วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้วงใจแม่พระต้านค้ามนุษย์ เผย 3 เคสสุดเวทนา บำเรอกาม แบล็กเมล์ มารศาสนา!

เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี หรือ Trafficking in Person Report (TIP Report) ปี 2016 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปรับชื่อประเทศไทยขึ้นจากอันดับต่ำสุด มาอยู่ในกลุ่ม “Tier 2 Watch List” หมายความว่า เป็นประเทศที่ “กำลังพยายามอย่างมาก” ที่จะให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐฯ

1 ปีถัดมา “วีรวรรณ มอสบี้” หรือ “บุ๋ม” หญิงไทยคนแรกได้รับรางวัลนักต่อสู้ด้านการค้ามนุษย์ หรือ TIP Report Hero Acting to End Modern Slavery Award ประจำปี 2017 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ จากผลงานพัฒนาแนวทางการให้บริการด้านการป้องกันการค้ามนุษย์โดยให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก ตลอดจนการร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งศูนย์ Children Advocacy Center ในจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือเด็กแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เธอเป็นหนึ่งในผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักต่อสู้ด้านการค้ามนุษย์ หรือ TIP Hero จากผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 8 ประเทศ โดยมี นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศ สหรัฐฯ เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณ ร่วมกับนางอิวังกา ทรัมป์ บุตรสาวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางซูซาน คอปเพ็ดจ์ เอกอัครราชทูตสำนักงานติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ

หลายคนยังไม่รู้จักว่า เธอเป็นใคร เธอทำอะไร เธอได้รับแรงบันดาลใจมากจากไหน รวมถึงเธอรู้สึกอย่างไรกับรางวัลนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะขอสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับสุภาพสตรีท่านนี้ ให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ได้ทำความรู้จัก...

‘วีรวรรณ มอสบี้’ จากหลังม่านสู่หน้าม่าน ผู้เป็นกระบอกเสียงแก่เหยื่อค้ามนุษย์

ผู้สื่อข่าวถามคำถามแรกว่า ในความคิดของตัวเอง คิดไหมว่าทำไมถึงได้รับรางวัลนี้ นางวีรวรรณ นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบคำถามว่า คิดว่าน่าจะเป็นการสร้างกลไกช่วยเหลือเด็กในรูปแบบใหม่ ที่อาจจะยังไม่มีใครทำมาก่อน คือ การตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็ก (ACT) ในจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือเด็กแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยดึงเจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำงานสร้างความเป็นมิตรเป็นกันเองกับเด็ก

“รู้สึกยังไงกับรางวัลนี้ ก็ดีใจและภูมิใจค่ะ ยอมรับว่าตอนแรกกังวลเล็กน้อย เพราะที่ผ่านไม่มีใครรู้จักเราเท่าไหร่ เวลาทำงานเราไม่ได้ประกาศออกสื่อ ก็อยากจะอยู่เงียบๆ ทำเงียบๆ ซึ่งก็ได้ปรึกษากับหลายๆ คนเขาก็ให้ถือเป็นโอกาสที่จะมาเป็นกระบอกเสียงตัวแทนเด็กที่เป็นผู้เสียหาย วันนี้ก็ดีใจภูมิใจที่เป็นตัวแทนของคนไทยที่ได้รับรางวัลทิปฮีโร่ค่ะ”

ถามถึงความกังวลจากที่เมื่อก่อนช่วยเหลือเด็กอยู่หลังม่าน จนวันนี้เดินออกมาอยู่หน้าม่าน จะมีผลกระทบในการทำงานบ้างหรือไม่ นางวีรวรรณ ยิ้มก่อนตอบว่า “หลังจากที่เมื่อก่อนเราทำงานกับเหยื่อเงียบๆ ในที่ปลอดภัย หลายคนไม่รู้จักเรา และการที่เราไม่ออกสื่อคนก็ไม่รู้ว่าเราไปทำเคสไหนบ้าง แต่เมื่อวันนี้ออกสื่อแล้ว คิดว่าไม่น่ามีผลในการเข้าไปช่วยเหลือ เพราะตัวเองอาจจะต้องมีการปรับบทบาท ซึ่งเรามีทีมงานที่เข้มแข็ง ทุ่มเทกับการทำงานก็ไม่ค่อยห่วง”

เธอยังบอกอีกว่า หลังจากวันนี้คนจะรู้จักมากขึ้น และยังไม่รู้ว่าผลคืออะไร เพราะบางทีชื่อเสียงมาพร้อมความกดดัน ดังนั้น จะเน้นทำในสิ่งที่เราถนัดและทำได้ดี และท้ายที่สุดสิ่งที่อยากให้เห็นคือ อยากสร้างสังคมที่เข้าใจผู้เสียหายมากขึ้น อยากให้หน่วยงานรัฐ เน้นการทำงานแบบให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางมากขึ้นด้วย

สหรัฐฯ มองไทยยังไม่เข้ามาตรฐานขั้นต่ำสถานการณ์ค้ามนุษย์

สถานการณ์ปัจจุบันสหรัฐฯ มองประเทศไทยอย่างไรบ้างเรื่องการค้ามนุษย์ โดยหนึ่งในผู้ได้รับยกย่องให้เป็นนักต่อสู้ด้านการค้ามนุษย์ จากสหรัฐฯ อธิบายว่า ปัจจุบันทางสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นประเทศที่น่าจับตามองเรื่องการค้ามนุษย์ และยังทำได้ไม่เข้าในส่วนมาตรฐานขั้นต่ำ และมองว่าอาจจะต้องปรับปรุงและพัฒนา แต่ทั้งนี้ ทางสหรัฐฯเห็นว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญและพยายามทำงานอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

ส่วนการที่ได้รับรางวัลมีส่วนช่วยในการทำให้สหรัฐฯ เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ของไทยได้มากขึ้นหรือไม่นั้น มองว่า อาจจะเป็นโอกาสในการเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งในความจริงแล้ว การทำงานของทีมได้รับความใส่ใจจากทางรัฐบาลเช่นกัน ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ให้ความร่วมมือ แต่รัฐช่วยเหลือหากเข้าหาอย่างถูกวิธี นอบน้อม ไม่ใช่การเข้าไปโวยวายหรือเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก

เจ้าของรางวัล TIP Hero 2017 ทำงานกว่า 7 ปี ช่วยแล้วเกือบ 100 เคส

สุภาพสตรีท่านนี้ ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงแรงบันดาลใจในการหันมาช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ หลังจากที่ตัดสินใจออกจากงานด้านไอที “เราค่อยๆ ซึมซับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่อายุ 8-9 ขวบ โดยมีเหยื่อเป็นคนใกล้ตัว และรู้สึกว่าเราช่วยเขาไม่ได้ เมื่อเป็นครูอยู่ที่มหาวิทยาลัย มีเด็กหลายคนเข้ามาคุยว่าเขาถูกละเมิดทางเพศ และตอนนั้นได้มีโอกาสทำงานกับมิชชันนารีต่างชาติ ที่เข้ามาช่วยเหลือ กระทั่งวันหนึ่งเหมือนมีบางสิ่งเรียกเราให้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือเหยื่อเหล่านี้ จึงตัดสินใจออกจากงานและก่อตั้งโครงการฮักขึ้นมา โดยที่ไม่รับเงินเดือน และทุกวันนี้ก็ไม่ได้รับเงินเดือน”

เจ้าของรางวัล TIP Hero 2017 เผยถึงตัวเลขที่ได้ช่วยเหลือที่ผ่านมากว่า 7 ปี ว่า มีเกือบ 100 เคสทั้งที่ดำเนินคดีและยังไม่ได้ดำเนินคดี และมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติด้วย ซึ่งยอมรับว่าสถิติมีเพิ่มขึ้นทุกปี หลังจากที่ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทำให้ทีมงานเข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้น

“ผู้ที่ล่วงละเมิดเด็กมีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่เนื่องจากทางทีมงานหลายท่านพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง และได้ประสานงานกับทางกงสุล ก็เลยได้มีโอกาสช่วยเคสที่เป็นต่างชาติเยอะกว่าทีมอื่น พอนับเป็นเปอร์เซ็นต์ชาวต่างชาติจึงเยอะกว่า”

อย่างไรก็ตาม ภาคกลางจะพบมากที่สุด โดยช่วงอายุของเหยื่อคดีค้ามนุษย์จะเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี และเคยพบอายุน้อยที่สุดคือ 12 ปี ส่วนคดีล่วงละเมิดทางเพศพบเหยื่อตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป หรือเด็กที่ยังพูดไม่ได้ และพบถูกละเมิดจากคนใกล้ตัว

พบเหยื่อค้ามนุษย์ส่วนใหญ่ยากจน ทำเพื่อความกตัญญู

ทั้งนี้ ลักษณะครอบครัวของเหยื่อค้ามนุษย์นั้น นางวีรวรรณ เผยว่า ส่วนใหญ่จะเกิดจากครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ซึ่งเหยื่อค้ามนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน จำยอม เหยื่อหลายคนอาจจะถูกละเมิดทางเพศมาตั้งแต่เด็กก่อนที่จะเข้าสู่วงการค้าประเวณี และพบว่า ความกตัญญูเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ต้องดูแลครอบครัว ก็เลยต้องไปหางานทำแต่ตอนท้ายถูกหลอกไปทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เหยื่อพวกนี้ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้เสียหาย จนกว่าทีมงานจะเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจช่วยเหลือ

“น้องคนหนึ่งที่เข้ามาค้าประเวณี เขาโตมากับคุณแม่ที่เปลี่ยนสามีตลอดเวลา และพ่อเลี้ยงทุกคนละเมิดทางเพศเขาตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ดังนั้น สัญลักษณ์ของคำว่าพ่อสำหรับเขาคือคนที่ละเมิดทางเพศ และการถูกละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็กนั้น ความต้องการทางเพศจะเยอะขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาผิด แต่เป็นเพราะว่าคนที่ละเมิดเขามากกว่าที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนั้น เราอยากให้ทุกคนมองเหยื่อใหม่ ทุกคนไม่อยากมาอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”

บังคับค้า คลิปหลุด มารศาสนา! เปิด 3 เคสหนักที่สุดตั้งแต่ช่วยเหลือ

นางวีรวรรณ ในฐานะ ผอ.โครงการฮัก ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ที่เชียงใหม่ ได้ยกตัวอย่างเคสค้ามนุษย์ที่ได้เคยช่วยเหลือให้ผู้สื่อข่าวฟัง 3 เคสคร่าวๆ เนื่องจากรายละเอียดส่วนลึกนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้มาก

เคสแรก
เคสบังคับค้ามนุษย์ เหตุที่เป็นเคสค่อนข้างหนักเพราะผู้เสียหายเป็นลมชัก เนื่องจากในอดีตเขาถูกบังคับ วันดีคืนดีจู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำหลายๆ ครั้ง เพราะเขารู้สึกว่าสกปรก การไปขึ้นศาลครั้งใดก็เป็นลมชัก กรี๊ดในศาล ซึ่งกว่าจะต่อสู้ผ่านจุดนั้นมาได้ ใช้เวลานานมาก

เคสที่สอง
กรณีออนไลน์ เหยื่อคนนี้ถูกถ่ายคลิปและถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อนทั้งโรงเรียนเห็นคลิปเขา และเอาเรื่องพวกนี้มาล้อเล่นกับผู้เสียหาย โดยในทุกๆ วัน เขาจะต้องอยู่กับสถานการณ์แบบนี้ ที่ทุกคนเห็นคลิปเขาหมด เพราะอะไรที่เข้าไปในอินเทอร์เน็ตแล้วมันเอาออกไม่ได้ ทางทีมงานจึงเยียวยาเด็กให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัวได้ โดยสอนวิธีพูดกับพ่อแม่ และบอกว่าถ้าวันหนึ่งน้องเกิดภาวะเครียดหรือซึมเศร้าสามารถติดต่อหาเราได้ตลอด แต่ท้ายที่สุดแล้ว การเยียวยา ถ้าพ่อแม่เข้าใจ ให้อภัยลูก สร้างความเข้มแข็งความผูกพันในครอบครัว หลังๆ ทีมงานแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

ส่วนการย้ายโรงเรียนได้พูดคุยกับเด็กว่า หากย้ายไปแล้วเพื่อนที่โรงเรียนอื่นเห็น เขายิ่งต้องเพิ่มสังคมและต้องปรับตัว ฉะนั้น การที่เด็กใช้ชีวิตในสังคมปกติให้ได้เร็วที่สุดจะดีกว่า

เคสที่สาม
ผู้ค้ามนุษย์เป็นพระ เคสนี้เป็นเคสที่ทำงานยาก เนื่องจากว่าผู้ค้ามนุษย์เป็นพระ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่คนเคารพบูชา ดังนั้น การที่มากระทำความผิดจึงอาจจะเป็นเรื่องยากที่คนในสังคมจะยอมรับ ดังนั้น ทีมงานต้องวางแผนเป็นอย่างดี และโชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสนใจและไม่ได้มองข้ามว่าคนที่กระทำผิดเป็นพระ ซึ่งเคสนี้สุดท้ายแล้วผู้ค้า รับสารภาพ และมีหลายรูปรวมกันเป็นผู้ค้า โดยอยู่ทางภาคเหนือ

หวั่นสื่อออนไลน์ลวงเด็กง่าย วอน ครอบครัวเข้าใจ เคียงข้าง เป็นสิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นักต่อสู้ด้านค้ามนุษย์ ฝากทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อก่อนเป็นการล่อลวงเด็กโดยใช้เงินหรือใช้ของเป็นตัวล่อ และการที่เด็กจะถูกละเมิดหรือนำไปค้ามนุษย์ ผู้ที่ทำร้ายจะต้องใช้เวลาที่จะสร้างความเชื่อใจ ไว้ใจกับเด็ก แต่ปัจจุบันนี้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาทำให้การละเมิดง่ายขึ้น เร็วขึ้น โดยเฉพาะการใช้สื่อออนไลน์ โดยเหยื่อถูกลวงให้ทำพฤติกรรมทางเพศหลังจากนั้น เอาคลิปไปขายต่อ และผู้ต้องหา 1 คนมีผู้เสียหายเป็นร้อยคน

ดังนั้น อยากแนะนำพ่อแม่ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ รวมทั้ง รัฐบาลควรมีกลไกคุ้มครองเด็ก เพื่อป้องกันในการเสิร์ชข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไม่ให้เข้าถึงสื่อลามก และที่สำคัญที่สุด ครอบครัวควรให้ความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นแก่เด็ก และอยู่เคียงข้างในวันที่พวกเขาตกต่ำที่สุด นั่นเป็นสิ่งที่เหยื่อค้ามนุษย์ต้องการได้รับจากพวกเราทุกคน.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน