วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พอมองเห็นอนาคตข้างหน้า

ต้องเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดี อยู่กับที่ไปไม่รอด

การเปลี่ยนผ่านประเทศที่กำลังคืบคลานไปข้างหน้า ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีก็ว่าได้ แต่ลำพังแค่การสร้างกฎกติกาใหม่ยังไม่เพียงพอ

ที่สำคัญก็คือ จิตใจคน ทัศนคติใหม่ๆที่ดีงาม

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของ “อัยการหิวลาบ” กับ “ตำรวจชั้นผู้น้อย” เหตุเกิดที่บางแสนนั้น ทำให้กลายเป็นเหตุที่เข้ากับยุคสมัยพอดิบพอดี

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะรัฐบาลกำลังดำเนินการปฏิรูปตำรวจด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มีจำนวน 36 คน ทำหน้าที่นี้กำหนดเส้นตายเอาไว้ 90 วัน

ผลจากเหตุที่เกิดขึ้นย่อมทำให้เห็นรูปที่ชัดเจนอันเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาว่าควรจะใส่เนื้อหาสาระอย่างไรเข้าไป

เป็นที่ย้ำเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของตำรวจชั้นผู้น้อยที่ต้องทำงานหนัก ทั้งส่วนของประชาชนที่ต้องรับผิดชอบตามภารกิจ

ยังต้องตกอยู่ภายใต้ “นาย” ที่มีอำนาจเต็มๆ

ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มต้นจากตำรวจไปสู่อัยการที่ต้องการงานสัมพันธ์กัน เพราะเมื่อตำรวจส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการเพื่อสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง

“อัยการ” จึงมีอำนาจเหนือตำรวจโดยปริยาย

แต่ดุลพินิจของอัยการก็ยังมีปัญหาเช่นกันในกระบวนการยุติธรรมของไทยที่สร้างปรากฏการณ์ให้เห็นกันมาแล้ว สั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องจะมีผลต่อตำรวจโดยตรง เพราะหากไม่สั่งฟ้องตำรวจก็จะเกิดปัญหาในการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันโดยมีเดิมพันอยู่ที่ประชาชน

ความยุติธรรมในประเทศนี้จึงมีปัญหาในเรื่องของระบบ ไล่ตั้งแต่ตำรวจไปถึงอัยการ มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจซึ่งก็กำลังดำเนินการกันอยู่

มีคำถามว่า แล้วทำไมไม่ปฏิรูปอัยการด้วยล่ะ

ที่สุดได้รับคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้มอบการบ้านเพิ่มเติมในการประชุมคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศเอาไว้ 2 ประเด็น

1.การปฏิรูประบบผังเมือง

2.การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การสอบสวน อัยการ และศาล

เพราะในกระบวนการยุติธรรมนั้น มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ตำรวจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงอัยการและศาลด้วย

หากปฏิรูปได้ทั้งระบบในกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
นั่นคือ การแก้ไขปัญหาในการที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาอื่นๆได้อย่างชัดเจน

เช่นกันการปฏิรูปการเมืองว่าด้วยนักการเมืองนั้นถือว่าได้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เมื่อ สนช.เห็นชอบคลอดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำทำความผิดของนักการเมือง

เห็นชอบใน 2 กรณีว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ในการดำเนินคดี อาญา เมื่อยื่นฟ้องศาลแล้วให้อายุความสะดุดหยุดลงกรณีผู้ถูกกล่าวหาหนีคดีมิให้นับระยะเวลาเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

อีกเรื่องคือ ในกรณีที่ได้ออกกฎหมายจับจำเลยแต่ไม่สามารถจับได้ภายใน 3 เดือนนับแต่วันออกหมายจับให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ทนายสามารถทำหน้าที่ได้

ว่ากันตั้งแต่ต้นมาจนถึงตรงนี้ เท่ากับว่าได้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบไล่เรียงกันมาอย่างนี้

หากตั้งใจจริง ปฏิรูปออกมาให้ดีๆ แผ่นดินคงจะสูงขึ้นอีกแยะ.

“สายล่อฟ้า”