วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธุรกิจปิโตรเคมี

โดย หมัดเหล็ก

หลังจากที่ บริษัท ปตท. ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารงานแต่ละประเภทเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล PTTGC ที่ได้รับการโอนหุ้นสายปิโตรเคมีจาก ปตท. เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ พีทีที โกลบอล เข้าถือหุ้นร้อยละ 50 ในบริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล PTTAC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต อะคริโลไนไตรล์ รายเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ทั้งนี้ พีทีที โกลบอล มีแผนที่จะเข้าไปขยายการลงทุนต่อยอดผลิตภัณฑ์ อะคริโลไนไตรล์ ที่ได้จาก พีทีที อาซาฮี และบิวตาไดอีน ซึ่งเป็นสายการผลิตของบริษัทอยู่แล้ว

ผลิตภัณฑ์ อะคริโลไนไตรล์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ผลิต ABS ซึ่งเป็นพลาสติกที่ใช้ใน อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ในปัจจุบัน โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาผู้ร่วมทุนหลายราย นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาลงทุนในธุรกิจ สไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ในการผลิต ABS อีกทั้งยังใช้ในการผลิต โพลีสไตรีน นับได้ว่าเป็นการต่อยอดเสริมสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจปิโตรเคมีในการเข้าสู่การแข่งขันต่อไป

การต่อยอดจากธุรกิจดังกล่าวยังขยายไปสู่ธุรกิจ PTA และ PET ซึ่งเป็นพลาสติกอีกชนิดหนึ่งที่ใช้มากในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สรุปแล้ว การขยายงานของ

พีทีที โกลบอล จะเป็นการต่อยอดธุรกิจประเภทของพลาสติกแบบครบวงจร สามารถให้การสนับสนุนลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตพลาสติกได้อย่างมีคุณภาพ

ขณะนี้มีตลาดใหม่ๆที่ต้องการผลิตภัณฑ์พลาสติกเกิดขึ้นมากมาย เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม หรือเรียกว่า ตลาด CLMV ดังนั้น เมื่อไทยเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบพลาสติกชนิดต่างๆในภูมิภาคนี้แต่เพียงแห่งเดียว จึงเป็นโอกาสที่ พีทีที โกลบอล จะเป็นผู้นำด้านตลาดพลาสติกและจะนำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล

ศักยภาพทางธุรกิจปิโตรเคมี ที่ ปตท.ดำเนินการในเชิงรุกมีเป้าหมายใหญ่ในเอเชียและตะวันออกกลาง โดยได้รับความเชื่อถือจากพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก เช่น LyondellBasell ประเทศสหรัฐฯ Asahi Kasei ประเทศญี่ปุ่น และ Sime Darby ของ มาเลเซีย เรามีกำลังผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 8.26 ล้านตันต่อปี

ในปี 2558 ธุรกิจปิโตรเคมีทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้ที่จัดเก็บจาก การประกอบกิจการปิโตรเลียม อีก 3 ประเภทคือ ค่าภาคหลวง ประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม อีกปีละนับแสนล้านเช่นกัน

วินาทีนี้ธุรกิจปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี นับวันจะมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมทุกประเภทมากยิ่งขึ้น เช่น ยานยนต์ เครื่องบิน อาหาร สุขภาพ การแพทย์ ล้วนแต่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งสิ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th