วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘โค้ชโย่ง’ เปิดใจความทรงจำคิงส์คัพ วิเคราะห์คู่แข่งช้างศึก

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย U23 ที่เคยผ่านสังเวียนแข้ง คิงส์ คัพ ถึง 5 ครั้ง จะมาบอกเล่า ความทรงจำ ความประทับใจ เกี่ยวกับถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ พร้อมส่งต่อความรู้สึกไปยัง นักฟุตบอลช้างศึกรุ่นน้อง ติดตามได้จากรายงานพิเศษของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย...

วันที่ 14 ก.ค. ศึกถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 เวทีลูกหนังแห่งเกียรติยศและความภูมิใจของชาวไทย เตรียมเปิดฉากฟาดแข้ง ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 โดยมี 3 ชาติจาก 3 ทวีปเข้ามาร่วมชิงชัยกับ ช้างศึก ประกอบด้วย บูร์กินาฟาโซ, เกาหลีเหนือ และ เบลารุส

ตำนาน มนตร์ขลัง และการแข่งขันที่ยาวนานตลอด 48 ปี ของถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ถูกบอกเล่าและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ถึงรายการที่มีความพิเศษ ความสำคัญ และคุณค่าทางจิตใจ โดยเฉพาะยิ่งเป็น การลงชิงชัย ถ้วยของพระมหากษัตริย์ไทย ยิ่งทำให้นักฟุตบอลไทย เกิดความรักและหวงแหน พร้อมที่จะลงไปต่อสู้ เพื่อรักษาถ้วยอันทรงเกียรตินี้ไว้ที่เมืองไทยต่อไป

“โย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23  ปี คืออีกหนึ่งกองหน้าระดับตำนานทีมชาติไทย ที่เคยผ่านสังเวียนแข้ง คิงส์ คัพ ถึง 5 ครั้ง จะมาบอกเล่า ความทรงจำ ความประทับใจ เกี่ยวกับถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ พร้อมส่งต่อความรู้สึกไปยัง นักฟุตบอลช้างศึกรุ่นน้อง 

ความทรงจำในวัยเด็กของ ด.ช.วรวุธ ศรีมะฆะ เกี่ยวกับ คิงส์ คัพ เป็นอย่างไร ?

ตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมคิดว่าการติดทีมชาติ หรือได้เล่นคิงส์ คัพ คงเป็นเรื่องที่เกินเอื้อมสำหรับเรา ที่บ้านผมจะรับหนังสือพิมพ์ ฟุตบอลสยาม รายวัน ผมได้เปิดอ่านทุกวัน ก็จะได้เห็นรายชื่อนักเตะทีมชาติ ชุด A ชุด B แต่ละคนล้วนเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียง และเล่นฟุตบอลเก่งๆ ทั้งนั้น แม้ว่าทีมชาติจะมีสองชุดก็จริง แต่จะรูปร่างสูงใหญ่อย่างเดียวไม่พอคง คนที่ติดทีมชาติได้ ต้องมีทุกอย่างสมบูรณ์แบบผมเลยคิดว่าเราคงไม่มีโอกาสนั้น อีกอย่างผมเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย (จ.สงขลา)

คิงส์ คัพ ครั้งแรก ของ วรวุธ ศรีมะฆะ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ?

ครั้งแรกที่ผมได้ลงเล่นถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ เกิดขึ้นปี 1994 ตอนนั้นทีมชาติไทย มี 2 ชุด ชุด A กับ ชุด B ลุงหอย ธวัชชัย สัจจกุล เป็นผู้จัดการทีม มี น้าชัช ชัยชัย พหลแพทย์ และ อ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ ดูแลทีม ตอนนั้นผมเล่นกับสโมสรกสิกรไทย ได้ถูกเรียกตัว เข้ามาเป็นผู้เล่นของ ทีมชาติไทย ชุด A ที่ใช้นักเตะกสิกรฯ ผสมกับตัวทีมชาติบางส่วน ส่วน ชุด B จะเป็นนักเตะยุคดรีมที่เป็นแกนหลัก ผลปรากฏว่าครั้งนั้น ทีมชาติไทย ชุด B ได้แชมป์ไปครองตอนนั้นพวกรุ่นพี่ก็ปลูกฝังว่า ถ้าจะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่แท้จริง คุณต้องผ่านการเล่นคิงส์ คัพ โอเค คุณอาจจะได้ลงเล่น ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ ฟุตบอลโลก แต่นั่นเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ ของภูมิภาค ของทวีป ของฟีฟ่า แต่ฟุตบอลของบ้านเรา ต้อง คิงส์ คัพ คือสิ่งที่สูงสุด เพราะเป็นถ้วยที่พระราชทาน มาจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งนักฟุตบอลทุกคนที่ได้สัมผัสรายการนี้ ต่างรู้สึกภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติประวัติต่อตัวเอง และวงศ์ตระกูล 

บรรยากาศในถ้วย คิงส์ คัพ ในยุคนั้นเป็นอย่างไร ?

โอ้โห ครั้งแรกที่ลงไปเล่นจำได้เลยว่า คิงส์ คัพ แข่งขันกันที่สนามศุภชลาศัย บรรยากาศคึกคักมาก คนดูเต็มสนาม แข่งกันวันละ 2 เกม แบ่งออกเป็น 2 สาย ซึ่งสมัยก่อน สนามศุภฯ ยังไม่มีที่นั่ง เป็นอัฒจันทร์ปูน ยิ่งจุคนเข้าไปกันหนาแน่นกว่าแบบมีที่นั่ง ทำให้นักฟุตบอลรู้สึกฮึกเหิม และอยากลงเล่นต่อหน้าแฟนจำนวนมาก สมัยก่อน คิงส์ คัพ เป็นถ้วยที่ได้รับความนิยมจากแฟนบอล เราไม่รู้ว่า รายการอื่นๆ ทีมชาติไทย ลงเล่น จะมีการถ่ายทอดสดหรือไม่ แต่ถ้าเป็น คิงส์ คัพ จะต้องมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีแน่นอน ดังนั้นทุกคนที่อยากแจ้งเกิดและโด่งดัง ต้องสร้างชื่อมาจากการเล่น คิงส์ คัพ ด้วย  

อะไรคือเสน่ห์และมนตร์ขลังของรายการนี้ ?

คิงส์ คัพ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ ทีมชาติไทย จะได้พิสูจน์ดาวรุ่ง ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในอนาคต, เป็นรายการที่สร้างชื่อให้กับนักฟุตบอลทีมชาติ ที่กำลังเล่นดีสุดๆ รวมถึงหลายคนยังใช้เป็นทัวร์นาเมนต์คิงส์ คัพในการอำลาทีมชาติ เพื่อเป็นเกียรติประวัติในการเล่นทีมชาติครั้งสุดท้าย รายการนี้มันคือที่สุดของวงการฟุตบอลบ้านเรา ดังนั้น คิงส์ คัพ จึงเป็นรายการที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักฟุตบอลทีมชาติไทย

แมตช์ในความทรงจำของ วรวุธ ศรีมะฆะ

ต้องบอกว่าทุกเกมที่ได้ลงสนาม ยิ่งช่วงหลังที่ปรับรูปแบบการแข่งขัน ให้เหลือ 4 ทีม จับสลากไขว้เจอ ทีมชนะเข้าชิง ทำให้การแข่งขันสนุก เข้มข้นขึ้น เพราะเราจะได้เล่น แค่ 2 แมตช์ต่อ 1 ครั้ง ดังนั้นมันทำให้นักฟุตบอลที่ลงเล่น มีทั้งความกดดัน และความภูมิใจที่พาทีมเข้าชิงได้ ส่วนแมตช์ที่ผมประทับใจ คือนัดที่เราเจอกับ สวีเดน (ปี 2003) ตอนนั้นพวกเขาใช้ดาวรุ่งมาแข่ง อย่าง (อันเดรส) อิซัคส์สัน, โยฮัน เอลมานเดอร์ ฯ ต่อมานักเตะหลายๆ คนในทีมชุดนี้ ก็ได้ขึ้นมาติดชุดใหญ่สวีเดนกันเกือบหมด เรายันเสมอพวกเขาได้ 0-0 จนมาโดนเตะมุมติดๆ กัน 3 ครั้งช่วงท้ายเกม เลยถูกนำ 0-1 ประตูที่เราเสียต้องยอมรับว่า เราเป็นรองเรื่องของรูปร่างเขามาก แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของนักเตะไทยยุคนั้น ที่ได้เจอกับผู้เล่นจากยุโรปที่รูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งถ้าไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์ คิงส์ คัพ ทีมชั้นนำอย่าง สวีเดน ก็คงไม่มีทางมา แต่ที่เขามา เพราะเขารู้ว่าเป็นถ้วยพระมหากษัตริย์ของประเทศเราเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าแมตช์นั้นจะชนะ หรือแพ้ ทุกเกมที่ได้ลงเล่น คิงส์ คัพ ในฐานะคนไทย เราภูมิใจและประทับใจทั้งหมด 

จากที่ได้สัมผัสถ้วยนี้ ตั้งแต่เป็นคนดู, นักฟุตบอล จนถึงโค้ชทีมชาติไทย ชุดยู 23 เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในถ้วย “คิงส์ คัพ” ?

ทัวร์นาเมนต์ คิงส์ คัพ ยิ่งสำคัญและพิเศษขึ้นทุกปี สมัยก่อน บางปี เราอาจจะเชิญทีมสมัครเล่น หรือชาติในอาเซียน มาแข่ง 2 สาย แต่ทุกวันนี้เป็นการแข่งขันแบบ 4 ทีม ซึ่งสมาคมฯ ได้ทำการคัดเลือก ชาติที่แข็งแกร่งและมีอันดับโลกที่ดีมาแล้ว รวมถึงมีการยกระดับให้เป็นการแข่งขัน A Match นอกจากนี้ ผมว่านักเตะดังๆ ระดับโลกหลายคน ก็เคยผ่านการเล่น คิงส์ คัพ มาแล้ว ยกตัวอย่าง ทีมชาติเดนมาร์ก ที่ขนผู้เล่นโอลิมปิก (1988) มาแข่งขัน พอหลังจากกลับไป 4 ปีต่อมา พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ยูโร 1992 มาครองได้ และอีกๆ หลายคน อย่างเช่น โรนัลดินโญ่, ริวัลโด, ปีเตอร์ ชไมเคิล, ไบรอัน เลาดรูป, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ต่างเคยผ่านคิงส์ คัพ มาแล้ว 

คิงส์ คัพ ครั้งนี้ เราเชิญทีมชุดใหญ่จาก 3 ทวีปมาแข่งขันเป็นครั้งแรก จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ละทีมในมุมของ โค้ชโย่ง เป็นอย่างไร ?

เริ่มที่ เบลารุส ต้องขอย้อนไปสมัยที่ผมเป็นผู้เล่น เราเคยมีโอกาสได้อุ่นเครื่องกับทีมจากยุโรปบ่อย ธรรมชาติของนักฟุตบอลยุโรป คือ เทคนิค ความเข้าใจเกมดี บางประเทศชื่ออาจไม่คุ้นแฟนบอลชาวไทย แต่เชื่อได้ว่า นักฟุตบอลจากทวีปนี้ลงไปเล่น เขามีฝีเท้าที่ดีแน่นอน ด้วยมาตรฐานของยุโรป แต่ละทีมจะมีแท็กติก และเทคนิคที่ดี ดังนั้นการนำเอาชาติจากยุโรปตะวันออก อย่างเช่น เบลารุส, โรมาเนีย, บัลแกเรีย ที่เคยผ่านฟุตบอลโลกมาแล้ว จะทำให้เราเจอกับชาติที่เล่นฟุตบอลช้าหน่อย แต่ไม่เสียบอลง่ายๆ แน่นอนช่วงนี้ ลีกยุโรปปิดอยู่ นักเตะที่เป็นสตาร์ของ เบลารุส อาจจะอยู่ในช่วงรายงานตัว ฝึกซ้อมกับสโมสร แต่ผมคิดว่า เบลารุส เขาคงใช้ผู้เล่นชุดหลัก ผสมผสานกับดาวรุ่ง คงไม่ใช่ชุด B ทั้งหมดแน่นอน เพราะตัวผู้เล่นเก่งๆ เขายังไม่ได้มีให้เลือกเยอะแบบ เยอรมัน ที่สามารถส่งชุด B ไปแข่งคอนเฟดเดอเรชั่น คัพ อีกอย่างเบลารุส เองก็ยังไม่ใช่ทีมที่ติดลมบนไปแล้ว ถึงจะเอาชุดไหนมาก็ได้ ดังนั้น เบลารุส มาครั้งนี้ เขาต้องการมาสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแน่นอน

อย่างชาติที่สอง บูร์กินาฟาโซ ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ของบ้านเรา ที่ได้เจอกับทีมจากทวีปแอฟริกา ผมเคยมีประสบการณ์ตอนสมัยเป็นนักฟุตบอล เล่นให้ กสิกรไทย ในรายการ แอฟโร-เอเชียน คลับ แชมเปียนชิพ 2 ครั้ง ได้เจอกับทีมจากอียิปต์, ตูนิเซีย รู้เลยว่าจุดเด่นของพวกเขาคือความแข็งแรง ความรวดเร็วแต่เข้าใจเกม และการเล่นเป็นทีม คงสู้ทางยุโรปไม่ได้ และ บูร์กินาฟาโซ คงส่งชุดใหญ่มาอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทีมชาติไทย หากเราคิดจะไปฟุตบอลโลก เราต้องเจอคู่แข่งจากหลากหลายทวีป

ส่วนชาติสุดท้าย เกาหลีเหนือ ผมว่าไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน พวกเขาเป็นทีมที่มีพละกำลัง ความแข็งแกร่ง และจิตใจเป็นนักสู้ เกาหลีเหนือ เขายังเล่นสไตล์เดิมเหมือนในอดีต แตกต่างจาก เกาหลีใต้ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่น นับตั้งแต่ได้ กุส ฮิดดิงก์ มาทำทีมแต่ไม่ว่าจะเราเจอ เกาหลีเหนือ ระดับไหน ตั้งแต่ ยู-16 ถึงชุดใหญ่ พวกเขาก็สร้างความลำบากให้กับเราได้ตลอด เพราะว่าเขาไม่ค่อยอุ่นเครื่องนอกประเทศ แต่ทำไมเขาถึงเคยไปฟุตบอลโลก ผมเลยคิดว่าการฝึกฟุตบอลในแบบฉบับของเขา อาจฝึกได้เฉพาะในประเทศ คิดว่าการมาครั้งนี้ เกาหลีเหนือ คงใช้ฟุตบอลโยนยาวเป็นส่วนมาก และอาศัยความเร็วของผู้เล่นในการโจมตี คือเขาก็สามารถต่อบอลสู้กับเราได้นะ แต่ทุกครั้งที่ได้เห็น เวลาเจอกับทีมชาติไทย เกาหลีเหนือ ก็ยังคิดว่า เรามีปัญหาเรื่องลูกกลางอากาศ และจะเล่นงานเราตรงจุดนี้ ดังนั้นคิดว่าคงเป็นเกมที่สนุก เพราะลีกบ้านเราแข็งแกร่งขึ้น นักเตะไทย มีโอกาสได้เจอผู้เล่นต่างชาติที่รูปร่างสูงใหญ่ทุกสัปดาห์ ซึ่งพวกที่ค้าแข้งบ้านเรา หลายๆ คนก็มีฝีเท้าที่ดีกว่า ผู้เล่นของเกาหลีเหนือด้วยซ้ำ ถ้าหยุดพวกต่างชาติไทยลีกได้ เราก็น่าจะหยุดเกาหลีเหนือได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราจะหยุดได้ทุกตำแหน่งหรือเปล่า เพราะฟุตบอลมี 11 คน

บทบาทปัจจุบันในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติไทย ยู-23 ได้ปลูกฝังอะไรถึงรุ่นน้องๆ ที่อนาคตจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของชุดใหญ่ และอาจมีโอกาสได้ลงเล่นถ้วยอันทรงเกียรตินี้ ?

ผมไม่รู้ว่าเด็กยุคนี้มอง คิงส์ คัพ เป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นนักฟุตบอลรุ่นผมหรือก่อนหน้านี้ กล้าพูดได้เต็มปากว่า คิงส์ คัพ เป็นรายการที่สำคัญของคนไทย การที่คุณจะบอกว่ามันสำคัญ อันดับแรก คุณต้องรู้สึกมันออกมาจากข้างในจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ ลงไปเล่นอย่างเต็มที่ และทุ่มเทเต็มร้อยจริงๆ เพื่อสื่อให้แฟนบอลรู้ว่า นี่เป็นรายการที่สำคัญจริงๆแน่นอนว่า ทุกทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติไทยทำการแข่งขัน ล้วนสำคัญหมด แต่นี่คือถ้วยของพระเจ้าอยู่หัว และเป็นถ้วยของประเทศเราเอง เราน่าจะต้องตัดทุกอย่างออกไปก่อน แล้วมาเต็มร้อยกับตรงนี้ก่อน ไม่ใช่อย่าเอาทุกอย่างเข้ามาที่นี่ ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่จะเกิดประโยชน์ ซึ่งผมอยากให้นักฟุตบอลรุ่นๆ น้อง ได้สานต่อความภาคภูมิใจ ความเป็นตำนานของถ้วยใบนี้ไว้ และส่งต่อไปยังรุ่นต่อๆ ไป 

ฝากถึงแฟนบอลชาวไทย ?

คิงส์ คัพ เป็นฟุตบอลระดับนานาชาติของคนไทยจริงๆ อย่าเพิ่งคิดว่าทีมที่มาต้องเป็นทีมระดับโลก ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่ได้ไปฟุตบอลโลก ผมคิดว่ามันคงยากที่จะเทียบเชิญได้ แต่หากเราเคยไปบอลโลก เมื่อนั้น ทีมชั้นนำของโลก ก็พร้อมที่จะตอบรับคำเชิญของเรา วันนี้ฟุตบอลไทยกำลังพัฒนาไปข้างหน้า เสียงเชียร์ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ นักฟุตบอลทุกคน เวลาลงเล่นและได้ยินเสียงกองเชียร์ ได้เห็นคนดูเต็มสนาม มันมีพลังยิ่งขึ้น และภาพการถ่ายทอดสดที่เห็นผู้ชมเต็มสนาม หากเผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก ย่อมเป็นภาพที่สวยงาม และทำให้ชาติที่สนใจจะมา คงไม่ลังเลที่จะตอบรับในอนาคต แต่หากถ่ายทอดสดออกไป ไม่มีผู้ชม ต่อให้เรามีเงินแค่ไหน เขาก็ไม่มา ฟุตบอลเปรียบเสมือนการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่การแข่งขันของสองทีม ทุกคนต้องมีส่วนช่วยกัน รวมถึงการได้เห็นทีมอย่าง เบลารุส, บูร์กินาฟาโซ มาแข่งขันก็เป็นความแปลกใหม่ไม่จำเจ น่าไปชมอย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นๆ คือได้เชียร์ทีมฟุตบอลของประเทศของเรา เพื่อครองถ้วยพระราชทานไว้ให้ได้ต่อไปที่บ้านของเราครับ