วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โพล เผยเกษตรกรปลูกข้าวร่วมกับพืชอื่นๆ มีเงินเก็บเดือนละ 5 พันกว่าบาท

ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเงินในกระเป๋าเกษตรกร พบกลุ่มปลูกพืชชนิดอื่นเพียงอย่างเดียว ไม่มีเงินเหลือ ติดลบ 469 บาท ขณะที่กลุ่มปลูกข้าวและพืชอื่นร่วมด้วย มีเงินเหลือเก็บ 5 พันกว่าบาท ส่วนใหญ่ถูกใจนโยบายช่วยเหลือราคาผลผลิตตกต่ำ...

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ร่วมกับ ดร.สุธี อนันต์สุขสมศรี ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเงินในกระเป๋าของเกษตรกร กับ ผลการจัดอันดับหน่วยงานรัฐ ขวัญใจ เกษตรกร จำนวน 557 ตัวอย่างกระจายทั่วประเทศ พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นโดยไม่ปลูกข้าว โดยเฉลี่ยไม่มีเงินเหลือในกระเป๋าเพราะติดลบอยู่ที่ 469 บาท เนื่องจากมีรายได้ เฉลี่ยน้อยกว่า รายจ่าย คือ 15,166 บาท ต่อ 15,635 บาท

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ เช่น พืชไร่ พืชสวนร่วมด้วย โดยเฉลี่ยมีเงินเหลือเก็บในกระเป๋าสูงสุดเฉลี่ย 5,746 บาทต่อเดือน เนื่องจากรายได้เฉลี่ยสูงสุดและมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย คือ 17,987 บาท ต่อ 12,241 บาท ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวอย่างเดียว โดยเฉลี่ยมีเงินเหลือในกระเป๋าอยู่ที่ 4,197 บาทต่อเดือน เนื่องจากมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า รายจ่าย คือ 12,071 บาท ต่อ 7,874 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม จำนวนมากเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 34.3 ไม่มั่นใจว่าจะมีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกร และร้อยละ 13.8 ระบุไม่มี อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งเล็กน้อย หรือร้อยละ 51.9 ระบุมี และมั่นใจว่าลูกหลานจะสืบทอดอาชีพเกษตรกรต่อไปอย่างแน่นอน

เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเกษตรกร จากผลผลิตทางการเกษตร พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่มีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกรแน่นอน และกลุ่มเกษตรกรที่มีลูกหลานแต่ยังไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะยึดอาชีพเกษตรกรต่อไปหรือไม่ มีเงินเหลือเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 4,407 บาท และ 4,749 บาทต่อเดือน แต่กลุ่มเกษตรกรที่ไม่มีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกร ไม่มีเงินเหลือเก็บ เพราะมียอดเงินส่วนต่างเฉลี่ยติดลบอยู่ที่ 1,098 บาท

สำหรับนโยบายถูกใจที่มีผลให้ยึดอาชีพเกษตรกรต่อไป พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 28.4 ระบุ นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ อันดับสองหรือร้อยละ 20.4 ระบุ หลักเศรษฐกิจพอเพียง และอันดับสาม หรือร้อยละ 16.9 ระบุโครงการพัฒนาเกษตรกรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ร้อยละ 16.0 ระบุว่า เป็นอาชีพเดิม สืบทอดกันมา ไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ในขณะที่รองๆ ลงไประบุว่าเป็น โครงการกลุ่มนาข้าว ฝ่ายเกษตรพันธุ์ข้าว และโครงการกู้หลวง เป็นต้น

เมื่อถามถึง หน่วยงานรัฐ ขวัญใจเกษตรกร พบประเด็นที่น่าสนใจคือ อันดับแรกหรือร้อยละ 30.5 ระบุ เกษตรอำเภอ ขึ้นเป็นที่หนึ่งครองใจเกษตรกร อันดับที่สองหรือร้อยละ 20.3 ระบุ กระทรวงเกษตรฯ อันดับสามหรือร้อยละ 16.5 ระบุ ธ.ก.ส. อันดับที่สี่ หรือร้อยละ 13.0 ระบุ กรมการข้าว และรองๆ ลงไปคือ เกษตรจังหวัด สหกรณ์การเกษตรฯ อบต. กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ ปศุสัตว์ เป็นต้น

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ตั้งข้อสังเกตและข้อห่วงใยว่า การเข้าถึงเกษตรกรในระดับพื้นที่ผ่านเกษตรอำเภอคือหัวใจสำคัญ ด้วยสื่อบุคคลที่ประกอบไปด้วย ความรู้หลักวิชาการ (Knowledge) งบประมาณ (Funding) และเครือข่าย (Networking) น่าจะเป็นกลไกสำคัญนำยุทธศาสตร์ชาติ ลงสู่กลุ่มเกษตรกรให้มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและความสุขที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกที่ค้นพบ ทำให้เป็นห่วงการบูรณาการเทียม ที่อาจจะใช้เม็ดเงินของรัฐโหมประชาสัมพันธ์สร้างภาพช่วยเหลือเกษตรกรผ่านสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ควรบูรณาการแท้ร่วมกับเกษตรอำเภอ ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ และเข้าถึงหัวใจของเกษตรกร สร้างเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ กลายเป็นคลังสมองระดับพื้นที่หนุนเสริมความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแท้จริง เพราะถ้าเกษตรอำเภอมีความรู้หลักวิชาการ มีเครือข่าย แต่ถ้าไม่มีงบประมาณสนับสนุนที่มากพอก็จะยากในการทำงานบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ได้.