บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เจมส์ มาร์' ดีต่อใจรั้งตำแหน่ง "สามีแห่งชาติ" รับโสดไร้ "แฟน" แค่เหงาไม่ถึงตาย (คลิป)

สลัดภาพผู้ชายขี้อ้อนมุ้งมิ้ง กลายเป็นหนุ่มมาดเข้ม สำหรับ เจมส์ มาร์ พระเอกหน้าตี๋ จากละคร “อาคม” ช่อง 3 สนุกกับการได้พลิกคาแรกเตอร์ เป็นผู้มีอาคมไว้ล้างแค้นคนชั่ว ยิ่งเป็นแนวบู๊แอ็กชั่น ยิ่งถูกใจ เล่นเอง เจ็บจริง “คนดังนั่งคุย” คว้าหนุ่มฮอตติดอันดับ “สามีแห่งชาติ” มาเปิดใจ ถึงการร่วมงานกับมืออาชีพ นักแสดงรุ่นใหญ่ จอนนี่ แอนโฟเน่ ซูฮกยกให้ฝีมือ “ขั้นเทพ” ถึงขั้นเรียกแด๊ด (พ่อ) สนิทใจ การร่วมงานกับ มาร์กี้-ราศรี นางเอกสาว อึ้งและทึ่งบุคลิกสุดเฟรนด์ลี่สุดๆ ส่วนความรักโสดคงเส้นคงวา ถึงเหงาแต่อยู่ได้ไม่ตาย อูย...ย จี๊ดเลย

กับละครอาคมได้ดูตัวเองเป็นยังไงบ้าง

“ได้ดูครับ รู้สึกว่าดีใจนะ ไม่ว่าเจอเรื่องใหม่กี่ครั้งก็ดีใจ ดูตัวเองหลายๆ รูปแบบ หลายบทบาท” ชอบคาแรกเตอร์ทรงกลดกับคิมมากกว่ากัน “ผมชอบคิมอยู่แล้วครับเพราะว่ามีความเป็นตัวเรา สไตล์การแต่งตัว มีความน่าสนใจ แต่ทรงกลดจะเนี้ยบหน่อย เป็นคนที่คิดดีทำดี รักสิ่งทุกต้อง สองคนนี้ต่างกันมั้ย จริงๆก็คนเดียวกัน ที่คิมเปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะอาคม สามารถปิดบังตาคนอื่นได้” ก่อนเล่นเรื่องนี้มีความเชื่อเรื่องคาถาอาคมขนาดไหน “เป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้นะ อาคมคือการใช้จิตสมาธิ ผมเชื่อมานานแล้วได้เห็นได้สัมผัส เห็นจะจะตอนเล่นข้าบดินทร์ ผมถ่ายละครอยู่หน้าฉาก วันไหนที่ไม่ได้ไหว้สถานที่ ขอพรดีๆ การถ่ายทำวันนั้นไม่ราบรื่น แต่พอนึกขึ้นได้ต้องไหว้นะ ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้เจ้าที่เจ้าทางทุกอย่างราบรื่นเลย อาคมมีดีและไม่ดี เราต้องเข้าใจ อาคม คือการใช้จิต เพื่อควบคุมอะไรต่างๆได้ ถ้ามีวิชาทำร้ายคน จะมีเรื่องกฎแห่งกรรมตามมา ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว อย่างที่เห็นชีวิตคิมไม่ได้มีความสุขเลย” ถ้าเกิดเจมส์มีวิชาอาคมจริงๆล่ะ “เอานะ เป้าหมายคงดำเนินชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นและช่วยเหลือคนเท่าที่ช่วยได้ ถ้าเลือกมีได้อาคมด้านขาว มีจิตเมตตารักษาคนมากกว่า ไม่ต้องถึงขั้นสะกดจิต แค่อ่านใจ ช่วยเหลือคนก็พอ”

ครั้งแรกที่ร่วมงานกับพี่จอนนี่ เป็นยังไงบ้าง

“พี่เค้าเป็นขั้นเทพแบบว่าน่ารักมาก ทุกคนในกองจะเรียกเค้าว่าแด๊ด (พ่อ) ทุกวันนี้ก็ยังเรียกติดปาก วันนั้นยังเจอกันที่ร้านอาหารโดยบังเอิญ เข้ามาคุยกับเราเอ็นดูผมเหมือนเราเป็นลูกศิษย์ เป็นน้องและลูกด้วย ก็เลยค่อนข้างดีใจ” มีอะไรถึงทำให้เราเรียกพี่จอนนี่ว่าแด๊ดได้สนิทใจ “ความน่ารัก ความเป็นกันเองทุกคนในกอง มีความทะเล้น เป็นคนเก่ง จิตใจดี มีวินัย ทำให้ทุกคนเคารพเค้าโดยไม่ต้องทำไร” แรกๆมีความกังวลที่จะต้องร่วมงานกับรุ่นใหญ่มั้ย “ไม่นะ ผมเป็นคนชอบร่วมงานกับรุ่นใหญ่มาก ผมเจอทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพี่แหม่ม-จินตหรา, พี่ต้น-จักรกฤษณ์, พี่ต่อง-สาวิตรี, อาหมู-ดิลก, พี่หนุ่ม-สันติสุข อีกหลายๆคนแต่ไม่เคยเจอพี่จอนนี่ มาก่อนเราเลยรู้สึกร่วมงานกับผู้ใหญ่หลายๆท่าน เราได้เรียนรู้ ยิ่งเรื่องนี้เล่นกับพี่จอน มีบางฉากที่เค้ายืมร่างเราไป นั่งดูพี่จอนพูดยังไง เพราะเราทำให้เหมือนเค้า แต่ทำไม่เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก(ยิ้ม)”

ครั้งแรกร่วมงานมาร์กี้ ถูกบังคับไม่ให้เรียกพี่ด้วยรึเปล่า

“เค้าไม่ได้บอกว่าไม่ให้เรียกแต่จะใช้คำว่า ไอ (I) กับยู (you) เค้าก็เหมือนคิมเบอร์ลี่ คือคิมก็ไม่ให้เรียกพี่หรอก แล้วการวางตัวของเค้า ด้วยนิสัยเป็นกันเองด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งกี้คุยได้ทุกเรื่อง เป็นคนที่รู้ บอล รถ คุยกับนางได้หมดเลย บางคนปรึกษาเรื่องหัวใจ แต่ไม่ใช่ผมนะ (แหม่ๆ รีบออกตัวเชียว อิอิ) เค้าคุยได้ทุกเรื่องจริงๆ คุยแล้วเหมือนเพื่อนแต่ความจริงเค้าเป็นรุ่นพี่เรา จะเรียกยูแต่ไม่ได้ล้ำเส้นเพียงแต่จะไม่เรียกพี่มาร์กี้เท่านั้นเอง เค้าเป็นผู้หญิงที่คูลๆ ทำให้ทุกคนเข้าหาเค้าได้หมด” ด้วยสไตล์ไม่ใช่สายหวานแต่ต้องมุ้งมิ้งกับมาร์กี้เอาอยู่มั้ย “เอาอยู่กับอย่างฉากในมุ้งคนก็พูดถึงนะ อาคมกับข้าบดินทร์ การนำเสนอสไตล์อาปิ่น ฉากมุ้งมิ้งจะไม่ชัดเจน มุ้งมิ้งแบบแอบๆซ่อนๆ ด้วยสถานการณ์น่ารัก วันนั้นอยู่กันในมุ้งหอมแก้มแต่มีมุ้งบังอยู่ผมว่าก็น่ารักดี จะจูบกันจิ้งจกก็จะส่งเสียงจุ๊ๆ นี่สไตล์อาปิ่น ไม่มุ้งมิ้งมากแต่น่ารัก” ที่แน่ๆเจมส์ติดอันดับสามีแห่งชาติที่สาวๆมโนอยากเป็นมาร์กี้ “(ยิ้ม) เรื่องนี้ก็ดีใจที่คนยังคิดถึงฉากมุ้งมิ้งของเรา ส่วนใหญ่คนที่ได้ดูจะโฟกัสฉากบู๊ ดราม่า ซีจี การล้างแค้นมากกว่า ดีใจที่ยังชอบฉากพวกนี้” สงสัยตัวเจมส์เองไม่ได้มีความรักแต่เล่นฉากสวีตได้ดี๊ดีจนคนดูอิน “ไม่ต้องมีความรักก็ได้ เราต้องเข้าใจว่าตอนนั้นเราคิดแค่ว่าเราไม่ใช่เจมส์ มาร์ เราเป็นคิมเป็นหมอศตวรรษ เป็นพ่อเหม เราต้องเข้าใจโมเมนต์เราเป็นใคร เป็นคนคนนั้น ความรักมีมากแค่ไหน บางคนเก็บๆซ่อนๆ ผมแค่คิดว่าชีวิตจริงเรายังไม่มีใครให้รัก ในละครเรามีโอกาสได้รักก็รักไปเลย (หัวเราะ) กลับบ้านไม่ได้ทำอยู่แล้ว เราแค่เชื่อไม่กี่วินาทีในจอเชื่อให้ได้มากที่สุด”

จากกระแสละครชื่นชมและติ ทำให้เราบั่นทอนในการทำงาน

“ผมไม่ซีเรียส ส่วนใหญ่ติชม เป็นหลายๆปัจจัย บางเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของผมเราเป็นนักแสดงเมื่อแสดงเสร็จหน้าที่เราจบแล้ว ผมคิดแค่นี้ ฟีดแบ็กมาว่าเราทำได้ดีไม่เท่าที่ควร เข้าไม่ถึงบทบาท ไม่ทำการบ้าน อันนี้เราควรจะคิดมาก ส่วนกระแสที่ออกมาเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้อย่างเรื่องการตัดต่อ ทำภาพ เรื่องเทคนิค ไม่ใช่ส่วนของเรา จากที่อ่านคนดูไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์หนักมาก สุดท้ายเค้ายังนั่งดูและชื่นชมนักแสดง จริงๆคนดูจับผิดถูกแล้วแสดงว่าเค้าตั้งใจดู ยิ่งตั้งใจดูจะเห็นข้อดีก็มี ข้อเสียก็มีอยู่แล้ว ดีใจหลายๆคนตั้งใจดูและติดตาม”

นอกจากอาคม ปีนี้เจมส์ก็มีละครให้แฟนๆ ได้ดูแบบต่อเนื่องเลยนะ

“ใช่ครับ หลังจากเรื่องนี้มีสายธารแห่งหัวใจ ถ่ายเสร็จแล้วแต่ไม่รู้ออนแอร์เมื่อไหร่ ตอนแรกฟังชื่อละครโรแมนติกมุ้งมิ้งแน่เลย แต่พอถ่ายไปสักพักก็มีคำถามไหนล่ะ ไม่มีมุ้งมิ้งน่ารัก ฉากยิ้มมีน้อยมาก แต่เสน่ห์ของละครเรื่องนี้คือความคาดไม่ถึง จริงๆสายธารฯเป็นละครพีเรียดมาก่อน แต่พี่เจ็ท-ณัฐพงศ์ ผู้จัดก็ปรับให้ดูทันสมัยขึ้น” กับละครใหม่อีกเรื่องก็ร่วมงานกับทีวีซีน “เรื่อง ชาติเสือพันธุ์มังกรครับ” ผูกขาดการเป็นพระเอกของอาปิ่น ทีวีซีน เหมือนกันนะเนี่ย “ที่อาปิ่นเอามาให้เล่นก็น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ ผมชอบทำอะไรที่ใหม่ๆ และชอบเล่นละครบู๊ ชอบแนวแอ็กชั่น อยากเล่นเจ้าพ่ออยู่แล้ว ชอบ เป็นละครที่ไม่เคยสร้างมาก่อน ผมเป็นคนชอบเพราะว่าไม่มีภาพที่คนจำเท่าไหร่ ความอิสระจะเป็นของเรา” ชอบเล่นบู๊เองแล้วเจ็บจริง “เจ็บเองไม่เท่าไหร่ เล่นเองหนะใช่ บอกตรงๆ 2 เรื่องแรกๆเล่นเองหมดเลย มาเรื่องอาคมเล่นเอง 90% มีบางฉากกระโดดสูงมากเกินพละกำลังของเรา มีเซฟทุกอย่างผมมีบทเรียนบางอันทำไม่ได้ อย่าเพิ่งทำเพราะว่าเราจะเจ็บ เราเลยรู้สึกบางซีนเราต้องยกความดีให้พี่สตั้นต์ด้วยเหมือนกันที่มาช่วยเซฟชีวิตผมเพราะบางฉากเสี่ยงจริงๆ”

เพิ่งผ่านการฉลองอายุครบ 24 ปี รู้สึกโตเป็นหนุ่มขึ้น

“ยังเหมือนเดิมครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แค่รู้สึกเจ็บง่ายขึ้นมาหน่อยเพราะเราใช้ร่างกายค่อนข้างหนัก ออกกำลังกาย ตีกอล์ฟ ด้วยนิสัยของเราด้วยไม่แปลกที่มันจะเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้มาคือความเข้าใจในการทำงาน ความโตเป็นผู้ใหญ่รู้แล้วทำงานนะ ไม่ใช่เล่นตลอดเวลา แต่ก็ยังมีบ้างนิสัยเล่นแต่น้อยลง ปีนี้ที่ไม่ได้คาดหวังอะไร ทำงานตั้งแต่เช้า กลับไปเรียน ป.โท แล้วกินข้าวกับครอบครัว ได้ทำสองอย่างพอแล้ว มีเซอร์ไพรส์หลายๆอย่างที่ทำให้รู้สึกดี แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” วันนั้นเค้กทั้งหมดกี่ก้อน “พี่อ๋า (ผู้จัดการส่วนตัว) บอกประมาณ 30-40 ก้อนมั้งครับ อย่างของพี่ปิ่น ทีวีซีน เป็นเค้กก่อนแรกเลย ปีก่อนๆประมาณ 20 ก้อน ยังเอากลับบ้านได้แต่ปีนี้เอากลับไม่ไหวจริงๆ เลยใช้วิธีเอาไปแจกทีมงาน สีสันบันเทิง โต๊ะข่าวบันเทิง และแจกให้แฟนคลับกินพร้อมๆกันในวันนั้น” เห็นแฟนๆ ทำให้ขนาดนี้แอบน้ำตาไหล “ไม่นะ มันยิ้มจนบอกไม่ถูก ยิ้มเองโดยไม่ต้องฉีกยิ้มเป็นอะไรที่วิเศษแล้ว สารภาพเลยเกือบน้ำตาไหล ก่อนออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ไม่คิดอาปิ่นจะมา อันนั้นเซอร์ไพรส์จริงยอมรับ อาปิ่นเดินมาตกใจไปนิด ไม่คิดอาปิ่นจะตื่นเช้ามาอวยพรให้ผมด้วยตนเอง อีกอันเจอพี่ญาญ่าบังเอิญเค้าเดินอยู่ตรงนั้นพอดี พี่อ๋าฉวยโอกาสลากมาเซอร์ไพรส์เลย (หัวเราะ)”

เห็นว่าเจมส์เรียนต่อปริญญาโท ไม่หยุดไม่พักเรียนไว้ก่อน เหรอดูบ้าเรียน

“ไม่ได้บ้าเรียนอะไรขนาดนั้นแค่อยากหาอะไรทำเท่านั้นเอง เราได้พักสมอง ทำอย่างอื่น ไปนอนในห้องเรียน ไปเจอเพื่อนๆเติมความรู้ กำไรที่ได้จากการเรียนสาขาการท่องเที่ยว (ม.เอแบค) จากคนไม่ชอบไปเที่ยวกลายเป็นคนชอบไปเที่ยวต่างประเทศ ชอบไปดูโน่นดูนี่ ไปเรียนรู้ เมื่อก่อนไปฮ่องกงกับอเมริกา แต่ตอนนี้เปิดหูเปิดตาไปดูปราสาท ไปเยอรมนีมา ดูเมือง ถ่ายรูปสวยๆ เพื่อนชมเจ๋งดี เรียนรู้วัฒนธรรมหลากหลายประเทศ เริ่มเข้าใจการไปเที่ยว เมื่อก่อนก็จะไปทำไม? เปิดทีวีดูก็ได้ ทุกคนก็จะส่ายหน้า แต่ตอนนี้เข้าใจปัจจัยการไปเที่ยวมีอยู่ 3 อย่าง ถ้าเราตอบโจทย์ตรงนั้นได้ เมื่อก่อนเรากลัวไปเที่ยวจะไม่สนุก เบื่อ เสียเวลา อยู่บ้านเล่นเกม ตีกอล์ฟก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวไปที่ไหน ไปทำอะไร และไปกลับ ถ้าตอบใน 2คำถามได้คุณมีความสุขแน่ๆ” มีแนวคิดเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเองมั้ย “ไม่ๆ
อันนั้นก็เหงาเกินไป โหดไป อย่างนั้นอยู่บ้านดีกว่าแต่ก็เข้าใจแบ็กแพ็ก คือคนอยากทำอะไรใหม่ๆ ชนะใจตัวเองในราคาไม่เยอะ แต่ได้สิ่งตอบแทน” เหมือนเที่ยวมัลดีฟส์ที่ไปคืนกำไรให้แฟนคลับ “อันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจคืนกำไรนะครับ อันนั้นบอกเลยว่ามัลดีฟส์ เป็นทริปไม่ได้แพลนเลย ผมทำใจไปฉลองวันเกิดให้พี่อ๋า ตั้งใจไปพักผ่อน กะนอนเต็มที่ปรากฏว่าร้อนมาก ร้อนถึงขั้นถอดเสื้อเดินรอบเกาะ รูปที่ถ่ายมาไม่ได้ทำอะไรเดินไปเดินมาอย่างนั้นเลย” คนอยากดูซิกซ์แพ็กเป็นเซต “ดูแค่นั้นแหละดีแล้วครับ ดู บ่อยๆเดี๋ยวเบื่อ หุ่นเราไม่ได้สวยแบบพี่ณเดชน์ คนนั้นฟิตมาก นั่นไลฟ์สไตล์เค้าแต่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ผม แค่นี้พอใจในสิ่งที่ผมมี”

ความรักๆ มีให้ลุ้นบ้างยังมันนิ่งเกิน

“ยังไม่เจอใคร ถึงแม้วันๆเจอคนเยอะ ทุกคนน่ารัก สวย แต่เรายังไม่เจอใครที่เราพร้อมจะดูแล อยู่ด้วยกันไปได้ช่วงนี้ กลายเป็นว่าเราไม่ได้มีความรักเป็นตัวเป็นตน ทั้งๆที่หลายคนรอบตัวเรามีแฟนกันไปหมด เราก็นะ ให้รักเดินทางมาเจอพร้อมๆกันดีกว่า” เหมือนเจมส์ไม่ขวนขวายด้วยแหละ “ด้วยครับ ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เรื่องนี้สำหรับผมไม่ได้สำคัญที่สุด รอบๆตัวเรามีความรักอยู่แล้วแต่รักในมุมหนุ่มสาวขาดมั้ยขาดแต่ไม่ได้รีบ เหมือนเดิมกลัวมีแล้วเวลามันไม่ใช่กลัวตัวเราเองจะเสียใจ ทุกคนมีประสบการณ์ เวลามีความรักจะจริงจังไม่เผื่อ เวลาเจ๊งก็เจ๊งเลย” ชีวิตมีแต่คำว่างานเหงาบ้างมั้ย “ยอมรับนะว่าเหงา ถ้าไม่เหงาคงไม่ใช่ความจริง คนอ่านคงไม่เชื่อหรอกแต่มีวิธีแก้เหงาเยอะแยะ เรามีครอบครัว มีหน้าที่การงาน กีฬา เกม ตอนนี้ผมมีแฟนสามคนชื่อเกมกับกอล์ฟ และรถ ไหนจะเล่นฟิตเนส กินข้าวครอบครัว ในอนาคตถ้ามีเวลา มีคนมันใช่จริงๆ เค้าเข้าใจเรา เราเข้าใจเค้า คุยกันรู้เรื่องเราก็พร้อมและยินดีดูแล ทุกวันนี้เลยใช้ชีวิตได้อยู่ยังไม่ตายครับ”.

ทีมข่าวบันเทิง

ติดตามอ่านนิยายเรื่อง "อาคม" ได้ที่นี่