วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยคดีจำนำข้าว

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ทนายความของฝ่ายอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหาย ใน โครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องไว้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งใกล้จะถึงวันแถลงปิดคดีวันที่ 21 ก.ค.นี้

เพราะฉะนั้นคำร้องดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อฝ่าย อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่จะขอความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมโดยอ้างว่าขอให้องค์คณะผู้พิจารณาคดีได้ส่งประเด็นหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่าบทบัญญัติมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกอ้างถึงในการดำเนินคดีนี้ ที่จะต้องยึดสำเนาของ ป.ป.ช.เป็นหลัก จะขัดกับมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน แม้จะให้ยึดสำนวน ป.ป.ช. เป็นหลัก แต่ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้หรือไม่

ถ้าจะดูเฉพาะบรรทัดนี้คือฝ่าย อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องการ ให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความระหว่าง รัฐธรรมนูญปี 2550 กับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่วิธีการปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมจะขัดกันเอง ควรจะยึดถืออะไรเป็นหลัก

เพื่อจะให้การต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสมากที่สุดก็เท่านั้น แต่เผอิญว่าเรื่องนี้มี ความเกี่ยวโยงกับการเมือง จึงมีการนำเอาไปขยายความกันมากมาย ซึ่งเป็นเหตุผลทางการเมืองมากกว่าจะเป็นเหตุผลในข้อกฎหมาย

เมื่อประเด็นเป็นความคาบเกี่ยวระหว่าง กฎหมายใหม่กับกฎหมายเก่า เป็นคดีความทางการเมืองที่ต้องมีการพิจารณาต่อเนื่องระหว่างรัฐธรรมนูญเดิมและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังจากที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นความยากลำบากในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความชัดเจนได้

ทั้งนี้ต้องเห็นใจทั้ง ผู้ที่รับผิดชอบในการพิจารณาคดีและผู้ที่ถูกฟ้องร้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ไม่เฉพาะคดีรับจำนำข้าวเท่านั้น ยังมีคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในยามที่เกิดวิกฤติการเมืองอีกหลายคดี ที่จะต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานไว้ในอนาคต

แน่นอนว่า การปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้กับสภา ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็มีความจำเป็น เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามนโยบายก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน

แต่ถ้าปฏิบัติไปแล้วเกิดความเสียหายขึ้นผู้รับผิดชอบจะต้องรับผิดชอบจากการกระทำแค่ไหน ซึ่งต้องมีการ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ เพราะฉะนั้น สาระสำคัญของเรื่องนี้ก็คือต้องแยกระหว่าง การปฏิบัติตามนโยบายกับการทุจริตคอร์รัปชัน ให้ชัดเจน

ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติตามนโยบายทุกเรื่องทุกรัฐบาลก็จะกลายเป็นดาบสองคมทันที.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th