บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'จาตุรนต์' ชี้ ประชาชนผวายืดเลือกตั้ง เหตุเดือดร้อนหนักจากเศรษฐกิจ

"จาตุรนต์" ชี้ผลโพลผวายืดเลือกตั้ง สะท้อน ปชช.เดือดร้อนจากเศรษฐกิจ พร้อมระบุเซ็นชื่อข้อตกลงแนบสัญญาประชาคมไร้ประโยชน์ ถ้าไม่แก้ต้นตอความขัดแย้งที่แท้จริง แนะหัวหน้า คสช.ลงนามคนแรกก่อนไม่ปฏิวัติอีก

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.60 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสวนดุสิตโพล ระบุผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ร้อยละ 70 ไม่มั่นใจการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแม็ปว่า เป็นการสะท้อนประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ และหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นบ้าง เพราะเวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ไปจนถึงปานกลางเดือดร้อนมาก ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนที่อิงกับผู้มีอำนาจ ชนชั้นนำไม่เดือดร้อน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยว่าเมื่อมีการเลือกตั้งก็จะมีโอกาสที่ดีขึ้น และน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ไม่กล้าลงทุน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และย่ิงมีข้อมูลประชาชนยังไม่เข้าใจกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีภาพการรับรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งในแบบที่ว่า อาจไม่แน่ใจว่าประชาชนจะกำหนดให้ใครเป็นรัฐบาลได้อย่างไร และกำหนดรัฐบาลมีนโยบายอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเลือกตั้งจะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นบ้างอย่างน้อยระยะหนึ่ง ขณะที่ความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การที่ประชาชนวิตกกังวลการเลือกตั้งจะเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็มีเหตุผลอยู่ จากการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างสับสน และอาจนำไปสู่การทำให้การเลือกตั้งต้องยืดออกไป นอกจากนั้นจากพฤติกรรมที่ผู้นำ คสช.และรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ต้องการมีอำนาจหลังการเลือกตั้ง จึงทำให้คนอาจตีความได้ว่า ต้องการเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง หรืออาจต้องการให้การเลือกตั้งยืดออกไปนานๆ ซึ่งไม่ว่าแบบไหน คสช.ยังมีอำนาจต่อไป เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีระบุการทำสัญญาประชาคมว่าด้วยการสร้างความสามัคคีปรองดอง ต้องมีการแนบแนวปฏิบัติร่วมกันเซ็นว่าจะไม่ก่อความวุ่นวายซ้ำรอยปี 57 อีก

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คิดว่าผู้ที่ติดตามกระบวนการสร้างความปรองดองของ คสช.เรื่อยมา คงคาดการณ์ไว้แล้วเหมือนกัน สุดท้าย คสช.ต้องการให้มีการเขียนเงื่อนไขข้อตกลง และต้องการให้นักการเมืองหรือผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกันลงนาม แต่ว่าการลงนามนี้ไม่น่ามีประโยชน์อะไร เพราะถ้าดูจากกระบวนการสร้างความปรองดองที่ผ่านมา มันมีจุดอ่อนและข้อผิดพลาดอยู่มาก โดยเฉพาะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีคนกลาง และไม่มีองค์กรที่เป็นอิสระเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์หรือสรุปทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

"ส่ิงที่ขาดไปอย่างมาก คือ การพูดถึงต้นเหตุถึงปัญหาความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะสาเหตุที่มีการค้นพบโดยองค์กรต่างๆ ก่อนหน้านี้ เช่น ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม การที่กลไกของรัฐ เช่น กองทัพไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการรักษากฎหมายและแก้ปัญหาความไม่สงบ แต่ต้องการสร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การที่ผู้นำกองทัพจะมาเป็นอัศวินม้าขาว ส่ิงเหล่านี้ไม่มีการพูดกันในกระบวนการสร้างความปรองดองที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเชื่อได้ว่าเรื่องเหล่านี้คงไม่ปรากฏในสัญญาประชาชน เพราะฉะนั้นใครไปลงนามอย่างไร ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลใดๆ และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดด้วยซ้ำไปว่า สัญญาประชาคมที่เขียนกันขึ้นนั้นคือการแก้ไขทางออกของสังคมไทยแล้ว" นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนยังคาดว่าอาจจะมีผู้สนใจลงนามน้อย และยังหวังว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะได้ศึกษาสัญญาประชาคมให้ดีก่อน และถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ควรปฏิเสธการลงนาม ทางที่ดีควรร่างสัญญาประชาคมแล้วให้หัวหน้า คสช.ลงนามเป็นคนแรก โดยเฉพาะลงนามยืนยันว่า ต่อไปกองทัพจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ใต้ลบังคับบัญชาและกองทัพจะต้องไม่ทำรัฐประหารอีกไม่ว่ากรณีใดๆ ถ้าเร่ิมอย่างนี้สัญญาประชาคมเป็นที่น่าสนใจจากพรรคการเมือง จากผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหา.