บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคมไร้เงินสด

เดิมฝรั่งใช้เงินเหรียญและธนบัตร ต่อมาก็พัฒนาเป็นการใช้เช็คและบัตรเครดิต ส่วนคนจีนเดิมใช้เงินเหรียญและธนบัตร แต่จีนไม่ได้พัฒนามาเป็นการใช้เช็คและบัตรเครดิตอย่างกว้างขวางเหมือนฝรั่ง สังคมจีนกระโดดข้ามจากการใช้เหรียญและธนบัตรมาเป็นการจ่ายเงินด้วยโมบายเปย์ Mobile Pay หรือการจ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือเลย

มีบทความเกี่ยวกับการปฏิวัติการชำระเงินค่าสินค้าและบริการในจีนเป็นจำนวนมาก อย่างบทความในหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ที่ปรับปรุงเมื่อ 12 มิถุนายน 2560 เรื่อง The rise of the QR code and how it has forever changed China's social habits. เขียนถึงการใช้คิวอาร์โค้ดในจีนที่แพร่กระจายการใช้ออกไปอย่างกว้างขวาง

พ.ศ.2559 คนจีนจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นจำนวนมากถึง 38 ล้านล้านหยวน เป็นเงินไทยก็ 190 ล้านล้านบาท อ่านไม่ผิดดอก ครับ รายงานของ iResearch ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางอินเตอร์เน็ตบอกไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า “...payments made via mobile devices by Chinese consumers last year reached 38 trillion yuan, ...more than half the nation’s GDP.” จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจีดีพีจีน

ในบทความของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้บอกว่า แม้แต่ขอทานในจีนก็ยังขอผ่านคิวอาร์โค้ด มีการยกตัวอย่างขอทานเมืองจี่หนาน เมืองเอกของมณฑลซานตง ที่แปะป้ายคิวอาร์โค้ดพร้อมกับเขียนข้อความว่า ป่วยเป็นโรคทางสมอง ขอทานคนอื่นๆก็เริ่มทำกันแบบนี้

ร้านอาหารจีนเริ่มติดแท็กคิวอาร์โค้ดไว้บนเสื้อของบริกร ลูกค้าคนไหนพอใจพนักงานเสิร์ฟ อยากจะให้ทิปก็เพียงแต่ยกโทรศัพท์มือถือสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วก็โอนสตางค์ให้ บริกรบอกว่าคิวอาร์โค้ดทำให้ตนได้ค่าทิปเพิ่มขึ้นมากกว่าเก่าหลายพันหยวนต่อเดือน

จีนกำลังพัฒนาเป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินสดอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ของจีนอย่างเทนเซ็นต์ของนายหม่า ฮว่าเจิน และนายจาง จื้อตง ซึ่งตอนนี้เป็นบริษัทไอทีอันดับหนึ่งของจีน และเป็นบริษัทไอทีอันดับ 4 ของโลก รองจากกูเกิล อเมซอน และเฟซบุ๊ก ในแง่ของ มูลค่าตามราคาตลาด เป็นคนเริ่มการใช้จ่ายแบบนี้

นอกจากเทนเซ็นต์แล้ว ผู้ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติการชำระเงินในจีนอีกรายหนึ่งก็คืออะลีบาบาของนายแจ็ค หม่า เจ้าของอาลีเปย์ ทั้ง 2 บริษัทขยายการบริการจ่ายเงินแบบใหม่ไปยังนักธุรกิจรายเล็กรายน้อยในทุกตรอกซอกมุมของประเทศจีน ตอนนี้คนจีนจึงบริโภคง่าย จับจ่ายใช้สอยง่ายขึ้น เศรษฐกิจก็เจริญเติบโตขึ้นมาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่สังคมยังใช้เงินเหรียญหรือธนบัตร เพราะคนจีนเป็นคนอดออม มีเงินเท่าใดก็เก็บไว้ ไม่นำออกมาใช้จ่าย

การใช้จ่ายผ่านโมบายเปย์ทำให้บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรู้ข้อมูลของพฤติกรรมผู้บริโภค เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อเงินหมดก็สามารถกู้เงินผ่านบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้ โดยผู้ให้บริการฯ สามารถปล่อยวงเงินกู้ให้กับลูกค้าผู้กู้ได้อย่างถูกต้อง ไม่มากจนเกินกำลังที่ลูกค้าจะชำระคืนได้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะข้อมูลรายได้ รายจ่าย และพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าถูกผู้ให้บริการฯ บันทึกไว้หมดแล้ว การอนุมัติเงินกู้ก็ไม่ได้ใช้คน แต่ใช้ปัญญาประดิษฐ์อนุมัติแทน

โลกเปลี่ยนไปทุกเวลานาที สิ่งที่เราเคยใช้เคยปฏิบัติเมื่อปีที่แล้ว พอมาปีนี้อาจจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป ผู้คนในประเทศต่างๆ จึงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของเทคโนโลยีกันอย่างนาทีต่อนาที เพื่อนำมาปรับปรุงวิถีการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจ การพัฒนาเครื่องจักรกลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ไม่ใช่เฉพาะจีนเพียงประเทศเดียวดอกครับ อินเดียเองก็กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น Cashless Society หรือสังคมที่ไม่ใช้เงินสดประเภทธนบัตรและเหรียญ การชำระเงิน การทำธุรกรรม หรือการโอนเงินระหว่างกัน กำลังจะถูกปรับให้ไปผ่านช่องทางออนไลน์ และก็ไม่ใช่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินเท่านั้นนะครับ เท่าที่ติดตามการบริหารงานของรัฐบาลของนายนเรนทรา โมดี ความมุ่งมั่นของรัฐบาลอินเดียต้องการให้ประชาชนแปลงและจัดเก็บข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ บัญชีเงินฝาก ฯลฯ ในแบบดิจิตอล ผลที่ตามมาก็คือ จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนคนอินเดียมีความคล่องตัวสูง

ประเทศไหนผูกประเทศไว้กับนโยบายเดิมๆนานถึง 10 ปี 20 ปี

ประเทศนั้นจะตกโลกอย่างแน่นอนครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com