วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เย้ยสภาล่าแม่มด

สับสนช.ตรายาง ครูหยุยจี้ตีความ กม.ลูกคดีอาญา

“บิ๊กป้อม” เด้งเชือกปัดให้ความเห็น ก.ม. ลูกคดีอาญานักการเมือง หวั่นละเลงกันเลยเถิด รอง อสส. ชี้ชัดดัดหลังนักการเมืองมาเร็วเคลมไว เชื่อไม่ได้เจาะจงจัดการ “ทักษิณ” ด้าน“ครูหยุย” เตือน สนช.อย่าทำให้คนมโนภาพจ้องพุ่งหอกใส่ “ทักษิณ” ยังสับสนอาจต้องยื่นศาล รธน.ตีความ จี้ กมธ.แจงให้ ละเอียด ปชป.เชียร์เต็มที่สั่งสอนพวกหนีคดี ต้องคิดใหม่ทำใหม่ “อุเทน” สับเละ สนช.ตรายาง จ้องล่าแม่มด เย้ยใช้ ม.44 ระบุชื่อคนไปเลยดีกว่า “บิ๊กป้อม” ลั่นศูนย์ร้องเรียน จนท.รัฐทุจริตในค่ายทหาร แทงเรื่องเอาผิดทหารด้วยก็ได้ ถ้าไม่กล้าให้ส่งทางไปรษณีย์ จะปิดเป็นความลับ วันแรกมีร้องมา 80 เรื่อง ปชป. ไม่เชื่อน้ำยา เย้ยแค่แก้เกี้ยวกลบทุจริต พท.ขอทำจริง อย่าเป็นแค่พิธีกรรมเสียเงิน-เสียเวลา นายกฯเข้าเฝ้าสังฆราชได้พรเตือนสติ “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” พท.บุกยื่นหนังสือ สตง.สอบปมพิรุธขายข้าวในสต๊อกรัฐ

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีสาระสำคัญไม่ให้นับอายุความของคดีในระหว่างที่จำเลยหลบหนีคดี และให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการพุ่งเป้าไปที่นักการเมืองบางคน บางกลุ่มนั้น

“บิ๊กป้อม” เด้งเชือก ก.ม.ไต่สวนลับหลัง

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. เวลา 08.30 น. ที่กระทรวง กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของกฎหมายดังกล่าว เพราะเป็นการพิจารณาของ สนช. ดังนั้นขอให้ไปถาม สนช. จะมาถามตนก็ไม่ทราบเพราะ สนช.ยังไม่ได้มาบอก เมื่อถามว่า ถ้าร่างกฎหมายนี้ทำให้เกิดความขัดแย้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเบรกหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลย อย่ามาตั้งคำถามว่าถ้าแบบนั้นแบบนี้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่อะไร และยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยสักอย่าง อย่ามาถามว่าถ้า เพราะไม่เช่นนั้นจะเขียนไปต่างๆนานา

รอง อสส.ชี้ชัดดัดหลังนักการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกันว่า กฎหมายตัวนี้ไม่เกี่ยวกับการทำงานของอัยการมากนัก ส่งผลต่อตัวจำเลยและศาลมากกว่า โดยจะทำให้คดีเดินไปได้ไม่ติดขัด กรณีที่มีความเป็นห่วงว่าวิธีดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักสากลนั้น ต่างประเทศเขาก็มีวิธีการเช่นนี้ และก่อนการพิจารณาลับหลังก็เปิดโอกาสจำเลยต่อสู้คดีแล้วเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักการเมือง และเอกชน ข้าราชการ ที่มีส่วนร่วมในการทุจริต นายเข็มชัยตอบว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน กรณีนักการเมืองมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นแผนกพิเศษอยู่แล้ว และจุดประสงค์ใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะนักการเมืองสร้างผลกระทบต่อสังคมมาก ส่วนมากเป็นคดีใหญ่ๆ ที่สำคัญนักการเมืองมาเร็วไปเร็ว โจทย์ใหญ่จึงต้องการให้ตัดสินให้เร็ว แตกต่างกับเอกชนและข้าราชการที่ไปทุจริตเพียงเล็กน้อย จึงให้ว่าไปตามระบบได้

ไม่ได้เจาะจงล็อกเป้าจัดการ “ทักษิณ”

เมื่อถามว่า ตามหลักนิติธรรมการออกกฎหมายอะไรที่เป็นโทษ จะไม่มีผลย้อนหลังกับจำเลย นายเข็มชัยตอบว่า กฎหมายฉบับนี้คือวิธีพิจารณา ดังนั้นทำให้มีผลทันที และมีผลไปถึงคดีที่เกิดก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ด้วย ส่วนที่ระบุว่าการออกกฎหมายไม่ให้มีผลย้อนหลังนั้น คือกฎหมายที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับโทษทางอาญา ต่อข้อถามว่า หากเป็นเช่นนี้คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำหน่ายชั่วคราวเพราะจำเลยหลบหนี จะพิจารณาต่อได้เลยหรือไม่ นายเข็มชัยตอบว่า “ก็อาจจะเดินต่อได้ แต่ใช่ว่ากฎหมายดังกล่าวจะเจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง เพราะกฎหมายนี้จะต้องใช้ต่อไปในอนาคต”

“ครูหยุย” เตือนอย่าพุ่งหอกใส่ “ทักษิณ”

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงแหน่งทางการเมือง จะสามารถฟื้นคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในบท เฉพาะกาล มาตรา 67 ที่ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่กระทบต่อการดำเนินการใดในคดีที่ยื่นฟ้องไว้ก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ และได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากตีความตามมาตรานี้ ส่วนตัวมองว่าไม่สามารถฟื้นคดีนายทักษิณที่มีคำพิพากษาและมีบทลงโทษไปแล้ว เพราะกฎหมายระบุว่าไม่กระทบต่อคดีที่ได้ดำเนินการตัดสินไปแล้ว ยกเว้นคดีที่ยังไม่ตัดสินน่าจะเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ แต่หากจะตีความว่าสามารถที่จะฟื้นคดีของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องไม่ตีความเฉพาะคดีของนายทักษิณเท่านั้น ต้องรวมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่หนีคดีด้วย

ยังสับสนแนะยื่นศาล รธน.ตีความ

นายวัลลภกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ต้องมีความชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้สับสน โดยเฉพาะคำว่า “ดำเนินการไปแล้ว” มีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งใครติดใจก็สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เรื่องนี้สับสนมาก ถ้าเป็นไปได้ ประธานคณะกรรมาธิการหรือโฆษกคณะกรรมาธิการควรแถลงให้กระจ่าง แต่เท่าที่ตนดูเข้าใจได้ว่าเจตนาของคณะกรรมาธิการน่าจะตีความถึงคดีที่ได้พิจารณาไปแล้ว แต่ตนคิดว่าไม่น่าเกี่ยวกับคดีที่พิจารณาไปแล้วและในส่วนของคดีที่จำหน่ายออกจากสารบบไปแล้วก็ไม่น่าเข้าข่าย

ปชป.หนุนดัดหลังนักการเมืองหนีคดี

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณี สนช.ผ่านร่างกฎหมายลูกวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะสามารถฟื้นคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกจำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยหนีคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ว่า เป็นสิ่งที่นักการเมืองเรียกร้องมาหลายปีแล้ว การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยปกติก็ใช้สำหรับคดีอาญาทั่วไปที่โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีอยู่แล้ว ดังนั้น นักการเมืองทุกคนจึงต้องสำเหนียกว่าต้องไม่กระทำผิด ต้องไม่ทุจริต ต้องไม่คอร์รัปชัน และถ้าทำผิดก็ต้องอยู่สู้คดีอย่าหลบหนี

คิดหนีไปเสวยสุขต้องทบทวนใหม่

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตของนักการเมืองโดยการพิจารณาเหมือนคดีอาญาโดยทั่วไป มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการที่จะเอานักการเมืองมาลงโทษ ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมาจึงได้ตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมา ทำให้การดำเนินประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ก็มีนักการเมืองบางส่วน ไม่เฉพาะนายทักษิณหลบหนีคดีความต่างๆ ถ้าเราใช้กฎหมายอาญาปกติโดยทั่วไป คงไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลเหล่านี้ได้ ดังนั้น การออกกฎหมายเพื่อจะพิจารณาคดีทุจริตหรือคดีความต่างๆของนักการเมืองที่มีอิทธิพลลับหลัง จึงไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ์ หรือผิดหลักสากลแต่อย่างใด เพราะจำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความมารักษาสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ตนคิดว่าการออกกฎหมายอย่างนี้จะทำให้นักการเมืองที่คิดทุจริตต้องไตร่ตรองมากขึ้น คงไม่สามารถใช้เงินใช้ทองจากการทุจริต แล้วหลบหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขได้อีกต่อไป และตนคิดว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่น่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

วอนมองภาพกว้างอย่าจ้องบุคคล

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่างกฎหมายลูกวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งกรณีที่ให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ หรือ แม้แต่การให้พิจารณาคดีลับหลังผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีทุจริต กรณีที่มีคนเห็นต่างว่าการออกกฎหมายนี้มาเพื่อใช้เล่นงานนายทักษิณ ชินวัตร หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น เป็นการมองในลักษณะที่ตัวบุคคล ซึ่งตามหลักกฎหมายควรจะมองภาพกว้างในหลักการมากกว่าตัวบุคคล ดังนั้น คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริต จึงไม่ อยากให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่สามารถพิจารณาคดีลับหลัง แต่ไม่ดูปัญหาใหญ่ของชาติคือการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ต้องใช้ยาแรงเพื่อรักษาให้ถูกโรค และต้องถามว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตทำไมไม่อยู่เพื่อต่อสู้ปกป้องสิทธิของตัวเอง ถ้าไม่ผิดแล้วจะหนีไปทำไม ส่วนตัวยังเชื่ออีกว่าหลังจากนี้จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ให้มีโทษรุนแรงขึ้นด้วย

คนไทยสับ สนช.ตรายาง-ล่าแม่มด

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า กรณี สนช.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีสาระสำคัญไม่ให้นับอายุความของคดีในระหว่างที่จำเลยหลบหนีคดี และให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ว่า ขัดต่อหลักการสากลของการพิจารณาคดีในเรื่องของการละเมิดสิทธิจำเลย และเป็นกฎหมายที่ออกมาแบบมีธง เพื่อมุ่งเล่นงานและเลือกปฏิบัติเฉพาะนักการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งที่หลักการของการบังคับใช้กฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังในการให้โทษ สนช.ไม่ใช่ทำตัวเป็นเพียงสภาตรายางเท่านั้น ยังทำตัวเป็นสภาไล่ล่าแม่มดอีกด้วย และจะเป็นการขยายปมความขัดแย้งในอนาคต

เย้ยใช้ ม.44 กาหัวบุคคลไปเลย

นายอุเทนกล่าวว่า หากยึดบรรทัดฐานนี้ก็ต้องนำไปปรับกับการพิจารณาคดีของทุกกลุ่มในสังคมทุกอาชีพ ทุกชนชั้น ไม่ว่าข้าราชการ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป ด้วยหลักการที่ว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่มีเฉพาะนักการเมืองหรือเจ้าหน้ารัฐเท่านั้นที่หลบหนีคดี บุคคลทั่วไปก็มีพฤติกรรมหลบเลี่ยง หนีคดีเช่นกัน แต่ไม่ตกเป็นข่าว จนหมดอายุความก็มีเป็นจำนวนมาก

“ถ้าหากผู้มีอำนาจในปัจจุบันต้องการหรือเจาะจงเอาผิดที่บุคคลใด ก็ควรเสนอให้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ระบุชื่อบุคคลนั้นไปให้ชัดเจนไปเลย แล้วเติมข้อกำหนดเพื่อกำจัดสิทธิของนักการเมืองที่ทำผิดในกฎหมายลูกฉบับต่างๆไปด้วยเลย หรือตรากฎหมายไปเลยว่า ไม่ให้บุคคลใดบ้างเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตามข่าวก็มีการระบุความเห็นของสมาชิก สนช.บางราย ที่ระบุว่าบทบัญญัติที่แก้ไขนี้จะมีผลให้คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากนายทักษิณหลบหนีอยู่ในขณะนี้” นายอุเทนกล่าว

“สมชัย” โชว์ภูมิ 4 ช่องยื่นศาล รธน.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงช่องทางการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจพิจารณาร่างกฎหมาย แม้ยังไม่ประกาศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (1) ส่วนการนำเรื่องสู่การพิจารณาทำได้ 4 กรณี คือ 1.กรณีทั่วไป รัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคสอง ระบุว่าการยื่นคำร้องและเงื่อนไขการยื่นคำร้อง นอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้กฎหมายลูกดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอน การพิจารณาของ กรธ. จึงต้องดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 วรรคสามที่ระบุว่า ระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ดังกล่าว การพิจารณาให้เป็นไปตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ 2.กรณีการใช้ช่องทางฝ่ายบริหาร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 3.กรณีการใช้ช่องทางฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (1) ส.ส. ส.ว.หรือรวมกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เสนอต่อประธานรัฐสภาและให้ประธาน ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และ 4.กรณีการใช้ช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 สรุปว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจวินิจฉัยว่า กฎหมายใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายหรือเป็นกฎหมายแล้วก็ตาม ใครที่กล่าวว่ามีเพียง 2 ช่องทาง โปรดอ่านรัฐธรรมนูญให้ลึกซึ้งด้วย

“ประวิช” ย้ำไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่ กกต.เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ว่า ที่ผ่านมา กกต.ได้ใช้ช่องทางที่ 1 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้เกิดความกระจ่างในข้อกฎหมายซึ่งจบไปแล้วแต่ไม่ได้ผล ขณะนี้อยู่ระหว่างประชุมที่ปรึกษากฎหมาย เนื่องจากยังมีข้อบัญญัติกฎหมายบางส่วน ที่ยังสงสัยว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะสามารถใช้ช่องทางที่ 2 คือยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญในขณะที่กฎหมายยังเป็นร่าง พ.ร.บ.ก่อนทูลเกล้าฯได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็จะรอเมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วหาช่องทางที่ 3 ต่อไป เราไม่ได้ ใช้สิทธิกันเลยเถิดเพราะได้ข้อยุติอย่างไรก็จบ ดีกว่าไปเสี่ยงตอนที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว เราก็ใช้กระบวนการเท่าที่รัฐธรรมนูญอนุญาต ขั้นตอนเหล่านี้จะไม่กระทบต่อโรดแม็ปการเลือกตั้งทั้งสิ้น เราไม่ได้ทำเพื่อว่าเราจะได้อยู่หรือไม่ได้อยู่ต่อ

“บิ๊กป้อม” ยันร้องเอาผิดทหารได้

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งการให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบในหน่วยงานทหาร ว่านายกฯชี้แจงรายละเอียดแล้วทั้งการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว เราหวังผลการดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยทั้ง 2 ศูนย์จะให้ทหารมาเป็นผู้ช่วย เมื่อถามว่า ถ้าประชาชนจะร้องเรียนทหารจะกล้าไปร้องเรียนในค่ายทหารหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใครจะไปร้องเรียนก็ได้ไม่เห็นจะเป็นอะไร ทุกคนสามารถไปยื่นร้องเรียนได้หมดทุกเรื่อง แต่ถ้าใครไม่กล้าไปร้องเรียนหรือยื่นหนังสือด้วยตนเอง สามารถส่งมาทางไปรษณีย์ได้ และขอยืนยันว่าข้อมูลที่ประชาชนร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแสมาทั้งหมดจะปกปิดเป็นความลับ แต่ขอให้เป็นเรื่องจริง

วันแรกคึกมีคนร้อง 80 เรื่อง

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า สำนักงานเลขานุการกองทัพบกได้เปิดโต๊ะรับร้องเรียนตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ สายด่วน 1299 มีเจ้าหน้าที่รับสายจำนวน 5 นาย ผลัดเวรตลอด 24 ชั่วโมง วันนี้มีเรื่องร้องเรียน 80 เรื่อง เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านรีดไถ ทางศูนย์ฯได้จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนข้อมูล ก่อนส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนการติดตามผล ผู้ร้องสามารถโทร.มาตรวจสอบได้ทางศูนย์ฯจะตรวจสอบให้ว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ทั้งนี้ เรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทาง คสช.จะรับหน้าที่ดูแล ส่วนเรื่องอื่นๆจะรับข้อมูลแล้วส่งไปยังศูนย์ดำรงธรรม และนอกจากสายด่วน 1299 แล้วการส่งข้อมูลไปยังตู้ไปรษณีย์ 444 จะมีประโยชน์มากกว่า เพราะเก็บเอกสารหลักฐานได้และเป็นการยืนยันตัวตนทำให้เรื่องที่ร้องเรียนมีน้ำหนัก

ปชป.เย้ยแค่แก้เกี้ยวกลบทุจริต

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าการส่งข้อมูลเข้าค่ายทหารจะได้ผลจริง และการตั้งหน่วยงานมาเพิ่มดูซ้ำซ้อนกับของเดิม ทั้งศูนย์ที่ทำเนียบรัฐบาลและที่อื่นๆก็มีมากพอแล้ว ดังนั้น จึงอยู่ที่ตัวผู้นำ ถ้าเอาจริงก็ทำได้ ตนร้องเรียนไปหลายเรื่อง อาทิ สนช. 2 คน ส่อทุจริตยาปราบศัตรูพืช นายกฯบอก จะตรวจสอบให้ แต่พอเห็นเป็นเพื่อน วปอ.รุ่นเดียวกันสุดท้ายก็เงียบ ส่วนที่การประปาใน กปภ.โกงกันบ้าเลือดก็ยังไม่มีการทำอะไร มองว่าการตั้งศูนย์ครั้งนี้ เพราะรัฐบาลอยากแก้หน้ากลบข่าวที่มีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ทุจริตเพิ่มขึ้นมากกว่า ถ้านายกฯอยากปราบโกง ไม่ต้องตั้งศูนย์อะไรเพิ่มมันเปลืองคน เปลืองของ เปลืองงบฯ แถมไร้สาระ แต่ควรเอาจริง อย่าพูดว่าจะปราบทุจริตโดยไม่สนพวกพ้องเเค่ลมปาก

พท.ขออย่าลูบหน้าปะจมูก

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นช่องทางให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา ชี้เบาะแสข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมมิชอบ ทุจริต โกงกิน และมีหลายหน่วยงานนิยมใช้ช่องทางเปิดสายด่วนและให้ส่งจดหมายเข้ามา สิ่งสำคัญคือ คสช.ต้องเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ทำ แค่เป็นพิธีกรรม อ้างว่าเปิดช่องทางให้แล้วแค่นั้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นแค่การเขียนเสือให้วัวกลัว สุดท้ายกลายเป็นเสียงบประมาณและเปลืองเวลาเปล่าประโยชน์ รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลของประชาชนมีมูล ต้องเปิดเผยให้สังคมเห็นว่ามีเรื่องร้องเรียนอะไรเข้ามาบ้าง ดำเนินการไปแล้วอย่างไร เด็ดขาดขนาดไหน รวมทั้งต้องให้หลักประกันความปลอดภัยกับประชาชนที่กล้าร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสด้วย

“บิ๊กตู่” เข้าเฝ้าสังฆราชได้พรเตือนสติ

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ทักทายผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้เรามาทำบุญร่วมกัน” ก่อนเดินเข้าพระตำหนักเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ ระหว่างเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชทรงประพรมน้ำมนต์ให้ พร้อมประทานพรว่า “สิ่งหนึ่ง สิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีมุ่งหวังและปรารถนาอันเป็นไปโดยชอบธรรมเพื่อชาติบ้านเมือง ขอให้สิ่งนั้นจงประสบความสำเร็จด้วยเทอญ” จากนั้นยังตรัสว่า “มีคำบาลีที่ตัดติดใจมาตั้งแต่บวชเป็นเณรตอนเด็ก และมีคำสอนว่า เวลาหุงข้าวให้ใช้นิ้วชี้ลงไปวัด ซึ่งถ้าเมื่อนำนิ้วชี้ขึ้นมานิ้วเดียวก็จะไม่มีข้าวติดมือ แต่ถ้าใช้มือลงไปแล้วควักขึ้นมาก็จะมีข้าวติดขึ้นมาด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าคนเราทำอะไรแล้วก็ให้ทำต่อไป ทำวันนี้ก็ทำไป ไม่เป็นไรท่านนายกฯทำไปเถอะ เรื่องนี้อาตมาจำได้แม่น จำมาตั้งแต่เป็นเณร ที่เรียนหนังสือมา ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”

มอบเหรียญที่ระลึกให้ทำดีต่อไป

ด้านพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวันเข้าพรรษา โดยไม่ได้มีวาระพิเศษอะไร ทั้งนี้ สมเด็จ พระสังฆราชได้ประทานเหรียญที่ระลึกเนื่องในวันคล้ายวันประสูติแก่นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งประทานพรให้นายกรัฐมนตรี ใจความสรุปได้ว่า ให้ทำดีไม่ต้องย่อท้อ อะไรทำถูกต้องแล้วก็ให้ทำต่อไป

เสวนาธรรมพัฒนาวัด–โรงเรียน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร ถวายเครื่องสักการะเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาแด่สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ที่ศาลาทรงไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังสนทนาธรรมกับสมเด็จพระวันรัตประมาณ 15 นาทีว่า สมเด็จพระวันรัตต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวัดและโรงเรียน เพราะรัฐย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งหมดเนื่องจากมีงบฯจำกัด ตนเรียนสมเด็จพระวันรัตว่า รัฐบาลมีนโยบายควบคุมโรงเรียนขนาดเล็ก และดูแลภาคการศึกษาท้องถิ่น ซึ่งเข้ากับแนวทางบ้าน วัด โรงเรียน ทุกคนจะมุ่งหวังให้รัฐบาลทำทั้งหมดคงไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมเพื่อให้โรงเรียนเป็นของคนไทยทุกคน ซึ่งสมเด็จพระวันรัตให้พรขอให้มีความสุข ความเจริญ ส่วนสมเด็จพระสังฆราชทรงชื่นชมที่สืบสานประเพณีไทยเข้าพรรษา ทั้งนี้ การเข้าวัดทำบุญถ้าตนสามารถทำเป็นตัวอย่างได้ก็จะทำ สมเด็จพระสังฆราชทรงตรัสด้วยว่า หากทำดีย่อมได้ดี ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ไปร่วมขลิบเส้นผมก่อนบวชให้แก่ผู้ที่จะเข้าบวชของวัดบวรฯด้วย

รบ.เปิดเฟซบุ๊กไขข้อข้องใจ ปชช.

ช่วงค่ำเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ย่ังยืน” ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลต้องปรับตัวเพิ่มช่องทางชี้แจงประชาชน ป้องกันการบิดเบือน สร้างกลไกการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม อาทิ เครือข่าย ID-IA-IRChat ที่จะเชื่อมโยงสื่อทุกประเภทของกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งวิทยุ-โทรทัศน์-สื่อออนไลน์ กับโฆษกรัฐบาล-โฆษกกระทรวง องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ตอบคำถามเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว มีสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) สนับสนุนการปฏิบัติ พร้อมเปิดเฟซบุ๊กชื่อ “PAGE IR” เพื่อตอบคำถามไขข้อข้องใจ และรับฟังเสียงจากประชาชน เป็นการสื่อสารสองทาง หวังจะเป็นแหล่งข้อมูลให้สื่อโซเชียลและสื่อกระแสหลัก นำไปใช้ขยายผล ลดความเข้าใจผิดในสังคม พร้อมทั้งเน้นย้ำข้าราชการระดับสูงลงไปทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติ และประชาชน เลี่ยงการทำงานบนโต๊ะ

ลั่นสัญญาประชาคมต้องศักดิ์สิทธิ์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ข่าวสำคัญในช่วงนี้คือภารกิจสร้างความปรองดอง ซึ่งมีความคืบหน้าและเชิญชวนให้มีส่วนร่วม คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ของ ป.ย.ป. จะจัดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง วันที่ 17-20 ก.ค. จากนั้นจะนำมาจัดทำร่างสัญญาประชาคม ผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูลได้โดยตรงจากเฟซบุ๊ก ชื่อ “ปรองดองเป็นของประชาชน” ซึ่งตนสั่งการไปแล้วในสัญญาฉบับประชาคม ต้องมีอะไรที่จะร่วมมือกัน เช่นการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ขัดแย้ง ไม่มีการใช้อาวุธ ถ้าเซ็นกันแล้วต้องไม่เกิดความวุ่นวายสับสนอลหม่านเมื่อเช่นก่อนปี 57 เรา จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป เป็นเสมือนการกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นไทย ความรักชาติ และสัญญาทางใจว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร

พท.ร้อง สตง.ปมพิรุธขายข้าว

ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ยื่นหนังสือต่อนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ให้ตรวจสอบกรณีการระบายข้าวอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่สำหรับคนบริโภคไปเป็นอาหารสัตว์ ส่อไปในทางทุจริต รวมทั้งให้ตรวจสอบว่าข้าวดังกล่าวไม่มีคุณภาพจริงหรือไม่ นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ขอให้ผู้ว่าการ สตง. ตรวจสอบความโปร่งใสการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ที่เป็นข้าวดีไปประมูลขายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนจำนวน 2.14 ล้านตัน เพราะมีผู้เสนอซื้อข้าวในราคาสูงแต่กลับขายให้บริษัทอาหารสัตว์ในราคาที่ถูกกว่า ต่างกันครึ่งต่อครึ่ง คาดว่ามีเงินทอนกว่า 10,000 ล้านบาท และมีหลักฐานส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส สร้างความเสียหายแก่รัฐ หลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่ตามที่ได้รับข้อมูลทั่วประเทศ เพื่อร่วมตรวจสอบต่อไป ด้านนายพิศิษฐ์กล่าวว่า สตง.จะเดินหน้าตรวจสอบโครงการดังกล่าวต่อไป เพราะเป็นหน้าที่ของ สตง.ที่ต้องตรวจสอบการใช้เงินของแผ่นดิน

“บิ๊กป้อม” ลั่นโผทหารโตตามสเต็ป

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่อาจแต่งตั้งทหารมาแทน ว่า การแต่งตั้งต้องยึดหลักอาวุโส ส่วนที่มองว่านำทหารมาเป็นเลขาธิการสมช.นั้น พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช.คนปัจจุบันก็มาจากทหาร ดังนั้นขอยืนยันว่าการแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโผโยกย้ายนายทหารที่ยังไม่ลงตัว เมื่อถามว่าเลขาธิการ สมช.คนใหม่จะเป็นทหารหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่า การแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงกลาโหมอยากได้สายบุ๋นหรือสายบู๊ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่รู้จะเอาสายไหน และไม่จำเป็นต้องเป็นคนรู้ใจ รมว.กลาโหม เพราะใครก็รู้ใจอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากกำลังพลที่อกหักจะดูแลอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า “จะไปอกหักได้อย่างไร เพราะตัวเองต้องรู้ตนเองอยู่แล้ว ผมก็ไม่มีอะไรไปบอก ซึ่งทุกคนเติบโตมาตามขั้นตอน คนไหนเป็นอย่างไร คนไหนที่เหมาะสม บางคนได้ขนาดไหน โตมาแค่ไหน จะเติบโตเร็วก็เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนต้องเติบโตตามขั้นตอน”

ศาลไม่อนุญาตประกันตัว “วรชัย”

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลจังหวัดพัทยา ได้มีการเบิกตัวนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย จากเรือนจำพิเศษพัทยา เพื่อฟังคำสั่งศาลจากที่ได้ขอยื่นประกันตัวไปเมื่อวันที่ 12 ก.ค. สืบเนื่องจากกรณีที่นายวรชัยกับพวกรวม 13 ราย ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี คดีล้มการประชุมอาเซียนปี 2552 ที่รอยัล คลิฟ บีช พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย.52 โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีพฤติกรรมร้ายแรง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ไทย-รัสเซียสัมพันธ์ 120 ปีแนบแน่น

ที่ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และนายคีริลล์ บาร์สกี เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดกิจกรรมเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค. โดยมีแขกรับเชิญจากภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ คณะทูตานุทูต ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและสื่อมวลชน เข้าร่วม โดยมีการแสดงวัฒนธรรมของสองประเทศ นิทรรศการประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย การจำหน่ายหนังสือ จำหน่ายดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ รวมทั้งอาหาร และของที่ระลึก ทั้งนี้ นายดอนได้มอบโล่รางวัลให้แก่นักเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขันตอบปัญหาความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศรัสเซีย ระดับมัธยมปลาย ซึ่งจัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ

ฎีกายืนจำคุก “ชาญชัย” คดียุบ ทรท.

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อายุ 75 ปี อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลย ในความผิดรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ และรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้ทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ อัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16-22 ต.ค.49 จำเลยได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันเป็นเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา ที่ห้องทำงานที่ชั้นสามศาลฎีกา อาคารเดิม และที่บ้านย่านบึงกุ่ม กทม. แล้วรับว่าจะให้เงินจำนวน 15 ล้านบาทกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อให้ช่วยเหลือในการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองไทยรักไทย คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปีไม่รอลงอาญา ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำคุก 2 ปี แต่ไม่รอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา หลังฟังคำพิพากษาแล้ว ภรรยาและบุตรได้เข้าสวมกอด พ.ต.อ.ชาญชัยให้กำลังใจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวไปคุมขังยังเรือนจำคลองเปรมเพื่อรับโทษต่อไป