วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พัฒนาหรือปฏิรูปก็ตามใจ

คำว่าปฏิรูปทหารหรือปฏิรูปการเมือง กลายเป็นวิวาทะทางการเมืองธรรมดาๆ หลังจากที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยอย่างน้อยสองคน เสนอว่า คสช.ปฏิรูปหลายด้าน รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจ จึงควรปฏิรูปกองทัพด้วย เพราะที่ผ่านมาปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากกองทัพเกี่ยวกับการเมือง จึงต้องปฏิรูปให้เป็นกองทัพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นของประชาชน

เกี่ยวกับข้อเสนอนี้นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า “ต้องใช้คำว่าการพัฒนากองทัพ” โดยมียุทธศาสตร์ 10 ถึง 15 ปี และมีคำชี้แจงเพิ่มเติมจากประธาน กมธ.ร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกองทัพว่า ทหารกับตำรวจไม่เหมือนกัน ทหารไม่ใช้คำ “ปฏิรูป” แต่ใช้ “พัฒนา” และมีพัฒนามาโดยตลอด ทั้งด้านโครงสร้าง ความพร้อมรบ บุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์

ย้อนหลังไปหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลในการบริหารประเทศใช้คำ “พัฒนา” เป็นหลัก เช่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันกว่า 50 ปี แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เพิ่งถูกยกเลิกเมื่อปี 2557 ก็ใช้คำพัฒนา เช่น “ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง” และระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “พัฒนา” คือความเจริญ หรือทำให้เจริญ ส่วนคำว่า “ปฏิรูป” คือการปรับปรุงให้สมควร ทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกัน “ปฏิรูป” กลายเป็นเรื่องใหญ่ทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และรัฐบาลวางแผนปฏิรูปประชาธิปไตย
นานถึง 12 ปี

แต่หลังจากนั้นคำว่า “ปฏิรูป” ก็ค่อยๆหายไป เพิ่งจะกลับมาดังระเบิดเถิดเทิงจากการชุมนุมปิดกรุงเทพฯของกลุ่ม กปปส. และคณะรัฐประหาร คสช. เขียนบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ให้ปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 10 ด้าน และตั้งสภาขึ้นมาดูแลถึง 2 สภา คือ สปช. และ สปท. มีอำนาจหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะการปฏิรูป รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจที่ฮือฮา

การปฏิรูปที่เป็นบทบังคับในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีทั้งการปฏิรูปการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องเรื่องปฏิรูปกองทัพแต่ไม่ค่อยจะหนักแน่น และเพิ่งจะมีคำชี้แจงที่ทำให้เข้าใจว่าทหารไม่ต้องปฏิรูปแต่จะพัฒนา จะปฏิรูปหรือพัฒนาก็ว่ากันตามสะดวก ขอแต่เพียงต้องปฏิบัติต่อทุกองค์กรโดยเสมอหน้า

เมื่อพูดถึงการพัฒนากองทัพ มักจะหมายถึงการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรหรือเทคโนโลยี แต่นักวิชาการเน้นการพัฒนาให้เป็นทหารอาชีพ และยึดหลักการควบคุมโดยพลเรือน เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยหมายถึงกองทัพที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม เช่นเดียวกับองค์กรและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ.