วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้ค่ายทหารรับแจ้ง ข้อมูลทุจริต

พท.แฉ-ระบายข้าว เงินทอนหมื่นล้าน

“ประยุทธ์” ขึงขังปราบทุจริต สั่ง คสช.-ทบ.เปิดค่ายทหารตั้งศูนย์รับร้องเรียน จนท.รัฐเรียกรับผลประโยชน์ประชาชนยื่นสอบทุจริต หรือร้องผ่านตู้ ปณ.444 ฮอตไลน์ 1299 “วินธัย” ย้ำผู้นำตั้งใจล้างทุจริตให้หมดสิ้นจากสังคมไทย พท.แฉรัฐบาลระบายข้าว 2.14 ล้านตัน เสกข้าวดีเป็นข้าวเน่าขายขาดทุนเป็นอาหารสัตว์ “ยุทธพงศ์”ถามอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศอ้างประธาน นบข.เห็นชอบแล้ว “บิ๊กตู่” ทราบเรื่องหรือไม่ จี้สอบด่วน ข่าวลือหึ่งมีเงินทอนหมื่นล้าน “สมคิด” ซัดกลุ่มนายทหารใช้ ม.44 เปลี่ยน เกณฑ์ตรวจสอบ กดข้าวดีตกเกรดซี อัดโยนความผิดให้ “ยิ่งลักษณ์” รับผิดชอบจำนำข้าวเจ๊งแสนล้าน สนช.ผ่าน ก.ม.หยุดนับอายุความดัดหลังนักการเมืองหนีคดี ย้อนหลังรวมคดีที่ไม่หมดอายุความ วิจารณ์แซดล็อกเป้าเล่นงาน “ทักษิณ-ปู” ด้าน “ชวลิต” โวยตั้งเงื่อนไขเลือกปฏิบัติเข้าข่ายขัด รธน.

กรณีที่ฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่าแม้จะเป็นยุครัฐบาล คสช. แต่การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ และการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่ได้ลดลง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้ คสช. และกองทัพบกเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นภายในหน่วยทหารแต่ละพื้นที่ของกองทัพภาคทั่วประเทศ ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ทุกรูปแบบและจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“บิ๊กตู่” สั่ง คสช.-ทบ.เปิดรับร้องทุจริต

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้ คสช.และกองทัพบก กองทัพภาคและหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ การเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยการเปิดตู้ ปณ.และสายด่วนให้ประชาชนแจ้งเบาะแส โดยให้ ผบ.ทบ. และเลขาธิการคสช.เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะการปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป

ใช้ค่ายทหาร-ตู้ ปณ.444-สายด่วน 1299

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. แถลงข่าวว่า ตามที่หัวหน้า คสช.ได้สั่งการให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาร ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. จัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ประชาชนแจ้งเบาะแสพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆของเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่นที่ไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงส่งไปยังสำนักนายกฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ หากพบว่าน่าเชื่อถือหรือมีข้อมูลส่อไปในทางทุจริตจะเร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาดเร่งด่วนตามกระบวนการยุติธรรม คสช.ขอความร่วมประชาชนพบเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งเบาะแสได้ทางตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 หรือสำนักงานเลขาธิการคสช. ตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 และเบอร์ Hot line 1299 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าวันที่ 14 ก.ค.เป็นต้นไป หรือหากต้องการส่งเอกสารหลักฐานทางไปรษณีย์ส่งผ่านมาได้ที่ตู้ ปณ.444 หรือแจ้งตรงที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในหน่วยทหารแต่ละพื้นที่ของกองทัพภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้นำตั้งใจล้างโกงหมดสิ้นสังคมไทย

พ.อ.วินธัยกล่าวอีกว่า เป็นข้อห่วงใยของหัวหน้าคสช.ต้องการให้การทุจริตประพฤติมิชอบหมดไปจากสังคมไทย จึงเพิ่มช่องทางพิเศษตรงนี้ขึ้นเพื่อกวดขันเอาจริงเอาจังให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการเข้าถึงการแจ้งเบาะแสของประชาชนทำได้ค่อยข้างลำบาก จึงใช้ช่องทางของหน่วยทหารทั่วประเทศเป็นอีกช่องทางเสริมให้มีประสิทธิภาพ ผู้แจ้งเบาะแสจะเปิดเผยตัวหรือจะแจ้งเป็นแบบความลับก็ทำได้ ข้อมูลที่ส่งมาเจ้าหน้าที่จะคัดแยกออกส่วนแรกจะนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ อีกส่วนหนึ่งส่งไปยังสำนักนายกฯ สำนักงานเลขาธิการ คสช.กำชับไปยังกองทัพภาคเตรียมพร้อมจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหน่วยทหารที่รับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนจะรวบรวมทุกวันจันทร์ ก่อนส่งมายังสำนักงานเลขาธิการ คสช. คัดแยกเรื่องราวร้องทุกข์ส่งไปยัง สำนักนายกฯต่อไป

พท.แฉ รบ.ขายข้าวดีเป็นอาหารสัตว์

ขณะที่เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรฯ และนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าว โดยนายยุทธพงศ์กล่าวว่า มีข้อสังเกตเรื่องอาจจะเกิดความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวลอตสุดท้ายคือข้าวอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่สำหรับคนบริโภคเป็นอาหารสัตว์ 2.14 ล้านตัน ซึ่งได้เห็นถึงความผิดปกติในการระบายข้าวคือ มีผู้มาเสนอซื้อข้าวจากโกดังประสิทธิ์ชัยอุบล 2011 จำกัด ในราคา 11.25 บาทต่อ กก. ปรากฏว่า รัฐไม่ยอมขาย แต่กลับขายให้ บจก.กาญจนาอาหารสัตว์ ในราคา 6.10 บาทต่อ กก. ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่า การเสนอซื้อครั้งแรก ขาดทุนไป กก.ละ 5.15 บาท เฉพาะโกดังนี้ก็ขาดทุนไป 72.30 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีก 18 โกดังที่พบปัญหาแบบเดียวกัน

อ้างลือหึ่งมีเงินทอนเป็นหมื่นล้าน

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่า ขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. 1.พล.อ.ประยุทธ์เคยทราบเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศอ้างว่าโดยความเห็นชอบของประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เป็นคนสั่งให้ดำเนินการขายในราคาต่ำ 2.ทำไมรัฐบาลไม่เอาข้าวสารเหล่านี้ไปช่วยคนยากจน หรือไปขายให้คนยากจนในราคาถูก ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร่งด่วนที่สุด เพราะส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส ซึ่งในวงการค้าข้าวมีข่าวลือว่ามีเงินทอนกันเป็น 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในวันที่ 14 ก.ค. ตนและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะไปยื่นเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ซัดจงใจโบ้ยความผิดให้ “ยิ่งลักษณ์”

ด้านนายสมคิดกล่าวว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้าวคงเหลือของรัฐพูดว่าข้าวเสีย ข้าวเน่ามาตั้งแต่ยึดอำนาจ จึงคิดว่า กรณีนี้เป็นการโยนความผิดให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ จึงอยากถามว่า ม.ล.ปนัดดาใช้มาตรฐานใดตรวจสอบว่าข้าวใดเป็นข้าวที่ได้มาตรฐาน หรือข้าวใดเป็นข้าวเน่า หรือนี่เป็นสิ่งที่ท่านระบุว่าเกิดความเสียหายกว่าแสนล้านบาท และให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายทหารเข้าไปดำเนินการตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยเปลี่ยนหลักเกณฑ์การตรวจสอบข้าวใหม่โดยอ้างมาตรา 44 ที่โรงสีข้าวโกดังประสิทธิ์ชัยอุบล 2011 ปรากฏว่าออกมาเป็นข้าวเกรดซี ทั้งที่ยังเป็นข้าวดี เรื่องนี้ทำในนามรัฐบาลแต่เกิดมีส่วนต่าง ทำให้มีความเสียหายแล้วให้โรงสีเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งกระบวนการแบบนี้ทำให้ราคาข้าวตกต่ำและเราเข้าไปตรวจสอบไม่ได้

“ศรีสุวรรณ” จ่อยื่นสอบฝูงบิน ทอ.

วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ ระบุการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญว่าการจัดซื้อดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 52 บัญญัติว่า “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต รวมทั้งรัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ” ไม่ใช่กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้เพื่อป้องกันประเทศ” ในยุค 4.0 เขาใช้การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ รักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขต ไม่ใช่สะสมอาวุธ ส่วนที่ระบุว่าโปร่งใสตรวจสอบได้ อยากถามว่าประชาชนตรวจสอบกระบวนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้อย่างไร วิธีการใด สมาคมฯจะแถลงรายละเอียดและประเด็นคัดค้านอีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. ในเวทีอภิปรายสาธารณะ “แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ชาตินี้หรือชาติหน้า? (ครั้งฉุกเฉิน 2)” ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน และจะนำความไปหาข้อยุติโดยยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ทัพฟ้าเดินหน้าไม่สนถูกฟ้อง

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะนำเรื่องจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ ที-50 ทีเอช ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กองทัพอากาศไม่ขอตอบโต้ เพราะเกรงว่าจะไปกันใหญ่ ที่ผ่านมาได้ชี้แจงรายละเอียดครบทุกประเด็นแล้ว ยืนยันว่าการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวคงเดินหน้าต่อไป เชื่อว่าสังคมจะเข้าใจว่าขั้นตอนทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ถ้าไม่จัดซื้อเครื่องบินที-50 ทีเอช มาทดแทนเครื่องบินแอล-39 ในครั้งนี้ทุกอย่างจะไม่ทัน เพราะกองทัพอากาศได้ทยอยปลดประจำการเครื่องบินแอล-39 ไปแล้วเหลือแค่ 10 กว่าลำ เนื่องจากใช้งานมานานกว่า 30 ปี

เลขาฯ ศอ.บต.ยันแจงได้โซลาร์เซลล์

ที่ทำเนียบรัฐบาลนายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินงาน 4 โครงการของ ศอ.บต.หลังถูกประชาชนร้องเรียนว่า โครงการติดตั้งไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ โครงการก่อสร้างภูมิทัศน์มัสยิด 300 ปี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โครงการปรับปรุงสำนักงาน ศอ.บต. โรงแรมชาลี อ.เมือง จ.ยะลา และโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล 1 ตำบล 1 สนาม ยืนยันว่าทุกโครงการราคาถูกกว่าท้องตลาด ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบการทุจริต เราเตรียมข้อมูลชี้แจงไว้แล้ว ตนไม่หนักใจมั่นใจชี้แจงได้

“จิรชัย” ไม่หนักใจตรวจโครงการฉาว

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ศอ.บต. 4 โครงการว่า ขณะนี้ยังรอหนังสือคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นได้เตรียมขอข้อมูลในแต่ละเรื่อง แต่ยังไม่ได้ลงลึก ศอ.บต.เป็นหน่วยงานใหญ่แต่ไม่ได้ทำให้ตนหนักใจในการตรวจสอบ ถ้าจะหนักใจคือจะตรวจสอบให้แล้วเสร็จตามกำหนด 30 วัน ได้หรือไม่ การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ เข้าใจว่าเป็นเพียงการคัดกรองหาข้อมูลในเบื้องต้น อาจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบโดยเฉพาะอีกชุด เพื่อพิจารณาว่ามีการทุจริตหรือไม่การสอบไม่ได้จบที่คณะกรรมการชุดที่ตนเป็นประธาน

สนช.ผ่าน ก.ม.ดัดหลังคนหนีคดี

ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปราย ส่วนใหญ่ถามความชัดเจนในมาตรา 26-27 ว่าด้วยการให้ศาลฎีกาฯพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลย จะถือว่าละเมิดสิทธิจำเลยหรือไม่ และอาจขัดรัฐธรรมนูญและกติกาสิทธิพลเมืองที่สหประชาชาติรับรองไว้หรือไม่ โดยนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ชี้แจงว่า ยืนยันว่าไม่ได้ขัดต่อหลักการสากล เพราะถึงเป็นการพิจารณาคดีลับหลัง แต่จำเลยแต่งตั้งทนายความมาต่อสู้คดีได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จำเลยสามารถขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ เป็นหลักกฎหมายของอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ศาลสิทธิมนุษยชนให้การยอมรับ

จากนั้น สนช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 176 ต่อ 0 คะเเนน เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และตามขั้นตอนจะต้องส่งร่างต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องและ กรธ. เพื่อพิจารณาว่าเนื้อหาตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ย้อนหลังคดีเก่าไม่หมดอายุความ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ มีประเด็นแก้ไขที่น่าสนใจ แต่ไม่มีสมาชิกคนใดติดใจอภิปราย คือในส่วนของบทเฉพาะกาลมาตรา 67 ที่ระบุให้คดีที่ได้ยื่นฟ้องและดำเนินการไว้ก่อนที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.นี้ทั้งหมด เปลี่ยนจากร่างของ กรธ. ที่กำหนดให้คดีอาญานักการเมืองที่ค้างอยู่เดิมดำเนินตามกฎหมายเก่า แต่ให้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายใหม่ไว้

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวถึงบทเฉพาะกาลดังกล่าวว่า คดีเก่าที่ยังไม่ขาดอายุความจะถือว่าจะต้องใช้ขั้นตอนเเละหลักเกณฑ์การพิจารณาคดีตามกฎหมายฉบับใหม่ ส่วนที่ขาดอายุความไปแล้วไม่นับ เมื่อถามว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่กำลังถูกดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าว หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีระหว่างพิจารณาคดี เเล้วจะไม่ถูกนับอายุความตามหลักการของกฎหมายใหม่หรือไม่ นายอุดมกล่าวว่า ที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายใหม่ คือหากจำเลยหลบหนีระหว่างพิจารณาคดี การนับอายุความต้องหยุดลงตามกฎหมายใหม่ แต่จะนับเฉพาะคดีเก่าที่ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนคดีที่ขาดอายุไปแล้วไม่นับ

เม้าท์ล็อกเป้าเล่นงาน “ทักษิณ-ปู”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สมาชิก สนช.หลายคนต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าหากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว จะส่งผลให้คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากนายทักษิณหนีคดี ศาลสามารถนำคดีมาไต่สวนลับหลังนายทักษิณได้ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนต่อหน้าจำเลยตามมาตรา 26-27 รวมถึงกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หากหลบคดี จะเข้าข่ายตามมาตรา 24/1 ที่ระบุว่าหากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างการพิจารณาของศาลต้องหยุดนับอายุความไว้ชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาลงโทษ

“สมชาย” โต้ไม่ได้จ้องหมายหัวใคร

นายสมชาย แสวงการ โฆษก กมธ. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนช.กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีเจตนาบังคับใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ บังคับกับทุกคนอย่างเท่าเทียมใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ รวมไปถึงบุคคลในองค์กรอิสระด้วย ไม่ได้ออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมและให้กลไกตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“ชวลิต” จวกเลือกปฏิบัติขัด รธน.

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุม สนช. มีมติเห็นชอบการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีเนื้อหาไม่นับอายุความคดีที่จำเลยหนีคดีว่า การตรวจสอบบุคคลที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างเข้มข้นนั้นเห็นด้วย แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติหรือมีเงื่อนไขเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ โดยหลักการแล้วกฎหมายบังคับใช้ทั่วไปและการทุจริตจะเกิดขึ้นได้ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย คงไม่ได้มีเฉพาะภาคการเมืองเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นร่วมมือหรือสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนักธุรกิจ ปรบมือข้างเดียวคงไม่ดัง ส่วนตัวในฐานะนักการเมืองยินดีที่จะมีการตรวจสอบที่เข้มข้น โดยไม่ได้มองในแง่ตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือใคร แต่มองในมุมของระบบมากกว่า

“สุรชัย” หักล้าง 6 ข้อโต้แย้ง กกต.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาลงมติร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย พิจารณาข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นของ กกต.เสร็จแล้ว โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ในฐานะประธาน กมธ. ร่วม 3 ฝ่าย รายงานผลการพิจารณาว่า กรณี กกต.โต้แย้งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว 6 ประเด็น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1.มาตรา 11 วรรคสาม การกำหนดคุณสมบัติของกรรมการสรรหาเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ 2.มาตรา 12 วรรคหนึ่ง การกำหนดคุณสมบัติของ กกต. เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ 3.มาตรา 26 หน้าที่และอำนาจของ กกต. 4.มาตรา 27 อำนาจการจัดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น 5.มาตรา 42 การให้ กกต.มอบอำนาจสอบสวนได้ 6.มาตรา 70 วรรคหนึ่ง การให้ประธาน กกต.และ กกต. พ้นจากตำแหน่งนับจากวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาแล้ว มีมติเสียงข้างมากว่า ข้อโต้แย้งในแต่ละประเด็นตรงตามเจตนารมณ์ทุกประการ จึงไม่แก้ไขร่างที่ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วแต่อย่างใด

“ศุภชัย” โวยออก ก.ม.ขัดนิติธรรม

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ในฐานะคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ยืนยันแต่ละประเด็นขัดแย้งต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ที่ให้ กกต.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งนับจากวันที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ประเพณีรัฐธรรมนูญและเป็นการออกกฎหมายเลือกปฏิบัติเพราะองค์กรอิสระอื่น อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ กมธ.แก้ไขเนื้อหาโดยไม่ได้รับฟังเหตุผลให้รอบด้าน และไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา การให้ กกต.พ้นจากตำแหน่งเป็นการจำกัดและลิดรอนสิทธิมากเกินไป เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เมื่อเห็นว่ากฎหมายไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจึงต้องโต้แย้ง กกต.ต้องรักษาศักดิ์ศรี แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าผลจะออกมาอย่างไร

“ปกรณ์” ยืนกรานปราศจากอคติ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า สิ่งที่ กมธ.ร่วมลงมติไม่ได้ยึดตัวบุคคล แต่ยึดเจตนารมณ์และหลักการ การลงมติเป็นไปด้วยจิตใจสะอาด ปราศจากอคติตามหลักการและเหตุผล บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้องค์กรอิสระต้องคงอยู่ต่อไป แต่ให้ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง และองค์ประกอบของแต่ละแห่งว่าจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด ไม่อยากให้มองว่าการดำรงอยู่ในตำแหน่งเป็นเรื่องสิทธิ แต่ขอให้มองเป็นเรื่องการอาสามาปฏิบัติหน้าที่ การให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งไม่ใช่การลงโทษ เพราะระบุชัดเจนให้ผู้พ้นตำแหน่งได้รับบำเหน็จ หากเป็นการลงโทษคงไม่ระบุเรื่องนี้ไว้ ยืนยันว่าไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม แต่จำเป็นเมื่อปรับโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่การออกกฎหมายย้อนหลังโดยเป็นโทษ

ลงมติเห็นชอบท่วมท้น 194 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทุกฝ่ายชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุม สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ด้วยคะแนน 194 ต่อ 0 งดออกเสียง 7 จากนั้นจะส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ถือเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ สนช.เสร็จสิ้นกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนด

สนช.ตีกันปิดประตูส่งตีความ

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช.(วิป สนช.) กล่าวว่า สนช.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปให้นายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 145 และต้องรอไว้ 5 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างฯ จากรัฐสภา เพื่อรอดูว่าจะมีการยื่นเรื่องให้ศาล รัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ แต่ตามมาตรา 148 ของ รัฐธรรมนูญระบุว่า ผู้ที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ มีเพียง 2 ฝ่ายเท่านั้นคือ 1.สนช.เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของ สนช.ทั้งหมด ส่งให้ประธาน สนช. ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ 2.นายกฯส่งเรื่องเอง กกต.หรือหน่วยงานอื่นไม่มีอำนาจยื่นเรื่องได้เอง กรณีนี้คงเป็นไปได้ยากที่ สนช.จะเข้าชื่อ เพราะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงปิดประตูที่ สนช.จะยื่นให้ตีความ

กกต.เตรียมถกยื่นศาล รธน.หรือไม่

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึง สนช.ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ว่า กำลังประสานเพื่อให้ กกต.ร่วมประชุมกับคณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.วันที่ 18 ก.ค.เพื่อหารือว่าจากนี้จะส่งศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายลูกดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะใช้ช่องทางใดยื่น ช่วงดังกล่าวยังอยู่ในระยะเวลา 5 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่านับแต่นายกฯ รับร่างกฎหมายจาก สนช.แล้วให้รอไว้ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อดูว่าจะมีสมาชิก สนช. 1 ใน 10 เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของร่างกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีให้ดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

แขวะร่าง ก.ม.ต้องบังคับใช้ได้จริง

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่ สนช.และ กรธ. มีแนวทางแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ กกต.มีหน้าที่แค่กวดขันพรรค การเมืองทำไพรมารีโหวต ไม่สามารถแจกใบเหลืองใบแดงได้ว่า การแก้ไขร่างกฎหมายหากทำให้การปฏิบัติเป็นไปได้ง่ายและสะดวกก็ยินดี แต่อยากฝากถึงผู้ร่างกฎหมายขอให้พิจารณาให้รอบคอบว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ต้องมีบทบัญญัติเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ได้ ไม่ใช่ร่างขึ้นมาแล้วทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่ควรมีหลักเกณฑ์ใหม่เสียดีกว่า ส่วนกระแสข่าวว่าปัญหาดังกล่าวอาจนำมาสู่การคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตนเห็นว่าไม่น่าจะกระทบต่อแผนการเลือกตั้ง

“บุญสร้าง” เปิดหูฟังตลอด 9 เดือน

ส่วนความคืบหน้าการปฏิรูปองค์กรตำรวจ วันเดียวกัน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ สมาชิกสนช.ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจนัดแรกเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ว่า เป็นการวางแนวทางการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยจะนำผลการศึกษาเก่าๆที่หลายคณะเคยทำมาประกอบด้วย ส่วนขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ จะเปิดรับฟังให้นานที่สุดตลอด 9 เดือนของการทำงาน หรือ ถึงเดือน เม.ย.61 คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯจะกำหนดรูปแบบวิธีการ อาทิ แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์หรือไปรษณีย์ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์–โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่ได้กำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ เพียงแต่อยากให้การปฏิรูปตำรวจทันตามกรอบเวลาที่กำหนด เชื่อว่าในอนาคตการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจจะดีขึ้น ไม่เช่นนั้นแปลว่าเราทำไม่ได้เรื่อง

“มาร์ค” แนะรับข้อมูล ปชช.แต่ต้นมือ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่าคนให้ความสนใจมากคือการซื้อขายตำแหน่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องมีทิศทางชัดเจน โดยควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังก่อนที่คณะกรรมการฯจะไปทำข้อเสนอของท่านมา เพราะถ้าทำข้อเสนอ ออกมาแล้วค่อยมารับฟัง ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันกับข้อเสนอขององค์กรประชาชน ภาคประชาสังคม จะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอีก ส่วนที่บางฝ่ายเสนออยากเห็นการปฏิรูปทหารด้วยนั้น คิดว่าทุกองค์กรต้องมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ถ้าจะเรียกปฏิรูปหรือพัฒนาก็ว่ากันไป เพียงแต่ขณะนี้มีความขัดแย้งตอบโต้ระหว่างกองทัพกับนักการเมืองบางกลุ่ม พูดทำนองว่าทหารอยู่เหนือการเมือง เวลาเขาเป็นรัฐบาลเอง เขากลับไม่มีนโยบายเหล่านี้ บางรัฐบาลพยายามเอาใจกองทัพด้วยการจัดงบเยอะๆ แต่ถ้ามีนโยบายที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของบ้านเมือง กองทัพเขาก็มีวินัยและปฏิบัติด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนักการเมืองอยากไปแทรกแซงแต่งตั้งกองทัพได้เหมือนอีกหลายหน่วยงาน แบบนี้ตนไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราบอกว่าไม่อยากให้มีรัฐประหารอีกแล้ว ตรงนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพหรือไม่ เราเถียงกันไม่จบว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเพราะอะไร นี่เป็นอีกประเด็นที่ต้องพูดกันให้ชัดๆ

“บิ๊กป้อม” ย้ำโผทหารว่าตามเหล่าทัพ

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งเลขาสภาความมั่นคง (สมช.) คนใหม่ หลัง พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช.ส่งรายชื่อให้แล้วว่า มีหลายคน ไม่เป็นไร ส่วนที่ พล.อ.ทวีปเสนอชื่อคนใน สมช.และจะเป็นทหารหรือพลเรือน จะคนนอกหรือคนในต้องดูความเหมาะสม อย่าง พล.อ.ทวีปก็มาจากกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อถามว่าจะยึดตามที่ พล.อ.ทวีปเสนอหรือนำมาพิจารณาร่วมกับเหล่าทัพอื่น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เดี๋ยวตนดูเอง การจัดโผทหารในปีนี้ไม่ได้หนักใจ เพราะเหล่าทัพเขาทำมา เขาว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ในส่วนของแคนดิเดต ผบ.ทร.คนใหม่ระหว่าง พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วย ผบ.ทร. กับ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร.ให้ ผบ.ทร.จัดมา ไม่ต้องห่วงหรอก ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพูดคุยกับนายกฯหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คงไม่ต้องคุยก็เสนอไปเลย

ส่ง 2 รองชิงดำปลัดสำนักนายกฯ

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้แต่ละกระทรวงส่งชื่อให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯรวบรวมให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะ ครม.ว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ได้นำข้อมูลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่ควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นปลัดสำนักนายกฯแทนตนส่งให้กับนายวิษณุแล้ว โดยได้เสนอชื่อ 2 รองปลัด สปน. ได้แก่ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ และนายสมพาศ นิลพันธ์ ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ ทั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลได้เร่งรัดแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากยังมีงานสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการจำนวนมาก ส่วนตัวตนอยากได้คนใน สปน.ขึ้นมาทำหน้าที่เพราะงานมีหลายมติ

“พิมล–สรรเสริญ” ซิวเก้าอี้ คตง.

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีนายวีรพล ตั้งสุวรรณ ประธานฎีกาเป็นประธาน เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้สมควรได้รับการสรรหาเป็น คตง. 7 คน จากผู้สมัคร 58 คน ที่ประชุมลงมติเลือกผู้สมควรเป็น คตง. 7 คน คือ 1.นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็น คตง.ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน 2.นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็น คตง.ด้านกฎหมาย 3.นางอรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคตง.ด้านกฎหมาย 4.น.ส.จินดา มหัทธนวัฒน์ อดีตรองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็น คตง.ด้านบัญชี 5.พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ อดีต ผอ.สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก เป็น คตง.ด้านการตรวจสอบภายใน 6.นายวีระยุทธ ปั้นน่วม รอง ผอ.สำนักงบประมาณ เป็น คตง.ด้านการเงินการคลัง 7.นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นคตง.ด้านอื่นๆ ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาฯจะทำรายงานเสนอต่อประธาน สนช.นำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุม สนช.เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

“บิ๊กตู่” กระชับความร่วมมือกาตาร์

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเชค ญัสซิม บิน อับดุลเราะฮ์มาน บิน มุฮัมมัด อาลอับดุลเราะฮ์มาน อาลษานี เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยนายกฯได้แสดงความยินดีและหวังว่าทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมจะขยายความร่วมมือกับกาตาร์ ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ทั้งนี้นายกฯยืนยันไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มอาหรับทุกประเทศ พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อนำสันติสุขกลับสู่ตะวันออกกลาง

“มาร์ค” แนะแหล่งทุนรถไฟไทย-จีน

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการพบปะหารือกับ Mr.Jin Liqun ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 14 ก.ค. เวลา 09.00 น. ว่า ได้พบกับประธาน AIIB เมื่อปี 2559 จะได้หารือความเป็นไปได้ที่ไทยจะใช้บริการทางเลือกที่ดีเพื่อหาแหล่งทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว และรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเรื่องแหล่งเงินกู้ในโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ หลายประเทศขอกู้เงินจากธนาคารนี้แล้ว เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จอร์เจีย เป็นต้น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงในภูมิภาค ควรเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น จะได้ปรึกษาถึงแนวทางในอนาคตที่ไทยต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก หลายเรื่องควรทำลักษณะเชื่อมโยงกับภูมิภาค จะสอบถามลู่ทางที่ธนาคาร AIIB จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนไทยได้ รัฐบาลควรสนใจธนาคารนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ทราบว่าการหาแหล่งเงินทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รัฐบาลติดต่อกับธนาคารนี้หรือไม่

อัดขึ้นค่าไฟผลักภาระชาวบ้าน

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุจะขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จากผู้ใช้ไฟฟ้างวดใหม่ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.60 อีก 8.87 สตางค์ต่อหน่วยว่า ขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทบทวนให้ถี่ถ้วน คราวที่ราคาพลังงานลดไม่เคยเห็นค่าไฟฟ้าลดลง ยุคปัจจุบันนานาประเทศส่งเสริมพลังหมุนเวียน แต่กระทรวงพลังงานของไทยกลับทำสวนทางกระแสโลก หากส่งเสริมพลังงานสะอาดไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ขัดแย้ง แต่กระทรวงพลังงานกลับเน้นส่งเสริมให้นายทุนใหญ่ทำเป็นโซลาร์ฟาร์ม หากรัฐบาลนี้จริงใจควรส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผลักภาระให้ชาวบ้าน