บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจดีแบบมีข้อกังขา

เปิดรายงาน กนง.พบปัจจัยเสี่ยงยังรุมเร้า

รายงาน กนง.ระบุชัดแม้จะปรับประมาณ การเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นจาก 3.4%เป็น 3.5% แต่ยังต้องเฝ้าติดตามความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยหลายด้านอย่างใกล้ชิด ทั้งเงินเฟ้อต่ำ–หนี้ครัว เรือนสูง–เอกชนไม่เชื่อมั่น ลงทุนรัฐล่าช้า–เอสเอ็มอีไร้ความสามารถ–หนี้เสียพุ่ง–อสังหาฯ ชะลอตัว

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติรายงานนโยบายการเงิน โดยแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขึ้นจาก 3.4% เป็นการขยายตัวในระดับ 3.5% จากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่องชัดเจน เป็นผลจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการได้ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ และเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ กนง.ยังคงแสดงความเป็นห่วงและให้ ธปท.จับตาในหลายเรื่อง

สำหรับเรื่องแรกยังคงให้ติดตามผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่เร่งขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยมองว่าการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคในประเทศยังคงขยายตัวอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป โดยในส่วนของรายได้เกษตรนั้น แม้ในปีนี้จะเริ่มกลับมาขยายตัวสูงขึ้น แต่รายได้ของเกษตรไทยยังต่ำกว่าที่เคยได้ในปี 2557 เนื่องจากรายได้ของเกษตรกรไทยตกต่ำไปมากในปี 2558-2559 จากภัยแล้ง ขณะที่รายได้จากการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียงบางอุตสาหกรรม ไม่กระจายตัวเท่าที่ควร นอกจากนั้น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยลบต่อการใช้จ่ายในระยะต่อไป

กนง.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจจะต่ำต่อเนื่องนานกว่าที่ ธปท.คาดไว้ก่อนหน้า โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาจนถึงช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หรือขยับเลื่อนไปไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า อัตราเงินเฟ้อจึงจะแตะขอบเป้าหมายล่างของ กนง.ที่ 1% ได้ อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่ง กนง.มีความเป็นห่วงและสั่งให้ ธปท.ติดตามคือ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพราะเกรงว่า หากเรื่องดังกล่าวกระทบต่อแรงงานจนเกิดการขาดแคลนในอนาคต อาจจะกระทบต่อต้นทุนในการผลิต และลงทุนของธุรกิจได้

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า การลงทุนของประเทศเป็นอีกส่วนที่ กนง.แสดงความเป็นห่วง โดยได้ปรับลดประมาณการการลงทุนทั้งของภาคเอกชน และของรัฐในปีนี้ลง โดยในส่วนของภาคเอกชนนั้น กนง.ปรับลดการขยายตัวลงเหลือ 1.7% จาก 2% ในการประมาณการครั้งก่อน ในขณะที่ลดประมาณการการขยายตัวการลงทุนภาครัฐจากที่คาดว่าจะขยายตัว 11.8% เหลือ 7.7% ทั้งนี้ ในส่วนของเอกชนนั้น เห็นเฉพาะการลงทุนเพื่อการขยายกำลังการผลิตในภาคส่งออกและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่ธุรกิจอื่นๆ ไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน โดยการลงทุนภาคก่อสร้างลดลงต่อเนื่องตามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่ทำไม่ได้เต็มที่

นอกจากนั้น ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้คนไม่กล้าลงทุน รวมทั้งไม่กล้าขึ้นค่าจ้างแรงงาน และขึ้นราคาสินค้า ซึ่งกระทบต่อภาพรวมของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยหากต้องการให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 1.7% ครึ่งหลังของปีนี้การลงทุนภาคเอกชนจะต้องขยายตัว 3%

สำหรับการลงทุนภาครัฐนั้น กนง.คาดว่าการใช้จ่ายด้านการลงทุนภาครัฐบางส่วนจะล่าช้าออกไปบ้าง เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ 2 สาย ที่ติดปัญหาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม การเลื่อนการเบิกจ่ายงบกลุ่มจังหวัด การเลื่อนการเบิกจ่ายโครงการเน็ตประชารัฐ การเลื่อนการเบิกจ่ายโครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟสายสีส้ม และสายสีแดง แต่โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้ส่วนหนึ่ง

ทั้งนี้ กนง.ยังห่วงความสามารถในการแข่งขัน และการอยู่รอดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สะท้อนจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน กนง.ยังอยากให้ติดตามหนี้เอ็นพีแอลที่ไม่ได้เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงิน ตั๋วแลกเงิน (บีอี) หรือสหกรณ์ เพราะหนี้เสียในจุดเหล่านั้นก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การใช้จ่ายและครัวเรือนไทยในอนาคตเช่นกัน

“กนง.ยังได้ติดตามสถานการณ์ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยภาพรวมยังไม่ถึงระดับที่น่ากังวล แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในอาคารชุดบางทำเลที่ใช้เวลานานกว่าจะขายหมด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเส้นรถไฟฟ้าสีม่วงที่ใช้เวลาขายจนหมดนานถึง 37 เดือน จากค่าเฉลี่ยที่ 15 เดือน ขณะที่เส้นรถไฟฟ้าสีเขียวใช้เวลาขาย 33 เดือน ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องต่อไป”

นายจาตุรงค์ กล่าวด้วยว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ กนง.ยังมองว่าจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อีก 1 ครั้ง และขึ้นต่อเนื่องอีก 3 ครั้งในปีหน้า.