วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนุนรัฐจัดแรงงานต่างด้าว

“ รายงานวันจันทร์”-กทม.พบมีเป็นโรคพึงระวัง, ต้องตรวจละเอียด

จากสถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มากที่สุดคือ พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม การที่แรงงานต่างด้าวมากกว่าล้านคนเข้ามาทำงาน ส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคม สุขภาพและระบบการสาธารณสุข ตัวเลขประมาณการในช่วงปี พ.ศ.2550–2551 พบว่า มากกว่า 95% เข้ามาแบบผิดกฎหมาย และปริมาณแรงงานผิดกฎหมายค่อยๆลดลงจนเหลือราว 20% ในช่วงปี พ.ศ.2558

แรงงานต่างด้าวเหล่านี้นำมาซึ่งโรคติดต่อหลายชนิด ภาวะเจ็บป่วยที่มีผลต่อสังคม เช่น การติดยาเสพติด โรคจากเพศสัมพันธ์ ฯลฯ ปัญหาวัณโรคเป็นโรคที่พบอุบัติการณ์สูงเมื่อเทียบกับคนไทยโดยทั่วไป ในการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว รัฐบาลได้ผลักดันให้แรงงานต่างด้าวมีการตรวจสุขภาพและขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน

จากการเปิดเผยของ นพ.พิชญา นาควัชระ ผอ.สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร หัวหน้าทีมวิจัย “ผลการตรวจสุขภาพของแรงงานต่างด้าวที่ รพ.สังกัดสำนักการแพทย์ กทม.” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจาก “คณะกรรมการจริยธรรมการ วิจัยในคน กรุงเทพมหานคร” และดำเนินการแล้วเสร็จ

ได้ทำการวิจัยโดยรวบรวมผลการตรวจสุขภาพของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มาตรวจในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในสังกัด ได้แก่ รพ.กลาง รพ.ตากสิน และ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ ในปี พ.ศ.2557-2559 รวม 3 ปี จำนวนทั้งสิ้น 269,286 ราย โดยโปรแกรมการ ตรวจคัดกรองสุขภาพ ประกอบด้วย การตรวจร่างกายโดยแพทย์ การตรวจเลือดเพื่อหาโรคซิฟิลิส และโรคเท้าช้าง การเอกซเรย์ปอด และการตรวจการตั้งครรภ์และสารเสพติดในปัสสาวะ จากการศึกษาพบแรงงานต่างด้าวชาย 53.46% หญิง 46.54 % และตรวจพบตั้งครรภ์ถึง 3,162 ราย คิดเป็น 2.8%

ในจำนวนนี้พบว่า แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนและรับการตรวจคัดกรอง เป็นชาวพม่ามากที่สุด คิดเป็น 38.72% รองลงมา คือชาวกัมพูชา 38.27% ชาวลาว 22.62% นอกนั้นเป็นเชื้อชาติอื่นๆ อายุที่พบส่วนมากเป็นช่วงอายุ 20-30 ปี คิดเป็น 51.62% รองลงมาคือช่วงอายุ > 30-40 ปี คิดเป็น 21.52% มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ 8.88% ปกติ 76.97% และสูงกว่าเกณฑ์ 14.15% การตรวจคัดกรองสุขภาพพบผลตรวจผิดปกติ จำนวน 5,470 ราย คิดเป็น 2.03% เป็นชาย 3,083 ราย หญิง 2,387 ราย โดยพบผู้ป่วยที่สงสัยเป็นวัณโรคถึง 3,299 ราย คิดเป็น 1.23% โดยพบในเพศชายมากกว่า พบความผิดปกติทางระบบหัวใจและหลอดเลือด 2,008 ราย คิดเป็น 0.75% แรงงานต่างด้าวที่มีสารเสพติดในปัสสาวะ เมื่อถูกตรวจพบจะถูกนำส่งตำรวจ จึงไม่ปรากฏข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้

การศึกษานี้พบรอยโรคผิดปกติที่ปอดสูง ซึ่งสาเหตุที่น่าจะเป็นมากที่สุดในภูมิภาคนี้คือ วัณโรค ข้อจำกัดของการศึกษา คือโรงพยาบาลไม่สามารถตามผู้ที่มีรอยโรคผิดปกติที่ปอดมาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ ดังนั้นอุบัติการณ์ของวัณโรคในแรงงานต่างด้าว จึงนับจากรอยโรคที่ปอดเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในที่ชุมชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและหัวใจสูง เช่น ความดันโลหิตสูง เสียงฟู่ที่หัวใจ และพบหญิงตั้งครรภ์ถึง 3,162 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ทำให้มีสิทธิในการรักษาพยาบาลและสามารถมาฝากครรภ์ได้ตามเกณฑ์ จึงไม่น่ามีปัญหาคลอดก่อนกำหนดเหมือนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายควรต้องมีการศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นต่อไป ทั้งนี้ กทม.โดย

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ก็ได้ให้ความสนใจต่อปัญหานี้อย่างจริงจังความเห็นเพิ่มเติมจากหัวหน้าทีมงานวิจัย นพ.พิชญา ระบุว่า ปัญหาผลกระทบทางด้านสาธารณสุขแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย นับเป็นปัญหาสำคัญต่อประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเมื่อรัฐบาลมีการผลักดันให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะทำให้ได้มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีการคัดกรองโรคต่างๆที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ การผลักดันแรงงานต่างด้าวให้มาอยู่ในระบบนอกจะเป็นผลดีในทางด้านกฎหมายและการควบคุมด้านอื่นๆ ในทางด้านปัญหาระบบการสาธารณสุข จะทำให้กลไกของรัฐสามารถควบคุมดูแล รักษาภาวะเจ็บป่วย โรคต่างๆ รวมถึงโรคบางโรคที่เกือบจะไม่พบในประเทศไทยแล้ว ทำให้สามารถติดตามผลการรักษาดูแลแรงงานต่างๆเหล่านี้ โดยที่ไม่เป็นการผลักภาระให้แก่ รพ.ของรัฐ เนื่องจากในปัจจุบัน รพ.ของรัฐ ต้องแบกรับภาระการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ป่วยต่างด้าวที่เข้ามาแบบผิดกฎหมาย และบ่อยครั้งที่นายจ้างก็ผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ รพ.ของรัฐ.