วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กเต่า' สั่งเข้มสวนยางรุกป่า พุ่งเป้าฟันไม่เลี้ยงกลุ่มนายทุน

"บิ๊กเต่า" สั่งเพิ่มมาตรการเข้มจัดการรุกป่าปลูกสวนยาง ตั้งเป้าทวงคืนผืนป่าเพิ่มเป็น 128 ล้านไร่ใน 20 ปี เผยยึดคืนมาได้แล้ว 5.4 แสนไร่ ย้ำผ่อนผันเฉพาะคนยากจน ลั่นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เอาหนักกลุ่มนายทุน...

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. พล.อ.สรุศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหานายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเสื่อมโทรม และเกิดปัญหายางล้นตลาด ถือได้ว่าเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนประเทศชาติ เอาเปรียบคนไทยทั้งประเทศ หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบการบุกรุกครอบครองที่ดินในเขตป่า โดยตั้งเป้าหมายยึดคืนผืนป่าจากเดิมที่ประเทศไทยเหลือเพียง 102.4 ล้านไร่ ให้เพิ่มเป็น 128 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศภายใน 20 ปี ซึ่งปัจจุบันในปี 2560 สามารถยึดคืนผืนป่ากลับมาได้แล้ว 5.4 แสนไร่ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ ได้มอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานเพื่อบังคับใช้กฎหมาย ตามแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี 3 มาตรการหลักในการดำเนินการ คือ 1. มาตรการดำเนินคดี โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. เร่งรัดตรวจสอบการบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้บุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่า โดยยึดตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 รวมทั้งต้องไม่ให้ผลกระทบกับผู้ยากไร้อย่างเด็ดขาด 2. มาตรการควบคุมพื้นที่ โดยหลังจากที่ดำเนินการตรวจยึดทวงคืนผืนป่าและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้ว จะต้องควบคุมพื้นที่ที่ได้ตรวจยึดมามิให้มีการเข้าทำประโยชน์จากทั้งผู้กระทำความผิดรายเดิมและรายใหม่ และ 3. มาตรการฟื้นฟูสภาพป่า เป็นการฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกบุกรุกให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้าลำธาร

นอกจากนี้ ได้ชี้แนะกลยุทธ์การปฏิบัติงานแบบ 3 เกาะติด และ 3 ปฏิบัติ ให้เจ้าหน้าที่นำไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติม ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย ดังนี้ 1. เกาะติดพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องหมั่นลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำความผิด ตั้งจุดตรวจจุดสกัด การลาดตระเวนป่า การดำเนินการตามแผนบินตรวจสภาพป่าและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ตรวจสอบการบุกรุก 2. เกาะติดประชาชน โดยสร้างแนวร่วมการอนุรักษ์เริ่มจากเครือข่ายภาคประชาชนนำไปสู่เครือข่ายระดับประเทศ ลดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาคประชาชนและภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง และ 3. เกาะติดขบวนการ โดยต้องสร้างกลไกในการตรวจติดตามกลุ่มขบวนการนายทุนผู้กระทำความผิด รวมถึงการดำเนินการหาข่าวทางลับ ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของขบวนการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า

ขณะที่กลยุทธ์ 3 ปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ปฏิบัติทันทีเมื่อเห็นว่ามีขีดความสามารถในการจับกุมดำเนินคดีได้ ให้ดำเนินการทันทีแต่หากเห็นว่ามีความเสี่ยงให้ขอความร่วมมือส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ปฏิบัติการร่วมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและขอความร่วมมือปฏิบัติงานร่วมกันได้ และ 3. ปฏิบัติโดยใช้เครือข่ายภาคประชาชนคือการเสริมสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนในพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงให้สามารถเป็นกาลังภาคประชาชนในการร่วมดูแลรักษาป่าได้

“สิ่งที่ได้เน้นย้ำมากที่สุด คือ การดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับกลุ่มนายทุนที่รุกป่า เพราะถือว่าเป็นพวกเห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบประเทศชาติ บ้านเมือง และเอาเปรียบคนไทยทั้งประเทศ แต่สำหรับคนจนผู้ยากไร้ที่บุกรุกพื้นที่ป่า แม้จะถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นผู้ยากไร้ ซึ่งรัฐบาลต้องดูแล จึงมีมาตรการผ่อนผันตามคาสั่ง คสช. ที่ 66/2557 อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้บุกรุกป่าภายหลังปี 2557 เป็นต้นไป รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า จะใช้มาตรการที่เข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับทุกคนโดยไม่มีการยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้สามารถทวงคืนผืนป่ากลับมาให้ได้ตามเป้าหมาย 128 ล้านไร่ ภายใน 20 ปี” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว