้อย่างเหนียวแน่นอีกตำแหน่ง!!!

โดยเฉลี่ยแล้ว ชาวบ้านชาวช่องแต่ละประเทศ เค้ามักจะมีอัตราส่วนจำนวนผู้ต้องขังอยู่ที่ ต่ำกว่า 150 คนต่อประชากร 1 แสนคน กันเป็นส่วนใหญ่

ยกตัวอย่าง เพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันอย่าง อินโดนีเซีย มีผู้ต้องขัง 59 คน ต่อประชากร 1 แสนคน เวียดนาม มีผู้ต้องขัง 145 คนต่อประชากร 1 แสนคน เป็นต้น

ถ้าไล่เรียงใหม่ลองค้นหา 10 อันดับประเทศ ที่มีอัตราการคุมขัง เกินกว่าพื้นที่คุกหรือเรือนจำจะรองรับไหว ดร.อมรา สุนทรธาดา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า

คุกของประเทศ กัวเตมาลา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 10 ยูกันดา อันดับที่ 9 ประเทศแอนติกัว และ บาร์บูตา เบียดกันอยู่ที่อันดับ 8 ซูดาน ตามมาเป็นอันดับ 7 โบลิเวีย อันดับ 6 เวเนซุเอลา อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ อันดับ 4 สาธารณรัฐเบนิน (อยู่แถวแอฟริกาตะวันตก) ครองอันดับ 3 เอลซัลวาดอร์ อันดับ 2

ส่วนประเทศที่ได้ชื่อว่า มีอัตราการคุมขังผู้ต้องขัง ไม่สอดคล้องหรือเกินกว่าพื้นที่คุกมีรองรับแย่ที่สุดในโลก คือ ประเทศ เฮติ (อยู่แถวแคริบเบียน เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตก)

ดร.อมราบอกว่า ข่าวการก่อจลาจลของนักโทษจนมีผู้เสียชีวิตอย่างทารุณถึง 125 ศพ ที่บราซิล เมื่อต้นปีนี้ ได้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงหลายอย่างว่า ปัญหาคุกล้น ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

“ภาพที่หลายๆคนนึกถึงคุก คือ ความแออัด ความรุนแรงระหว่างผู้ต้องขัง การควบคุมอย่างเข้มงวด ระหว่างที่ต้องโทษ มีมาเฟีย หรือขาใหญ่ในคุกขายยาเสพติด และปัญหาอื่นๆอีกนานัปการ”

ดร.อมรา วิเคราะห์ถึงมูลเหตุจูงใจ ซึ่งทำให้ผู้ต้องขังที่บราซิล (อีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการคุมขังนักโทษ เกินกว่าพื้นที่รองรับ) ก่อเหตุประท้วงว่า

บราซิลเผชิญปัญหาคุกล้น และการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ เฉพาะนักโทษในคดียาเสพติดอย่างเดียว รัฐไม่สามารถสร้างคุกรองรับได้เพียงพอ ยังไม่นับนักโทษระหว่างคุมขังที่รอการพิพากษา อีกร้อยละ 40 ศักยภาพการรองรับผู้ต้องขังของเรือนจำบราซิล จึงรับผู้ต้องขังไว้เกินกว่าจำนวนรับได้จริงถึง 2 หรือ 3 เท่า

“ยกตัวอย่าง คุก Alcacuz Centre ที่เมือง Natal จุดเกิดเหตุก่อจลาจลเมื่อต้นปีนี้มีผู้ต้องขังประมาณ 1,000 คน จากจำนวนที่รับได้จริง 620 คน เมื่อต้องอยู่ในคุกนานๆโดยไม่รู้ชะตากรรม นักโทษจะรวมตัวกันเป็นแก๊ง สร้างอาณาจักรภายในคุก เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษ”

“เช่น ยึดพื้นที่ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดเป็นที่หลับนอน หรือติดต่อกับแก๊งภายนอกเรื่องยาเสพติดโดยผ่านการรับรู้จากผู้คุม หรือเรียกค่าคุ้มครองจากนักโทษอื่นที่ไม่ได้อยู่ในแก๊งของตน การที่สามารถก่อเหตุจลาจลได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักโทษมีอาวุธจำนวนมากอยู่ในครอบครอง รวมทั้งมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อกับเครือข่ายนอกคุก โดยมีเครือข่ายนอกคุกเข้าร่วมในเหตุการณ์ ทำให้การจลาจลเพิ่มความรุนแรงเป็นทวีคูณ”

ดร.อมราบอกว่า เทียบกับญี่ปุ่น ไม่มีปัญหาเรื่องคุกล้น แต่มีปัญหาที่ต่างจากประเทศอื่น คือ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอยากเข้าไปอยู่ในคุก จึงทำให้ผู้ต้องขังใหม่ที่เป็นผู้สูงอายุ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์การสูงวัยของประเทศอย่างชัดเจน

“เมื่อ 26 ปีก่อน ญี่ปุ่นมีผู้ต้องขังสูงวัย หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 1.3% แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีผู้ต้องขังสูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 10.4% ประชากรญี่ปุ่นมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก คาดประมาณว่า ในปี 2060 หรืออีก 43 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากถึง 40%”

“ทุกวันนี้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น 25% มีรายได้ไม่พอกับค่าครองชีพโดยเฉลี่ย (265,620 บาท/คน/ปี) ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น มีเงินสวัสดิการหรือเงินฝากบำนาญโดยเฉลี่ยแค่ 206,580 บาท/คน/ปี ซึ่งไม่พอแก่การยังชีพ”

“ที่นั่นการเข้าคุกก็ง่ายมาก แค่แอบฉกฉวยของในร้านสะดวกซื้อ หรือเพียงแกล้งหยิบแซนด์วิชชิ้นจิ๋วราคาไม่กี่บาท ก็มีสิทธิเดินเข้าคุกแล้ว ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุที่กระทำผิดก่อคดีซ้ำถึง 6 ครั้งเพื่อเข้าคุก ประมาณร้อยละ 40 ส่วนสินค้ายอดนิยมที่ผู้สูงอายุมักขโมยเพื่อให้ตัวเองติดคุก คือ อาหารและเครื่องสำอาง”

ดร.อมราบอกว่า เมื่อได้เป็นพลเมืองคุกสมใจ ผู้ต้องขังสูงวัยต้องปฏิบัติตามกฎคุก แต่ก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่าผู้ต้องขังวัยอื่น เช่น ต้องทำงานคัดแยกกระดาษ ร้อยลูกปัด หรือพับเสื้อผ้าที่ซักแล้ว วันละ 6 ชั่วโมง ผู้ต้องขังมีอาหาร 3 มื้อ ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ รับฟังข่าวสารได้จากวิทยุและโทรทัศน์

จะมีการสังเกตว่า ผู้สูงอายุคนไหนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้มีอาการอัลไซเมอร์ จะได้รับการแยกเรือนนอน ผนังห้องมีวัสดุป้องกันไม่ให้ศีรษะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมทั้งแจกไม้เท้าเพื่อช่วยการเดิน

ปัญหาผู้ต้องขังสูงวัยล้นคุกในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ก็มี แต่มีน้อยกว่าที่ญี่ปุ่นหลายเท่า...

ที่น่าสังเกตก็คือ คุกไทยกับคุกบราซิล มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะเรื่องความแออัด การก่อจลาจล และผู้ต้องขังคดียาเสพติด

ดร.อมราว่า “ที่มาของปัญหาคุกล้น เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง”.