วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรมป่าไม้สั่งฟันทิ้ง ยาง 646 ไร่ รุกป่าสงวนที่ จ.เลย

‘อธิบดี’ คุย เพียง 2 ปี ยึดคืนได้ 1.3 แสนไร่

กรมป่าไม้ลุยตรวจยึดพื้นที่ป่าปลูกยางพาราของกลุ่มนายทุนต่างถิ่นที่รุกเขตป่าสงวนแห่งชาติในภาค อีสาน หลังพบรุกพื้นที่ในเขตป่าสงวนฯป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ อ.นาแห้ว จ.เลย อื้อซ่า ให้โอกาสรื้อถอนพืชผลมาตั้งแต่มีนาคม แต่ไม่มีใครมาอ้างสิทธิ ประเดิมสั่งยึดพื้นที่ตัดฟันต้นยาง 646 ไร่ “อธิบดีป่าไม้” โวลุยมาสองปียึดพื้นที่คืนได้ราว 1.3 แสนไร่ ตั้งเป้าปี 2561 จะดำเนินการตาม ก.ม.ป่าสงวนฯ 1.2 แสนไร่

ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.4 (ด่านซ้าย) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมนายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ร่วมกับ กอ.รมน.ฝ่ายทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ เข้าติดตามการปฏิบัติเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ ต.นามาลา อ.นาแห้ว จ.เลย เป็นไปตามคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และ 66/2557 รวมทั้งแผนปฏิบัติการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า(ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.ที่กำหนดให้จังหวัดเลยเป็นเป้าหมายใหญ่ของทั้งประเทศ

นายชลธิศเปิดเผยว่า กรมป่าไม้ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2558 จากการตรวจสอบพบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ถึง 10,695,806 ไร่ และโดนบุกรุกเพื่อปลูกยางพาราจำนวน 1,364,066 ไร่ โดยเฉพาะใน จ.เลย ที่มีพื้นที่ป่าในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้รวม 2,355,618 ไร่ แต่ถูกบุกรุกเพื่อปลูกยางพาราจำนวน 482,304 ไร่ ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย อย่างพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ ในท้องที่รอยต่อ จ.เลย-เพชรบูรณ์ ที่ได้รับการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี 2527 และถือว่าเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก มีเนื้อที่จำนวน 947,000 ไร่ แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกทำลายเหลือพื้นที่ป่าเพียง 3 แสนกว่าไร่ และพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกนำไปปลูกยางพารา ทั้งนี้ คาดว่าเป็นการบุกรุกของกลุ่มนายทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนไร่

นายชลธิศกล่าวอีกว่า การบังคับใช้กฎหมายของกรมป่าไม้เริ่มจากการตรวจสอบพื้นที่ว่าเข้าข่ายลักษณะนายทุนหรือไม่ โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาลักษณะการบุกรุกพื้นที่ป่า 7 ข้อด้วยกัน คือ 1) มีเนื้อที่บุกรุกตั้งแต่ 25 ไร่ขึ้นไป 2) หากมีขนาดน้อยกว่า 25 ไร่ แต่มีรูปแบบการดำเนินการในลักษณะกลุ่มทุนจากต่างถิ่น เช่น มีการสร้างบ้านพักตากอากาศราคาแพง หรือมีวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้แก่ การมุ่งหวังพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นบ้านพักตากอากาศ โรงแรม หรือรีสอร์ต 3) เป็นเจ้าของสวนยางพาราหลายแปลง 4) เจ้าของสวนยางพาราเป็นนายทุนต่างถิ่นมาจ้างแรงงานในพื้นที่หรือคนท้องถิ่นให้ดำเนินการแทน 5) สวนยางพารามีขนาดใหญ่ มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่พักอาศัยและระบบการจัดการที่มีการลงทุนสูงในรูปแบบเชิงธุรกิจ 6) ชาวบ้านในพื้นที่หรือผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเจ้าของเป็นคนต่างถิ่นและไม่ใช่ผู้ยากไร้/ไร้ที่ทำกิน และ 7) ในกรณีเป็นผู้ยากไร้ต่างถิ่น แต่มีที่ดินทำกินอยู่ในภูมิลำเนาเดิมเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นพื้นที่เข้ากับหลักเกณฑ์ข้อที่ 1, 4, 5 และ 6 มีขั้นตอนการรื้อถอนพืชผลอาสินตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กรมป่าไม้เริ่มติดประกาศให้ผู้บุกรุกรื้อถอนพืชผลอาสินตั้งแต่เดือน มี.ค.2560 จนปัจจุบันยังไม่พบว่ามีผู้มาอ้างสิทธิในที่ดินหรือทำการรื้อถอนตามประกาศแต่อย่างใด จึงเข้าตรวจยึดพื้นที่ พร้อมทั้งตัดฟันต้นยางพาราแบบ 3 แถว เว้น 2 แถว ในวันแรกได้ยึดพื้นที่ 646 ไร่ จากนั้นจะดำเนินการฟื้นฟูโดยการปลูกต้นไม้ระหว่างแถวของต้นยางพาราที่เหลืออยู่ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าและรักษาระบบนิเวศของแหล่งต้นน้ำลำธารให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้ จะคอยติดตามผลคดีเพื่อให้เกิดความสัมฤทธิผลสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมาย

“ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้เล็งเห็นความสำคัญในปฏิบัติการเชิงรุกของการบังคับใช้กฎหมายกับพื้นที่ปลูกยางพาราในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน สามารถตรวจยึดพื้นที่ได้ประมาณ 130,000 ไร่ และในจำนวนนี้ได้ตัดฟันตามมาตรา 25 ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติปี 2507 ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นไร่ และมีเป้าหมายดำเนินการในปี 2560 ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นไร่ โดยในปี 2561 กรมป่าไม้มีเป้าหมายดำเนินการถึง 1.2 แสนไร่” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว