วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ท้าพิสูจน์ ใช้ม.44 เปิดโกดังข้าว

ปชป.หนุนปราบโกง เอา ‘ขรก.-พ่อค้า’ ด้วย

สนช.ปัดวุ่นร่าง พ.ร.บ.คดีอาญานักการเมืองมุ่งเล่นงานอดีตนายกฯ เหน็บคนต้านทำตามใบสั่งใคร “ชัยเกษม” ซัดมีวาระซ่อนเร้น ขัดหลักการสืบพยานต่อหน้า แค่หวังตีตราบาปเพื่อความสะใจ “สมคิด” ข้องใจทำไมไล่ล่าแต่นักการเมือง “อำนวย” กระทุ้งขยายวงไปถึงข้าราชการ “ประมวล” ลั่นต้องมาตรฐานเดียวกันอย่าทำลักลั่น ลาก ขรก.-พ่อค้าขี้โกงมาลงโทษ เย้ย 3 ปี คสช.พลาดเป้าปราบโกง “วิลาศ” หนุนอัดยาเเรงข้าราชการบ้าง “ยุทธพงศ์” ไล่บี้ พณ.ตอบโละสต๊อกข้าวราคาต่ำ จี้นายกฯงัด ม.44 เปิดโกดังพิสูจน์กันไปเลย “ไก่อู” เสียงอ่อยกองใกล้กันก็มีปนกันบ้าง

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ามุ่งเล่นงานเฉพาะบางกลุ่ม ล่าสุดทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ประสานเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ขยายไปถึงกลุ่มข้าราชการ และพ่อค้าที่ร่วมกระทำทุจริตด้วย

“บิ๊กจิน” ชี้คนเก่งที่ไร้ศีลมักโกง

เวลา 09.30 น. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่รัฐสภา พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดสัมมนา “บทบาทของศาสนาและการศึกษาในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพและคุณธรรม” จัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า การศึกษาอย่างเดียวให้มีความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความเก่ง ไม่พอ อาจใช้ความรู้ไปในทางที่ผิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทุจริตคดโกง การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ก่อนนี้สถานศึกษาส่วนใหญ่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ได้ให้ความสนใจด้านศีลธรรม ผู้จบการศึกษาจึงมีแต่ความเก่ง ความฉลาด แต่ขาดคุณธรรมจริยธรรม ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น แม้แต่ในวงการการศึกษาปัจจุบัน ทั้งนี้ รัฐบาลจะนำการศึกษา ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม และความเป็นไทย มาใช้สร้างสังคมให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพ และคุณธรรมควบคู่กัน

สนช.แจงแก้ ก.ม.ให้ทันกลเกม

นายสมชาย แสวงการ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนช. กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่เพิ่งผ่าน สนช.ไป เป็นการเลือกปฏิบัติเล่นงานเฉพาะนักการเมืองว่า คนที่ออก มาพูดเช่นนี้มีเจตนาปกป้องคนทุจริตหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติใช้กับทุกคน แต่ที่ผ่านมาคดีทุจริตไม่สามารถนำตัวนักการเมืองมาลงโทษได้ มีแค่คดีนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข คดีเดียวเท่านั้นที่ศาลสั่งลงโทษ แต่คดีทุจริตอื่นล้วนอยู่ในชั้นศาลหรือจำเลยหนีคดีไปต่างประเทศ มีการใช้เทคนิค อำนาจ และเงิน ไม่ให้ถูกลงโทษ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงแก้ไขให้ทันต่อการฉ้อฉล กลเกมผู้มีอำนาจ เพื่อให้ศาลเอาผิดผู้ทุจริตที่สร้างความเสียหายให้ประเทศนับแสนล้านบาท อยากถามว่าเป็นธรรมต่อประเทศและประชาชนผู้เสียภาษีหรือไม่ที่ไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองทุจริตได้

โต้กังขามุ่งเล่นงานอดีตนายกฯ

นายสมชายกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ส่งเสริมคนดี ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้ใช้อำนาจหนีรอดจากการทุจริต อย่าบิดเบือนข้อมูลว่าเลือกปฏิบัติ มุ่งเอาผิดเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวเลยว่า กฎหมายฉบับนี้จะขยายปมสร้างความขัดแย้งในอนาคต คนที่ออกโรงมาปกป้อง เพราะอยากให้เกิดการทุจริตต่อไป หรือออกมาตามใบสั่งใครหรือไม่ หากไม่ได้ทุจริตไม่จำเป็นต้องกลัว ไม่ได้มุ่งเอาผิดใครย้อนหลัง แต่เป็นการเอาผิดในคดีเดิมที่มีเรื่องถูกสอบอยู่ในชั้นศาลอยู่แล้ว แต่ผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีคดี ทำให้คดีถูกแช่แข็งไว้ เพราะไม่ได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดี จึงต้องแก้ไขวิธีการพิจารณาคดี แต่ไม่ได้แก้ไขหรือเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น โทษยังเท่าเดิมทุกอย่าง ยืนยันว่าไม่มีเจตนามุ่งเล่นงานเฉพาะอดีตนายกฯคนใดคนหนึ่ง แต่เล่นงานทุกคนที่หนีคดี

“ชัยเกษม” จวกมีวาระซ่อนเร้น

ขณะที่นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กฎหมายที่ออกจากสนช.ที่ไม่ได้มาจากประชาชน อะไรก็เกิดขึ้นได้มีวาระซ่อนเร้นอยู่ในใจกันทั้งนั้น หามาตรฐานได้ยาก หลักการสืบพยานต่อหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคดีอาญามีโทษทั้งจำคุกจนถึงประหารชีวิต จะบอกว่ามีทนายแล้วไม่เพียงพอ เพราะทนายไม่รู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลาสืบพยานถ้าไม่มีจำเลยอยู่ด้วยจะเสียเปรียบ แต่จะมีข้อโต้แย้งว่าหนีไปเอง ซึ่งความจริงไม่ใช่การตัดสินอะไรต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะบ้านเราถือหลักว่าต้องทำต่อหน้า เว้นแต่ตัวเขาเองสละสิทธิ์ ต่างจากฝรั่งเศสพิจารณาลับหลังได้หากมีการหลบหนี โดยมีศาลสูงศาลหนึ่งที่มีตัวแทนประชาชนกึ่งลูกขุนร่วมพิจารณา และจะพิจารณาแค่ระดับหนึ่ง ตัดสินเพียงการตีตราบาปว่าคุณทำผิดต้องรับโทษอย่างนั้นอย่างนี้ และมีอายุความ ถ้าใน 20 ปีได้ตัวมาต้องเปิดพิจารณาใหม่

หวังตีตราบาปเพื่อความสะใจ

นายชัยเกษมกล่าวต่อว่า ตามหลักการจะเอาเขาติดคุกจริงๆ ต้องให้โอกาสเขาเต็มที่ก่อน แต่ของเราตัดสิทธิ์ในฐานะผู้ต้องหาหายไปมาก ไปตัดสินเลย ถามว่าเอาตัวมาได้ไหมก็ไม่ได้ เพราะเวลานี้คดีการเมืองเขาไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะเห็นว่าที่หนีๆไปเอากลับมาไม่ได้เลย เพราะเขาไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน แม้จะตัดสินไปแล้วก็ยังไม่พ้นเป็นคดีการเมือง ได้แต่คำพิพากษามาเป็นตราบาปไว้เป็นความสะใจว่าในที่สุดศาลลงโทษแล้ว ตนมองว่าไม่ใช่หลักในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง ต้องไปคิดดูว่าจริงๆแล้วหลักเป็นอย่างไร เพราะพอไปเพี้ยนแล้วก็เกิดปัญหา เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมเอาเฉพาะกับนักการเมือง ทำไมไม่เอานักธุรกิจที่โกง หรือฆ่าคนตายแล้วหนีไปบ้าง พวกนั้นส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ด้วยซ้ำ ถ้ายังไม่ศึกษาให้ละเอียดแล้วไปตามก้นเขา อ้างอย่างโน้นอย่างนี้ตนไม่เห็นด้วย ต้องศึกษาให้ดีถ้าจะเอากันจริง ในส่วนของพรรคเพื่อไทยคงต้องคุยกันว่าจะเอายังไงกัน แต่คงทำอะไรได้ยาก

กระทุ้งขยายวงไปถึงข้าราชการ

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ใช้งบประมาณคือข้าราชการ ฝ่ายการเมืองเพียงแต่เป็นผู้จัดสรรงบประมาณมาให้เท่านั้น การปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อจะกวดขันการดำเนินคดีกับนักการเมืองนั้น เห็นด้วย แต่ต้องไปกวดขันในส่วนของข้าราชการด้วยเช่นกัน จะมุ่งเน้นแต่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการทุจริตต้องมีหลายฝ่ายร่วมมือกัน ไม่เช่นนั้นไม่สามารถทำทุจริตได้ ส่วนตัวจึงขอเสนอให้ปรับแก้กฎหมายว่าให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 3 ขึ้นไป ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เช่นเดียวกับนักการเมือง หากมีใครมาขอให้ข้าราชการร่วมมือทุจริตเขาจะได้กลัว ตรงนี้จะช่วยป้องกันการทุจริตในระดับปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ข้องใจทำไมไล่ล่าแต่นักการเมือง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องถามว่า การระบุให้กฎหมายไม่มีอายุความ และให้สืบพยานลับหลังได้ มันสอดคล้องกับหลักสากลหรือไม่ แล้วเหตุใดคนออกกฎหมายถึงมาไล่ล่าแต่นักการเมือง คนที่โกงมีแต่นักการเมืองหรือ ข้าราชการและภาคเอกชนไม่มีคนโกงเลยหรือ ข้อเท็จจริงทุกสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี แล้วทำไมไม่มีกฎหมายไปไล่ล่าคนกลุ่มอื่นบ้าง ไม่ว่าจะเขียนกฎหมายให้น่ากลัวเพียงใด ไม่ได้หมายความว่าการทุจริตจะไม่เกิดขึ้นอีก

ปชป.ลั่นต้องมาตรฐานเดียวกัน

ด้านนายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เห็นด้วยกับกฎหมายที่ออกมา และคิดว่าไม่ได้ออกมาใช้เฉพาะกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อย่างที่มีคนตั้งข้อสังเกต ขอให้ดูเจตนารมณ์กฎหมายนี้ต้องการปิดช่องว่างให้บทเรียน กับคนทุจริต หรือเตือนสติผู้ที่กำลังทุจริตให้ยั้งคิด เป็นไปตามหลักกฎหมายคือ เพื่อป้องปรามและป้องกัน ให้มีผลบังคับใช้ได้จริง และมีประสิทธิภาพ แต่ยังติดใจว่าการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้มีแค่ในแวดวงนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาเป็นการโกงที่มีหลายฝ่ายร่วมมือ คือ พ่อค้า หรือนักธุรกิจ ผ่านข้าราชการประจำ มาถึงนักการเมืองผู้มีอำนาจ ถามว่าทำไมถึงออกกฎหมายเล่นงานแต่นักการเมือง แล้วอีกสองฝ่ายหายไปไหน ทำไมไม่ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือพิจารณาคดีลับหลังได้โดยไม่มีอายุความ จึงฝากถึง สนช.ว่าทำอะไรอย่าให้ลักลั่นแตกต่างกัน การออกกฎหมายที่ดีควรมีผลบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ

เย้ย 3 ปี คสช.พลาดเป้าปราบโกง

นายประมวลกล่าวต่อว่า ดังนั้น คนดีๆที่ไม่คิด วางแผนโกงบ้านกินเมืองไม่ต้องกลัว เพราะกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้กับคนโกง โดยเฉพาะการทุจริตเชิงนโยบายของคนที่ใช้ความฉลาดไปในทางที่ผิด แม้แต่ในยุครัฐบาล คสช.เอง ต้องยอมรับว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะประกาศตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในค่ายทหารหรือ ชี้ให้เห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ปราบทุจริตไม่เข้าเป้า หลายเรื่องไม่มีคำตอบต่อสังคม เช่น กรณีงบประมาณขุดลอกคูคลองขององค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) หรือล่าสุดการปลอมแปลงบัญชีรายการรถประมูลของ ขส.ทบ. มีนายทหารยศพันเอก และอีกหลายนายเกี่ยวข้อง ทำไมรัฐบาลทหารไม่เร่งทำความจริงให้ปรากฏว่าเกี่ยวกับใครที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ อย่าทำแบบลูบหน้าปะจมูก แม้ตั้งศูนย์รับเรื่องอีกนับพันศูนย์ แต่ไม่มีการจับคนผิดมาลงโทษ ก็แค่ปาหี่การเมืองในชุดสีเขียวเท่านั้น

“วิลาศ” ขอยาเเรงให้ ขรก.บ้าง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. กทม. พรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ไม่อย่างนั้นคนที่ทุจริตและทรงอิทธิพลหนีคดีหมด ไม่ใช่เเค่นายทักษิณ ชินวัตร คนเดียว เมื่อกฎหมายออกมาคนอื่นก็โดนด้วย สำหรับข้าราชการที่ทำการทุจริตแม้ไม่เข้ากับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ควรแก้กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในระบบเดียวกันกับนักการเมือง เช่น กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับคดีทุจริต เพราะปัญหาทุจริตถ้าไม่ร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองและข้าราชการคงทำไม่ได้ ในสัปดาห์หน้าจะแถลงข่าวเรื่องงบหมู่บ้านละ 1.5 ล้านบาท โดยจะนำตัวเลขเงินเข้าบัญชีอย่างไร มีการถอนออกอย่างไร ได้ลงพื้นที่มาแล้วที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ มีหลักฐานชัดเจนในการเซ็นรับเงิน และคาดคิดว่าน่าจะมีลักษณะนี้เกือบทุกหมู่บ้าน ทุกจังหวัด เพียงแต่ไม่มีใครกล้ามาเซ็นให้เป็นหลักฐานเท่านั้น

“สิงห์ชัย” แนะปรับท่าที-สร้างมิตร

ขณะที่นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สั่งเร่งประชาสัมพันธ์ภาครัฐว่า ที่ผ่านมาการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช. หลายเรื่องแม้จะเป็นข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรับรู้ แต่เมื่อนำเสนอควบคู่ไปกับการเชิญหรือมีทหารไปเยี่ยมบ้านนักการเมือง ทำให้หลายครั้งประชาชนไม่สนใจสิ่งดีๆที่รัฐบาลนำเสนอ แต่กลับมีความเคลือบแคลงสงสัยแทน ดังนั้น นายกฯต้องปรับยุทธศาสตร์การนำเสนอของรัฐบาล คสช.ใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องให้กำลังใจนายกฯมุ่งมั่นสร้างความปรองดองสู่การเลือกตั้ง แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนท่าทีใหม่ ผ่อนคลายความเข้มงวดลดลง นำเสนอความจริง หรือเชิงข้อมูลควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นมิตร ไม่ไปจับผิดใคร เท่านี้จะช่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลได้ ส่วนกลุ่มไหนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล หรือทำลายความน่าเชื่อถือ รัฐบาลควรหยุดตอบโต้ เพราะมีข้อกฎหมายปกติดำเนินการได้อยู่แล้ว

พท.จี้ พณ.ตอบขายข้าวราคาต่ำ

วันเดียวกันที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ แถลงตอบโต้นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ ที่ยืนยันว่าการระบายข้าวในสต๊อกมีความโปร่งใส ว่า ก่อนหน้านี้สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย และบริษัท ซี พี เอฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเซอร์เวเยอร์ และเป็นบริษัทร่วมในโครงการรับจำนำข้าว โดยจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์อย่างถูกต้อง เข้าไปตรวจสอบข้าว และทำหนังสือถึงนางดวงพรถึง 2 ครั้งในเดือน เม.ย. และ มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อติดต่อขอซื้อข้าวจาก 16 โกดัง ที่ทางกรมจะนำไปจำหน่ายในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ในราคา 9,000 บาทต่อตัน โดยระบุว่า ข้าวในคลังยังมีคุณภาพที่คนกินได้ แต่นางดวงพรปฏิเสธที่จะขาย กลับไปขายในราคา 4,000 บาทต่อตัน โดยไม่มีข้อมูลว่าใช้มาตรฐานใดมาวัด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร กรมการค้าต่างประเทศจึงไม่ขายข้าวในราคาที่สูงกว่า และใช้มาตรฐานใดวัดว่าเป็นข้าวที่คนบริโภคไม่ได้

แซะ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 เปิดโกดังพิสูจน์

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า มีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลดังนี้ 1.ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งเปิดโกดังข้าวทั้งหมด ให้สื่อมวลชนและประชาชน เข้าไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์ 2.ขอเรียกร้องให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เข้ามาตรวจสอบโดยด่วน ไม่เช่นนั้นอาจโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากยังเพิกเฉยตนจะออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อเนื่อง 3.ขอท้าให้กรมการค้าต่างประเทศ ฟ้องตนและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะได้ขอให้ศาลได้ใช้อำนาจสั่งเปิดโกดังเผชิญสืบ จะได้รู้ว่าเป็นข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์กันแน่

“ไก่อู” รับกองใกล้กันก็มีปนกันมั่ง

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายยุทธพงศ์และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบกรณีการขายข้าวของรัฐบาล ว่า กระทรวงพาณิชย์และผู้เกี่ยวข้อง ชี้แจงแล้วว่าข้าวที่ขายมีการคัดแยกเกรดชัดเจน ราคาแตกต่างกัน แต่มีบางโกดังที่กองข้าววางใกล้กันจนมีการปะปนไม่สามารถคัดแยกคุณภาพได้ หรือคัดแยกได้แต่ต้องใช้ต้นทุนซึ่งไม่คุ้มค่า เราจึงต้องขายไป และกระบวนการขายข้าวต้องใช้ความระมัด ระวัง มีการรายงานการขนย้ายทุกขั้นตอนเพื่อให้ตลาดมั่นใจในคุณภาพข้าวที่ขาย ไม่เช่นนั้นคนจะไม่เชื่อถือ ตลาดข้าวจะเกิดความปั่นป่วน ถ้าใครคิดว่ารัฐบาลขายข้าวถูกกว่าที่ควรเป็น ให้มาซื้อข้าวจากรัฐบาลเพื่อนำไปขายจะได้กำไร ใครมีข้อมูลเรื่องเงินทอนอยากให้ส่งไปที่ศูนย์รับเรื่องทุจริตที่นายกฯตั้งขึ้น เราพร้อมตรวจสอบ

เร่งจัดตั้งกองทุนรักษาราคายาง

พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังเร่งรัด 9 หน่วยงานของรัฐ ที่ยื่นความจำนงจะใช้ยางพารา แบ่งเป็นปริมาณน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,952.66 ตัน งบประมาณทั้งสิ้น 16,925,626,588.57 บาท เบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นการรับซื้อยางใช้ภายในประเทศให้ได้ก่อนสิ้นปีงบประมาณปี 60 พร้อมเร่งรัดการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่การยางแห่งประเทศไทยร่วมกับผู้ประกอบการส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ 5 บริษัท ลงทุนร่วมกัน การแก้ไขปัญหายังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพราะทุกอย่างกำลังได้รับการแก้ไข และมีความคืบหน้าตามลำดับ

“อำนวย” ซัดเปิดศูนย์ซ้ำซ้อน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ คสช.และหน่วยงานกองทัพบก เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น การให้ประชาชนไปร้องเรียนในพื้นที่ทหาร ทำให้ประชาชนสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะพื้นที่ของกองทัพไม่ได้ อยู่ในชุมชน และกระทรวงมหาดไทยมีศูนย์ดำรงธรรมอยู่แล้ว จึงเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน1 ความจริงนายกฯ ควรไปกวดขันสิ่งที่มีอยู่แล้วดีกว่า และให้ทหารไปทำงานในหน้าที่หลัก คือ ดูแลเรื่องความมั่นคง ผู้มีอำนาจควรใช้อำนาจแต่จำเป็น ไม่ใช่มีอำนาจแล้วใช้ตามใจ อยากจะตั้งศูนย์อะไรก็ตั้ง เพราะถ้าคนเกิดความรู้สึกแล้วคำสั่งที่ออกมาจะไร้ความหมาย

คนอยากเห็น ตร.เลิกรีด–ส่วย

อีกเรื่อง กรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “การปฏิรูปตำรวจกับ 3 โจทย์ใหญ่ที่ต้องหาคำตอบ” พบว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ร้อยละ 87.5 คือ อยากเห็นการทำงานของตำรวจเป็นธรรมกับประชาชน ไม่รีดไถ/ไม่รับส่วย/ไม่ตั้งด่านลอย/ไม่เพิกเฉย ฯลฯ รองลงมา คือ อยากเห็นการสอบเข้ารับราชการตำรวจโปร่งใส การโยกย้ายตำแหน่งที่เป็นธรรม สำหรับโครงสร้างองค์กรตำรวจ ส่วนใหญ่อยากให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี รองลงมาให้กลับไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงยุติธรรม และเห็นว่าควรแยกอำนาจการสอบสวนให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นเหมือนต่างประเทศ ส่วนด้านการบริหารบุคลากร ส่วนใหญ่เห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจควรพิจารณาจากระดับอาวุโสร่วมกับผลงาน รองลงมาควรพิจารณาจากผลงานและความดีความชอบ และส่วนใหญ่คิดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ตามสูตร 2-3-4 ตามที่นายกฯ วางกรอบไว้

หนักใจความแตกแยกยังมีอยู่

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความหนักใจเกี่ยวกับการเมืองไทย” พบว่าร้อยละ 70.50 เห็นว่าความแตกแยกทางการเมืองที่ยังมีอยู่ รองลงมาคือพฤติกรรมของนักการเมือง การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของนักการเมือง การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามโรดแม็ป และการออกกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ อันดับ 1 คือความสามัคคีปรองดอง ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก รองลงมา คือ การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดีขึ้น ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงกิน ความเป็นประชาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นประชาชน และมีนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ทันสมัยและสร้างสรรค์

สปท.ชงเพิ่มเงิน พนง.สอบสวน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 18 ก.ค. มีวาระพิจารณาที่สำคัญคือ รายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. เรื่อง “การปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตำรวจ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน” มีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน โดยรายงานระบุถึงสภาพปัญหาการขาดแคลนเงินค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวน เนื่องจากการทำสำนวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่พนักงานสอบสวนต้องสำรองเงินส่วนตัวออกไปก่อน บางคดีไม่สามารถเบิกจ่ายกลับคืนมาได้ จึงควรให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ และควรเพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้พนักงานสอบสวนเทียบเท่ากับกระบวนการยุติธรรมอื่น เช่น ศาล อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ป.ป.ช. เพราะพนักงานสอบสวนเป็นงานยากลำบาก ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ทั้งศาสตร์และศิลป์ ประสบการณ์ แต่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราต่ำที่สุด น้อยกว่าหน่วยงานอื่น จึงควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน

ผุดเงินเพิ่มรายชั่วโมงให้คุ้มเสี่ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังพบปัญหาเงินเดือนและค่าตอบแทนของตำรวจสายปฏิบัติการ ไม่เหมาะสมกับภารกิจและความรับผิดชอบที่ดูแลประชาชน 24 ชั่วโมง และมีความเสี่ยงต่อชีวิตมากกว่าข้าราชการพลเรือน ในต่างประเทศตำรวจมีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงกว่าข้าราชการทั่วไป แต่การทำงานของตำรวจไทยแตกต่างมากกว่าต่างประเทศ เพราะมีความเครียดจากการทำงานสูง ส่งผลให้ตำรวจกระทำอัตวินิบาตกรรม จึงเสนอปรับค่าตอบแทนโดยให้เพิ่มเงินประจำตำแหน่ง แก่ตำรวจที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น ให้เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานการทำงานของข้าราชการพลเรือน รวมทั้งให้เพิ่มเงินประจำตำแหน่งแก่ตำรวจในสายที่มีความเสี่ยงภัยให้สูงกว่าข้าราชการพลเรือน เพื่อขวัญกำลังใจในการทำงาน