วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องความพร้อมก่อนเกมเปิดหัวคิงส์คัพ 'ไทย-เกาหลีเหนือ'

เหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ การแข่งขันศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ประจำปี 2560 ก็จะเริ่มขึ้น โดยในปีนี้ได้ 3 ยอดทีมอย่าง บูร์กินาฟาโซ, เกาหลีเหนือ และ เบลารุส ร่วมโม่แข้ง เพื่อความเป็นเลิศของศึกฟุตบอลอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งสยามประเทศ...

แน่นอนว่าไฮไลต์แฟนบอลไทย ย่อมหนีไม่พ้นการแข่งขันในคู่ที่ 2 ของวันแรก ซึ่งพลพรรค "ช้างศึก" ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่า จะลงเผดียงแข้งกับทัพ "โสมแดง" เกาหลีเหนือ อดีตแชมป์ 3 สมัย และเพื่อนร่วมทวีปเอเชีย ซึ่งก่อนที่เสียงนกหวีด 90 นาทีจะเริ่มต้นขึ้น ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์จะพาไปเจาะความพร้อม รวมถึงขุมกำลังของทั้งสองทีมว่าให้ได้ทราบกันว่า แต่ละมีขุมกำลังและความพร้อมดีมากน้อยแค่ไหน

ทีมชาติไทย (THAILAND)

โค้ช : มิโลวาน ราเยวัช

อันดับโลก : 131 

ผลงาน 5 นัดล่าสุด 

ชนะ อินโดนีเซีย 2-0

แพ้ ซาอุดีอาระเบีย 0-3

แพ้ ญี่ปุ่น 0-4

แพ้ อุซเบกิสถาน 0-2

เสมอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1-1

แม้จะยังควานหาชัยชนะแรกของปี 2017 ไม่เจอ แต่พลพรรคช้างศึกก็ดูดีมีทรงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้ มิโลวาน ราเยวัช ขรัวเฒ่าชาวเซิร์บเข้ามาช่วยขันแนวรับให้แน่นขึ้น พร้อมกับเนรมิตช้างศึกตัวนี้ให้กลายเป็นช้างที่รอบคอบ เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก จนหลายคนค่อนขอดว่าทีมชาติไทยภายใต้มันสมอง ราเยวัช เล่นเป็นแต่เกมรับ

อย่างไรก็ตาม เฮดโค้ชทีมชาติไทย ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า พร้อมติดตั้งโปรแกรมเกมรุกให้กับทัพช้างศึกมากขึ้นกว่าเดิม ในการแข่งขันคิงส์คัพครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ ที่จะได้มีโอกาสลองทีม ดูฟอร์มนักเตะใหม่ รวมถึงได้ส่องฝีเท้าของนักเตะใหม่หลายรายอย่างใกล้ชิด

ส่วนการขาดหายไปของ ธีรศิลป์ แดงดา, นูรูล ศรียานเก็ม และ ทริสตอง โด ไม่น่าจะเป็นปัญหาให้ ราเยวัช ปวดกบาลมากนัก เพราะยังมีแข้งอีกหลายรายที่พร้อมทดแทน ส่วนการจัดตัวในเกมนี้ก็ไม่น่าเปลี่ยนแปลงจาก 2 เกมที่ผ่านมามากนัก เพราะแนวรับดูค่อนข้างลงตัว แต่น่าสนใจคือ ในเกมรุกอาจจะได้เห็นการการจับคู่กันของ สิโรจน์ ฉัตรทอง และ อดิศักดิ์ ไกรษร เป็นครั้งแรก รวมถึงตัวสอดแทรกอย่าง “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย อาจจะได้รับโอกาสออสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมนี้

11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ฟิลิป โรลเลอร์, พรรษา เหมวิบูลย์, เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, ธีราทร บุญมาทัน, ธนาบูรณ์ เกษารัตน์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, มงคล ทศไกร, สิโรจน์ ฉัตรทอง, อดิศักดิ์ ไกรษร

เกาหลีเหนือ (DPR Korea)

โค้ช : ยอร์น แอนเดอร์เซ่น

อันดับโลก : 113

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ชนะ ไต้หวัน 2-0

ชนะ กวม 2-0

ชนะ ฮ่องกง 1-0

เสมอ กาตาร์ 2-2

เสมอ ฮ่องกง 1-1

อีกหนึ่งขาประจำของศึกคิงส์คัพ ที่กวาดแชมป์ไปครองได้แล้วถึง 3 สมัย คือในปี 1986 1987 และ 2002 โดยในครั้งนี้ได้ ยอร์น แอนเดอร์เซ่น กุนซือมากประสบการณ์ชาวนอร์วีเจียนวัย 53 ปีนำทัพบุกแดนสยาม

สำหรับทัพนักเตะโสมแดง ถือว่าโชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างคงเส้นคงวา นับตั้งแต่กุนซือชาวนอร์เวย์เข้ามาคุมทัพ ยังไม่แพ้ใครตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2016 หลังบุกไปเสียท่าให้กับเวียดนามถึงโฮจิมินห์ 5-2

ส่วนการบุกมาเยือนเมืองไทยในครั้งนี้ อาจจะพูดได้ว่าพวกเขามีความพร้อมและแข็งแกร่งพอสมควร เมื่อขนผู้เล่นตัวหลักเดินทางมาอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น รี เมียง กุก นายทวารจอมเก๋าเจ้าของสถิติติดทีมชาติมากที่สุด พร้อมด้วย จาง กุก โชล กองหลังอนาคตไกล อีกทั้งยังมี ปาร์ค ซอง โซล, คัง กุก โชล, ยุน อิล กวาง, โซ เคียง จิน, รี ซัง โชล และ คิม จู ซอง

11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม : รี เมียง กุก(GK), จาง กุก โชล, ปาค เมียง ซอง, คิม โชล บอม, คัง กุก โชล, ปาค ซอง โซล, ซิม ฮอน จิน, เมียง ชา ฮอน, รี ยอง โชล, ริม กวาง ฮอก, คิม จู ซอง 

อย่าลืมติดตามชมและเชียร์ทีมชาติไทย แบบใกล้ชิดติดขอบสังเวียนราชมังคลากีฬาสถาน ในการป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ทั้งในวันที่ 14 และ 16 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ยังติดตามได้ทาง ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ซึ่งจะยิงสดความมันให้ชมกันอย่างจุใจทั้ง 4 นัด