บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หายนะคนปี 27 EP.2 ผ่าน 33 ปีเมินเอาผิด จนท. โยนบาป ปชช.ไล่เช็กเอง!?

“ผมมองว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนด้วยที่จะต้องตรวจสอบเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐออกให้ ซึ่งหากอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็เช็กได้ แต่อยู่ในกระดาษเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะเช็กอย่างไรเพราะเอกสารอยู่กับประชาชน ดังนั้น การโทษเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น ผมมองว่ามันไม่แฟร์ทีเดียวนัก” นี่คือคำอธิบายจากนายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน เมื่อถูกทวงถามหาความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ผิดพลาดเมื่อ 33 ปีก่อน

หลังจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเสนอคำร้องทุกข์ของประชาชนผู้ที่เกิดปี 2557 และมีเลขบัตรประชาชนไม่ตรงกับใบสูติบัตร (EP.1 เลขบัตร ปชช.ไม่ตรงใบเกิด ชีวิตวุ่นแก้ไม่จบ ปค.พลาดเป็นหมื่น!) วันนี้ถึงคิวของทางฝั่งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาให้ข้อมูลต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งเรื่องการแก้ปัญหาให้กับประชาชนด้วย

โดย นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รับมอบหมายจาก ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง มาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้...

เปิดขั้นตอนการให้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หลังเริ่มจัดระบบทะเบียนราษฎรครั้งแรก!

ย้อนไปเมื่อปี 2527 หรือ 33 ปีที่แล้ว ประเทศไทยได้เริ่มจัดระบบทะเบียนราษฎรครั้งแรก โดยบุคคลภายในประเทศไทยทั้งหมดจะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน เพื่อแสดงตนว่าเป็นบุคคลประเภทใด ทั้งนี้ มีการกำหนดเลขบัตรประชาชนให้บุคคลที่อยู่ในประเทศไทยในปี 2527 จำนวน 50 ล้านคนทั่วประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก ‘เจเนอเรชั่นเก่า’ ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านฉบับกระดาษ จะได้เลขประจำตัวประชาชนหลักแรกเป็นเลข 3

กลุ่มที่สอง ‘เจเนอเรชั่นใหม่’ ที่เพิ่งเกิดตั้งแต่ 1 ม.ค. 2527 เป็นต้นไป จะได้เลขประจำตัวประชาชนหลักแรกเป็นเลข 1

ที่สำคัญเลขประจำตัว 13 หลักจะไม่มีทางซ้ำกัน เนื่องจากรันเลขจากระบบคอมพิวเตอร์ เช่น สำนักทะเบียนอำเภอนี้ มีประชากรในพื้นที่จำนวน 50,000 ราย ทะเบียนกลางจะรันเลขและพิมพ์เลขไปให้จำนวน 60,000 เลข จากนั้น สำนักทะเบียนอำเภอ จะนำเลขเหล่านี้ไปกรอกลงในทะเบียนบ้านฉบับใหม่ที่เป็นเล่มทีละคน จนบุคคลทั่วประเทศมีเลขประจำตัวประชาชนครบทุกคน โดยระบบจะรันเลขใหม่ให้ไม่มีทางที่เลขประจำตัวจะซ้ำแน่นอน

“เวลาให้เลขเราจะใช้คอมพิวเตอร์กำหนดให้ทั้ง 13 หลัก ไม่ได้กำหนดให้เฉพาะตัวแรกแต่ให้ทั้งชุดเลย และเขียนผิดตัวเดียวก็ไม่ได้เพราะคอมพิวเตอร์จะมีสูตรเช็กว่า เมื่อเลข 12 ตัวบวกลบคูณหารตัวสุดท้ายจะต้องเป็นแบบนี้ หากเขียนผิดจะแจ้งว่าเลขไม่ตรง ดังนั้น ไปเปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ ส่วนปัญหาที่เกิดบางคนมีเลขประจำตัว 2 เลข โดยเลขจากสูติบัตรและเลขบัตรประชาชนไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นการรันเลขชุดใหม่ที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เขียนเลขตัวใดตัวหนึ่งผิด” ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน อธิบาย

ไขต้นตอปัญหา เลขบัตรปชช. ไม่ตรงสูติบัตร นับหมื่นราย

จากข่าวที่ทางกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่า ผู้เกิดหลังปี พ.ศ.2527 สูติบัตรมีเลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1 และมีเลขประจำตัวประชาชนที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ในทะเบียนบ้าน จำนวน 10,821 ราย กระจายกันไปทั่วประเทศ ซึ่งได้แจ้งให้ประชาชนนำเอกสารทะเบียนบ้านตัวจริง มาแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว จำนวน 7,386 ราย คงเหลือ 3,435 ราย ส่วนหลังปี 2527 นั้นก็อาจจะมีบ้างเล็กน้อยแต่รวมแล้วไม่มากเท่ากับที่เจอหมื่นกว่าราย

นายวิเชียร กล่าวถึงต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นว่า เมื่อปี 2527 มีประชาชนเกิดล้านกว่าคน ขณะที่มีสำนักทะเบียน 1,000 กว่าแห่ง เกิดความผิดพลาดอยู่ 1% ซึ่งหลักเกณฑ์สำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 ม.ค. 2527 จะได้เลขสูติบัตรหรือเลขประจำตัวประชาชนหลักแรกขึ้นต้นด้วยเลข 1 ขณะเดียวกัน ได้ตรวจพบในภายหลังว่า มีประชาชนจำนวน 10,821 ราย ที่มีเลขประจำตัวประชาชนหลักแรกขึ้นต้นด้วยเลข 3 ซึ่งผิดหลักเกณฑ์

ทั้งนี้ สาเหตุที่ผิด เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับเลขประจำตัวประชาชน โดยปกติแล้วคนที่เกิดหลังวันที่ 1 ม.ค. 2527 จะต้องนำเลขในสูติบัตร มากรอกไว้ในทะเบียนบ้าน แต่มีเพียง 1% หรือ 10,000 กว่ารายที่เจ้าหน้าที่เอามาแต่ชื่อ-นามสกุล และวันเดือนปีเกิด แต่ไม่ได้นำเลขในสูติบัตรมาด้วย จึงเกิดความผิดพลาดขึ้น

“ตอนแรกเราไม่ทราบเพราะระบบสมัยนั้นใช้มือเขียนทั้งหมดเลย ไม่มีข้อมูลในคอมพิวเตอร์เลย ภายหลังเมื่อเรามีระบบคอมพิวเตอร์ใช้ ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่นำสูติบัตรสมัยเก่าๆ บันทึกข้อมูลและสแกนเข้าระบบ และตรวจพบว่าประชาชนหมื่นกว่ารายที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 สูติบัตรของพวกเขาเป็นเลขอะไร จึงพบว่าเป็นเลข 1 พอพบความผิดพลาดขึ้นเราก็ทยอยแจ้งให้ประชาชนมาแจ้งเปลี่ยนให้ถูกต้อง เพราะเลขประจำตัวประชาชนต้องเหมือนกันทั้งในสูติบัตร บัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้านด้วย ซึ่งเราได้แจ้งแล้ว 10 กว่าปี มีประชาชนมาแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 7 พันกว่าคน ส่วนที่เหลือเมื่อตรวจพบเราก็ทยอยแจ้งไปเรื่อยๆ” ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน อธิบาย

นายวิเชียร ยังยอมรับว่า สมัยก่อนงานทะเบียนราษฎรมีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการย้ายทะเบียนไปมาชื่อเปลี่ยน วันเดือนปีเกิดผิด นามสกุลจาก ส เป็น ล ซึ่งสาเหตุของปัญหาล้วนแล้วแต่เป็นความผิดพลาดจากคนที่ใช้ปากกาเขียน ดังนั้น จึงมีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนทำผิดพลาด หากคีย์เลขผิดระบบก็จะแจ้งเตือนทันที ขณะที่ใช้มือเขียนไม่มีระบบอะไรมาตรวจสอบซ้ำอีกครั้งจึงเกิดความผิดพลาดขึ้น

กรมการปกครอง สั่งปลดล็อก 3 ข้อ แก้ปัญหาบัตรปชช.ไม่ตรงใบเกิด

นายวิเชียร เผยว่า เมื่อได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่เดือดร้อนในการเดินเรื่องเปลี่ยนแปลงข้อมูล ทางอธิบดีกรมการปกครอง จึงมีแนวทางช่วยเหลือประชาชน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ในการติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ให้เกิดความรวดเร็ว และคล่องตัว โดยประชาชนสามารถดำเนินการได้ ดังนี้...

1.อนุญาตให้ใช้ได้ปกติไม่ต้องเปลี่ยน
ประชาชนสามารถใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ระบุในทะเบียนบ้านต่อไปได้ตามปกติ โดยไม่ต้องแก้ไขรายการเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในสำเนาทะเบียนบ้านให้ตรงกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักในสูติบัตร

2.หากต้องติดต่อหน่วยงาน และทางหน่วยงานไม่เชื่อ ให้ขอหนังสือรับรองจากอำเภอว่าเป็นคนเดียวกัน
กรณีที่ประชาชนไปติดต่อราชการหรือหน่วยงานอื่นที่จำเป็นต้องใช้สูติบัตร ให้นำหลักฐานทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสูติบัตรฉบับตัวจริง ไปยื่นต่อสำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักทะเบียนเขต/สำนักทะเบียนท้องถิ่น ให้ออกหนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลเดียวกัน

3.สลักหลังสูติบัตรยืนยันเป็นคนเดียวกัน
ประชาชนสามารถนำสูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 ไปยื่นต่อสำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักทะเบียนเขต/สำนักทะเบียนท้องถิ่น ที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อบันทึกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ตามสำเนาทะเบียนบ้านไว้ด้านหลังสูติบัตร เพื่อใช้เป็นเอกสารทางราชการยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ใช้ทั้ง 2 เลข ใช้เลขเดียวคือเลขตามทะเบียนบ้าน ส่วนสูติบัตรเป็นเอกสารซึ่งเป็นที่มาของชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ในฐานข้อมูลประชาชน 65 ล้านคนที่มีอยู่นั้น ยึดจากฐานทะเบียนบ้านเป็นหลัก

“ถามว่าทำไมเพิ่งจะมาบอกประชาชนในวันนี้ว่า อนุญาตให้ใช้เลขเดิมได้ไม่ต้องเปลี่ยน เพราะในอดีตเราพยายามจะทำให้ถูกต้องตามระเบียบ เอกสารต้องตรงกัน ซึ่งในอดีตเมื่อแก้ตอนทำบัตรประชาชนครั้งแรก ยังไม่มีการทำธุรกรรมต่างๆ จะไม่ค่อยเกิดปัญหาอะไร กระทั่งปัจจุบันคนที่เกิดปี 2537 อายุ 33 ปีแล้ว มีการทำธุรกรรม ติดต่อหน่วยงานต่างๆ มากมาย ทางกรมการปกครองจึงออกแนวปฏิบัติใหม่ โดยคนที่ยังไม่ได้เปลี่ยน 3 พันกว่าคน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลขแล้ว ให้ใช้เลขเดิมไปเลย ซึ่งไม่มีผลอะไร” ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน กล่าว

ผู้สื่อข่าวซักถามต่อว่า ประชาชนกลุ่มที่แก้ไขแล้ว 7 พันกว่ารายนั้น บางรายยังดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกับหน่วยงานที่ติดต่อไว้ยังไม่จบสิ้น ประเด็นนี้จะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไรบ้าง ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน เผยว่า ไม่ต้องไปตามแก้ไขก็ได้ เพราะเลขเก่ากับเลขใหม่ก็ใช้ได้ โดยเลขหลักแรกที่เป็นเลข 1ในสูติบัตรเป็นเอกสารประกอบ แต่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรจะเป็นเลขตามทะเบียนบ้านคือเลข 3 หรือใช้วิธีตามข้อที่สอง คือ การออกเอกสารรับรองจากทางราชการ เหมือนกับผู้ที่เปลี่ยนชื่อ-สกุล เพื่อแสดงตนว่าเป็นคนเดียวกัน

“เราจะให้ใช้เลขใดเลขหนึ่ง เพียงแต่ว่าเอกสารจะขัดแย้งกันเอง โดยถ้ามีคนขอดูสูติบัตรกับบัตรประชาชนจะเห็นว่าเลขไม่เหมือนกัน ซึ่งโดยข้อเท็จจริงเมื่อโตแล้วก็ไม่มีใครดูสูติบัตร เพราะมีบัตรประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ใช้เลข 3 ต่อไป เพราะยึดตามฐานทะเบียนคอมพิวเตอร์” ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน อธิบาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบทางทะเบียนราษฎร์ เมื่อมีเด็กเกิดใหม่จะต้องมีสูติบัตรก่อน จากนั้น นำสูติบัตรไปเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน โดยการคัดลอกรายการจากสูติบัตรพร้อมเลข 13 หลักลงไปในทะเบียนบ้าน ต่อมาเมื่อจะทำบัตรประชาชน ทำบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนบ้านทั้งหมด ดังนั้น สูติบัตรจึงเป็นเพียงเอกสารประกอบ ซึ่งส่วนใหญ่การทำนิติกรรมใดๆ หรือติดต่อหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน จะไม่ได้ใช้สูติบัตร จึงไม่ได้จำหน่ายทิ้ง

ปค. มั่นใจ อนาคตไร้ปัญหา ยอมยกเว้นให้คนเดือดร้อนแม้ขัดหลักเกณฑ์

ขณะที่ หากประชาชนต้องไปดำเนินการทางทะเบียน เช่น เปลี่ยนชื่อ ย้ายทะเบียนบ้าน จดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ทำให้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเลขประชาชนให้ถูกต้องก่อนนั้น ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน ระบุว่า ไม่มีปัญหา เพราะต่อไปจะปลดล็อกระบบให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเลข ซึ่งปัจจุบันนี้ระบบเชื่อมกันทั้งประเทศแล้ว

ทางกรมการปกครองให้ความมั่นใจได้แค่ไหน ว่าคนที่เปลี่ยนแล้ว และยังไม่ได้เปลี่ยน ในอนาคตจะไม่เกิดปัญหาอะไร ผอ.วิเชียร ตอบว่า “ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และขอเรียนว่าคนอายุ 33 ที่ไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ดูสูติบัตรแล้วดูแต่บัตรประชาชน หากจะมีปัญหาคือ การขอดูสูติบัตร ว่า เหตุใดเลขไม่ตรงกัน แต่ผมคิดว่าไม่เกิดปัญหาถ้าไม่เปลี่ยนหรือประสงค์จะเปลี่ยน ซึ่งเราทำงานด้านข้อมูลของประชาชน เราจึงพยายามทำให้ข้อมูลนั้น ถูกต้องที่สุด ในอนาคตอีก 20-30 ปี ทีมที่บริหารไม่อยู่แล้ว ทีมอื่นจะจำได้หรือไม่ว่า บางคนมี 2 เลข ซึ่งอาจจะขัดกับหลักเกณฑ์แต่ทางอธิบดีกรมการปกครองก็ยอมยกเว้นให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อน”

ทนายวันชัย ยัน เลขบัตรปชช.ไม่ตรง ทำนิติกรรมไม่ถือเป็นโมฆะ!

การใช้เลขบัตรประชาชนผิด ทำให้การใช้สิทธิ์ต่างๆ การทำสัญญา ถือเป็นโมฆะหรือไม่ นายวันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง ให้อธิบายในแง่ของข้อกฎหมายว่า การทำนิติกรรมใดๆ กฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่ทำต้องมีความสามารถในการทำ โดยบรรลุนิติภาวะ อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ทำนิติกรรมใดๆ สมบูรณ์ทั้งสิ้น ส่วนเรื่องบัตรประชาชนตรงหรือไม่ตรงเป็นเพียงหลักฐานประกอบเท่านั้น

ฉะนั้น การแต่งงาน การเป็นทหาร การบวชพระ การฝากเงินในบัญชีไว้กับธนาคาร การซื้อขายที่ดิน ตลอดจนไม่ว่ากระทำการใดๆ ใช้หลักฐานไปแสดงกับใครทุกอย่างสมบูรณ์หมด เลขบัตรประชาชนเป็นเพียงหลักฐานในการทำ แต่ไม่ได้หมายความว่า การมีบัตรประชาชนแล้วจะทำให้นิติกรรมนั้นสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เพราะการทำให้สมบูรณ์นั้น อยู่ที่ตัวเรา ส่วนหลักฐานเมื่อไม่ถูกต้องก็นำมาแก้ไขให้ถูกต้องเหมือนกับการเปลี่ยนชื่อ-สกุล ที่ต้องใช้ใบรับรองมายืนยันเช่นเดียวกัน

ผอ.สำนักทะเบียน ยัน ผ่าน 33 ปี เลิกหา จนท. ทำพลาด ลั่นหากผิดปีที่แล้วจะเรียกสอบ!

การที่ประชาชนออกมาเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบนั้น ในฐานะ ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน จะดำเนินการอย่างไรกับข้าราชการที่ทำผิดพลาด ผอ.วิเชียร นิ่งคิดอยู่ครู่ ก่อนกล่าวว่า “ผมมองว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนด้วยที่จะต้องตรวจสอบเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐออกให้ ซึ่งหากอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็เช็กได้ แต่อยู่ในกระดาษเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะเช็กอย่างไรเพราะเอกสารอยู่กับประชาชน ดังนั้น การโทษเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น ผมมองว่ามันไม่แฟร์ทีเดียวนัก”

เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินการสั่งสอบย้อนหลังกับเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดพลาดหรือไม่นั้น ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน ตอบว่า “33 ปีมาแล้วจะไปหาคนที่เขียนผิดพลาดได้ที่ไหน ถ้าเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วผมจะตามสั่งสอบให้เลย แต่ผ่านมา 33 ปีมันนานมากแล้ว ไม่รู้จะไปตามยังไง น่าจะเกษียณหรือเสียชีวิตกันหมดแล้ว”

อย่างไรก็ตาม นายวิเชียร ทิ้งท้ายฝากไว้ด้วยว่า ปัจจุบันได้พัฒนามาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่มีความผิดพลาดแล้ว นั่นคือ ภาพใหญ่ที่รัฐได้ดำเนินการพัฒนาระบบ และไม่อยากให้สื่อมวลชนมองจุดผิดพลาดเล็กๆ มาทำให้ประชาชนเสียความมั่นใจในระบบที่ได้ทำมา บางครั้งตนมองว่าไม่ยุติธรรมกับหน่วยงานราชการ ซึ่งตอนนี้ได้พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว โดยการอนุญาตให้ประชาชนไม่ต้องแก้ไขข้อมูล

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน