วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สูงวัยสไตล์ “หมอเสริฐ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็น “แพทย์” รวมทั้งยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลกว่า 50 แห่งในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้สูงวัยต้นแบบ

ด้วยวัย 84 ปี นายแพทย์ปราเสริฐยังบริหารธุรกิจ อันประกอบด้วย 50 โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี รวมทั้งโปรเจกต์ใหม่ศูนย์สุขภาพ BDMS Wellness Clinic ปาร์คนายเลิศ ซึ่งมีกำหนดทดลองเปิดให้บริการในเดือน พ.ย. นี้ แบบเต็มเวลา ความจำยังคงแม่นยำ รูปร่างสมาร์ท หลังตรง ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไม่ต่ำกว่า 10 ปี

“ผมอายุขนาดนี้ ที่ทำได้คือประคองตัวเอาไว้ สำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือระวังหกล้ม ถ้าหกล้ม ระบบจะเสียหมด เหมือนรถยนต์ที่เรานั่งนั่นแหละ”

เขาเล่าว่า โรคภัยไข้เจ็บในยุคนี้ แม้จะรักษายากขึ้น แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้า ก็ทำให้เราสามารถป้องกันโรคหลายชนิดได้แต่เนิ่นๆ แค่เพียงตรวจเจอได้เร็ว ป้องกันได้เร็ว จะใช้เงินรักษาน้อยลง หรือบางโรค แก้ที่ต้นทางได้ แก้แล้วโรคจะไม่เกิด

และนี่คือหลักการของเวชศาสตร์ป้องกันหรือ Preventive Medicine ซึ่ง “หมอเสริฐ” อธิบายว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีมาแต่โบราณ เพียงแต่ในยุคก่อนคนไทยมีอายุไม่ยืนยาวนัก เฉลี่ย 60-65 ปี ก็เสียชีวิตแล้ว เรียกว่าไม่ทันได้แก่ ก็ตายเสียก่อน

การแพทย์ในยุคนั้น จนถึงปัจจุบันจึงเป็นเพื่อการรักษามากกว่าการป้องกัน

แต่ในยุคนี้ คนไทยอายุยืนขึ้น อายุเฉลี่ยผู้หญิงไทยล่าสุดอยู่ที่ 79 ปี ผู้ชายอยู่ที่ 74 ปี เราเริ่มเห็นคนอายุ 80 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัย ในระยะเวลาไม่นานจากนี้ คนในวัย 60-80 ปี จะมีสัดส่วนสูงถึง 25% ของประชากรทั้งหมด

“คนรุ่นผมถือว่าเกษียณมา 24 ปีแล้วนะ ที่เรียนหมอมาด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็คิดว่าสบายแล้ว ได้เงินเดือนหลังเกษียณเดือนละ 48,000 บาท อยู่สบายแล้ว ปรากฏค่าครองชีพสมัยนี้ ทุกอย่างแพงหมด และถ้าป่วยที อายุ 60 ขึ้นไปนี่จะป่วยหนัก ป่วยเยอะ ใช้เงินรักษามหาศาล”

เมื่อคนเรามีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวขึ้น ก็ควรจะหาวิธีป้องกันให้ได้มีโอกาสแก่อย่างมีสุขภาพ ตายยาก ไม่ใช่มีชีวิตอยู่แต่ต้องนอนอยู่แค่บนเตียง

“ไม่ว่าโรคอะไรก็ตาม ถ้าเราแก้ได้ตั้งแต่ต้นทาง มันอาจจะไม่เกิด อย่างโรคมะเร็ง เรารักษาให้คนเป็นมะเร็งน้อยลงได้ ป้องกันได้ หรือถ้าเจอมะเร็งเร็ว โอกาสรักษาให้หายก็มีสูง”

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงขั้น เจาะเลือดทีเดียวตรวจได้ 100 อย่าง รู้ระบบร่างกายทั้งหมด เช็กได้หมดมีแนวโน้มเป็นมะเร็งไหม เป็นที่ไหน

“ตอนนี้เขาก้าวล้ำไปถึงการใช้จีพีเอส (GPS) ใส่เข้าไปในร่างกายคนเพื่อค้นหามะเร็ง อุปกรณ์ตรวจมีแค่กล้อง ไฟฉาย กล้องถ่ายรูป มีด แล้วก็จีพีเอส เจอเซลล์ที่มีแนวโน้มเป็นเซลล์มะเร็งก็ตัดออกมา ส่งเข้าห้องแล็บพิสูจน์ แล้วก็ทราบผลทันทีภายในครึ่งชั่วโมง”

หรือจะเป็นเครื่องเอกซเรย์แบบ Bi-plane ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์แบบ 2 ระนาบ สร้างภาพอวัยวะเสมือนจริงแบบ 3 มิติ ดูได้ละเอียดกว่าเครื่องเอกซเรย์แบบเดิม

“เรื่องความไม่ละเอียดของเครื่องเอกซเรย์แบบเก่า ทำให้บางครั้งเราเจอกรณีคนไข้เพิ่งไปตรวจเช็กสุขภาพ เอกซเรย์พบปอดไม่มีปัญหา แต่ปรากฏให้หลัง 7 เดือน เสียชีวิตจากมะเร็งปอด เพราะปอดคนเรา มีถุงลมจำนวนมาก ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ตรวจได้ละเอียดขึ้น”

เขายังอธิบายถึงการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บว่า การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนด้วย เช่น การวิ่งอาจไม่เหมาะกับบางคนเพราะทำให้เข่าพัง หากต้องการวิ่งก็ควรวิ่งในน้ำ เพราะน้ำจะช่วยผ่อนแรงกระแทก

การแพทย์ในยุคต่อจากนี้ คือต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรค เพื่อแก้ปัญหาคนไข้ล้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ

เขายังแสดงความเป็นห่วงต่ออัตราการเสียชีวิตของคนไทยที่เกิดจากอุบัติเหตุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นการตายแบบไม่จำเป็น เฉพาะเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เฉลี่ยมีคนตายเทศกาลละ 300 กว่าคน เฉพาะ 2 เทศกาลนี้ตายปีละเฉลี่ย 700 คน 10 ปี ก็ 7,000 คน ที่น่าเสียดายคือส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยทำงาน

“ที่หนักกว่านั้น บางคนไม่ตาย แต่พิการช่วยตัวเองไม่ได้ กลายเป็นภาระสังคม คุณรู้ไหมจำนวนผู้พิการจากอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่-สงกรานต์มีมากกว่าคนตาย 10 เท่า คือตาย 1 คน พิการ 10 คน ปีหนึ่งๆ มีคนตาย 700 คน ก็มีคนพิการ 7,000 คน 10 ปีก็ 70,000 คน และเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งต้องกลายเป็นภาระครอบครัวและสังคมไม่มีโอกาสได้แก่อย่างมีคุณภาพ”

แต่สำหรับคนที่โชคดี มีโอกาสแก่ ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพ หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ก่อนวัยเกษียณ เพราะถ้ารอให้เกษียณหลังอายุ 60 ปี เซลล์ต่างๆมันเสียไปแล้ว โรคจะรุมเร้า ดังนั้นก่อนจะแก่ ทำไมไม่รักษาตัวให้ดี.

ศุภิกา ยิ้มละมัย