วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปตำรวจ แบ่ง 5 คณะทำงาน

ตีกรอบ 5 เดือน จ้างบริษัทฝรั่ง สังคายนาก.ม.

“บุญสร้าง” ได้ฤกษ์นั่งหัวโต๊ะประชุม กก.ปฏิรูปตำรวจนัดแรกแบ่ง 5 คณะทำงานดึงมือฉมังคุมเกม ตีกรอบใน 5 เดือนต้องเห็นพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์ และปิดจ็อบ ภายใน 31 ธ.ค. ด้าน “ประยุทธ์” ไล่เนื้องาน ป.ย.ป.สั่งทีมงานเกาะติด ปฏิรูป 11 ด้าน เอกชนช่วยลงขันจ้างบริษัทฝรั่งไล่สังคายนากฎหมายล้าหลัง ปชป.กระทุ้งรัฐบาลช็อปอาวุธมือระวิง เข้าตำรา “น้ำขึ้นให้รีบตัก” “ถาวร” เหน็บเป็นผู้นำต้องมีน้ำอดน้ำทน “ปึ้ง” แนะภาวะข้าวยากหมากแพงซื้อเครื่อง ซิมูเลเตอร์คุ้มกว่า “พิชัย” ซัดถลุงไป 9 แสนล้าน ชาวบ้านยังรู้สึกเฉยๆ “เต้น” ย้อนแสบประชาชนกลุ่มไหนเรียกร้องทหารปฏิวัติ “บิ๊กตู่” ฉุนสื่อจุ้นจ้านโผทหาร “บิ๊กป๊อก” ของขึ้นตามเจอถามโยกย้ายข้ามห้วย สนช.ใส่โทษหนักคดีนักการเมือง

รัฐบาลเริ่มเดินหน้าแผนการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั่งเป็นประธานการประชุม ป.ย.ป. ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ก็เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เป็นนัดแรก

“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะถก ป.ย.ป.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศ มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ร.อ.ทินพันธ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ให้ยึดกฎหมายอย่ามุ่งการเมือง

ต่อมาช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุมว่า ประชุมวางอนาคตประเทศ ขออย่ามองแต่ประเด็นการเมือง ที่สำคัญเรื่องกฎหมายต้องเอากฎหมายทั้งประเทศมาดูว่าจะปรับปรุงพัฒนาอย่างไรให้สอดคล้องและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรับให้เป็นสากลมากที่สุด และให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย อยากให้คนไทยให้ความสำคัญกับกฎหมายมากขึ้น อย่ามองว่ากฎหมายคือสิ่งที่บังคับควบคุม รัฐบาลไม่ต้องการบังคับประชาชน เราต้องการมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ไว้วางใจ เรื่องใดที่มีผลกระทบต้องมีมาตรการรองรับก่อนที่กฎหมายจะออกมา กฎหมายก็มีอยู่แล้วแต่ไม่ปฏิบัติ

สั่งทีมงานเกาะติดปฏิรูป 11 ด้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้มีหลายเรื่องปฏิรูปไปแล้ว อยากให้ย้อนกลับไปดูว่าวันนี้ ต่างจากวันที่ 22 พ.ค.2557 มีวาระการปฏิรูป 11 วาระ สปท. นำไปขับเคลื่อนออกมาเป็น 37 วาระ จะนำไปจัดอยู่ในกล่องเดิม 11 วาระให้ได้ เมื่อทำเสร็จจะออกมาเป็นแผนปฏิรูปที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน แล้วจึงไปขับเคลื่อนในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 คณะ ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ทุกคนจะได้ประโยชน์และผลตอบแทนที่สูงขึ้นดีขึ้น แต่ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือการปฏิรูปทุกอย่างไม่มีวันสำเร็จ หลายประเทศปฏิรูปโดยบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ ไม่สนใจความขัดแย้ง ประเทศเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่เคยชินกับการบังคับใช้กฎหมาย “ผมคาดหวังกับรัฐบาลและ คสช. ท่านจะคาดหวังกับผมหรือไม่ ไม่รู้ หรือท่านจะไปฟังคนอื่นก็ตามใจ ก็ไปดูวันหน้าแล้วกัน”

ใช้กลไกประชารัฐช่วยขับเคลื่อน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการ ป.ย.ป. แถลงว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมเรื่องปฏิรูปเข้าที่ประชุมป.ย.ป. วันที่ 24 ก.ค. ได้แยกการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปตำรวจออกไป ส่วนที่เหลือในการปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูประบบราชการ แบ่งเป็น 7 วาระสำคัญ คือ 1.การปฏิรูปกฎหมาย 2.การปฏิรูประบบตัวชี้วัดของภาครัฐทั้งหมด 3.ปฏิรูปการทำงานรัฐบาลให้คล่องตัวและกระชับมากขึ้น 4.ปฏิรูปจัดสรรกำลังพลภาครัฐ ให้ข้าราชการมีจำนวนที่เหมาะสมในอนาคต โดยคงข้าราชการที่มีประสิทธิภาพไว้ และเอาข้าราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพออก 5.ปฏิรูปงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 6.การปรับเปลี่ยนข้าราชการสู่ระบบดิจิทัล 7.ยกระดับการให้บริการประชาชน ผลักดัน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกให้เกิดเป็นรูปธรรมผ่านกลไกประชารัฐ

ลงขันจ้างบริษัทฝรั่งดู ก.ม.ล้าหลัง

นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า การปฏิรูประบบราชการต้องไม่ทำด้วยตัวเอง แต่ต้องมีภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ภาคประชาชนมีรายชื่อบ้างแล้ว อาทิ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาช่วยดูการปฏิรูปงบประมาณ นายกานต์ ตระกูลฮุน มาช่วยเรื่องปฏิรูปการยกระดับการบริการให้ประชาชน ส่วนการปฏิรูปกฎหมายมีความคืบหน้า ภาคเอกชนได้ลงขันจัดจ้างนายสก๊อต จาคอบ ประธานบริษัทที่ปรึกษากฎหมายบริษัท Jacobs, Cordova & Associates มาทำเรื่องกฎหมายที่ล้าหลัง และมีการนำเสนอจากกลุ่มนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ คือทำกฎหมายให้เข้าใจง่าย ประชาชนเข้าใจ ขณะที่ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. นำเสนอแผน การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 6 แผน ที่กำหนดว่า 6 เดือนข้างหน้าจะบรรลุผลอะไรบ้าง เพื่อ เห็นภาพการปฏิรูปเป็นรูปธรรมเห็นผลภายใน 1 ปี ในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลชุดนี้

ดึงพลังคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นเกิด

ด้านนางสีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการสานพลังปฏิรูปเพื่อพัฒนาพื้นที่และสังคมกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้การปฏิรูปมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทำงานจากระดับล่างขึ้นบน เปิดเวทีพร้อมกันทั่วประเทศ ให้ชาวบ้านคิดจากปัญหาของเขา ควบคู่กับสิ่งที่รัฐบาลคิด แล้วนำไปสู่การตั้งเป้าหมายเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน ทำให้ เกิดสัญญาประชาคมหรือทีโออาร์ ให้นักการเมืองหลังการเลือกตั้งเห็นว่าเขาควรทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ และที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการสานพลังคนรุ่นใหม่ เพื่อปฏิรูปพื้นที่เอาคนรุ่นใหม่กลับชนบท

ผลักดันกฎหมายตีคู่กับปฏิรูป

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อปป.) กล่าวว่า โจทย์ที่ตั้งไว้มี 8 เรื่องใหญ่ 20 ประเด็นย่อย สิ่งที่นำเสนอที่ประชุม คือ กำหนดว่าแต่ละเรื่องจะเดินหน้าอย่างไร เช่น 1 เดือนหลังจากนี้จะมีกฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.ป่าชุมชน การแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เพื่อปฏิรูปปัญหาขัดแย้งที่ดินป่า และให้ชุมชนร่วมรักษาป่าร่วมกับภาครัฐ ภายใน 2 เดือนข้างหน้า จะออก พ.ร.บ.ยุติธรรมชุมชน และ พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อจัดตั้งระบบยุติธรรมชุมชนให้เป็นกลไกหาข้อยุติความขัดแย้งกับชุมชน เป็นต้น

ยกระดับหน่วยงานความมั่นคง

ขณะที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปงานด้านความมั่นคง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า ในที่ประชุมมีการชี้แจงงานของคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน คือ การจัดทำฐานข้อมูลด้านความมั่นคง ซึ่ง สมช.รับผิดชอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลงกับหน่วยงานภาครัฐ 27 หน่วย ให้ สมช.นำฐานข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และประเมินเรื่องภัยคุกคาม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูล การจัดทำแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม ส่วนการปฏิรูปองค์กรตำรวจ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการ

ได้ฤกษ์ประชุมนัดแรกปฏิรูป ตร.

วันเดียวกันเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย แจ้งวัฒนะ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคณะปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เป็นนัดแรก ต่อมา พล.อ.บุญสร้างแถลงว่า มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ วางกรอบเวลาการทำงาน โดยยึดขั้นตอน 2-3-4 โดยแบ่งออกเป็น 5 คณะทำงาน คือ 1.คณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคล มีตนเป็นประธาน เน้นงานคณะนี้เป็นสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ยืนยันว่าเป็นเพียงการสร้างระบบการแต่งตั้งโยกย้าย ยังไม่มีผลกับการโยกย้ายในปีนี้ แต่บังคับใช้ในปี 2561 โดยจะออกมาเป็นกฎหมาย ส่วนจะระบุถึงหลักความอาวุโส ผลการทำงานอย่างไร ให้รอคณะอนุกรรมการฯ พูดคุยกันก่อน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ดึงมือฉมังนั่งคุมงานแต่ละด้าน

พล.อ.บุญสร้างกล่าวต่อว่า 2.คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา มีนายธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตรองประธานศาลฎีกาเป็นประธาน รับผิดชอบในส่วนการแยกงานสืบสวนสอบสวน 3.คณะอนุกรรมการด้านหน้าที่อำนาจและภารกิจของตำรวจ มีนายมนุชญ์ วัฒนโกเมร อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน 4.คณะอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็น มี พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีต ผบ.ทอ.เป็นประธาน 5.คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ มี ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน และ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ทำหน้าที่เป็นโฆษกคณะกรรมการ สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านนั้นๆ ของ สตช.ทำหน้าที่เป็นเลขานุการช่วยเหลือการปฏิบัติงานของแต่ละอนุกรรมการ

คาดหวังห้าเดือนเห็นพิมพ์เขียว

พล.อ.บุญสร้างกล่าวด้วยว่า เบื้องต้นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น คือ การแต่งตั้งโยกย้าย และระบบงานสอบสวน ส่วนเรื่องอื่นจะพิจารณาเป็นลำดับต่อไป ช่วง 2 เดือนแรกน่าจะเห็นเป็นรูปร่าง คือนำเรื่องต่างๆ มาศึกษา และ 3 เดือนถัดไป ลงมือปรับแก้กฎหมาย และเสนอเป็นกฎหมายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติก่อนเข้าสู่ระยะที่ 4 เปิดรับฟังความคิดเห็น แต่เราคาดหวังว่าช่วง 5 เดือนแรก ทุกอย่างต้องเสร็จสมบูรณ์ เชื่อมั่นว่าจะใช้เวลา 9 เดือนทำเรื่องปฏิรูปโครงสร้างตำรวจให้เสร็จตามนโยบายนายกฯ ส่วนจะมีข้อขัดข้อง หรือแรงต่อต้านมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงแผนการปฏิรูปของ สตช.ว่า จะเสนอแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปตำรวจ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2579 ให้ที่ประชุมพิจารณา แม้ว่าที่ประชุมจะไม่มีเรื่องการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น สตช.สามารถเสนอเพิ่มเติมได้

กอ.รมน.ตีปี๊บจัดเวทีประชาคม

พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง (ชุดที่ 3) จัดทำร่างสัญญาประชาคมเสร็จแล้ว มีกำหนดการชี้แจงประชาชนโดยการจัดเวทีสาธารณะในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ พื้นที่ภาคกลาง วันที่ 17 ก.ค. ที่สโมสรกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 (บก.ทภ.1) กทม. ภาคตะวันออก-เฉียงเหนือ วันที่ 18 ก.ค. ที่สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ วันที่ 19 ก.ค. ที่อาคารกีฬาเอนกประสงค์ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก และภาคใต้ วันที่ 20 ก.ค. ที่สโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช

ปชป.กระทุ้งรัฐมือระวิงช็อปอาวุธ

อีกเรื่อง นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ครม.มีมติอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินฝึกบินรบจากเกาหลี 8 ลำ รวมมูลค่า 8,800 ล้านบาท ว่า กองทัพควรจัดซื้ออาวุธตามความจำเป็น ถามว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ที่ผ่านมารัฐบาลเพิ่งซื้อเรือดำน้ำ และรถถังจากจีนร่วม 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน จะไม่ให้ชาวบ้านมองว่าเข้าภาษิต “น้ำขึ้นให้รีบตัก” ได้อย่างไร เมื่อเทียบกับปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด ข้าวโพด มังคุด แม้แต่ธุรกิจเลี้ยงปลาน้ำจืดต่างบ่นว่าขายไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน นายกฯ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.พาณิชย์ เคยรู้ปัญหาปากท้องชาวบ้านหรือไม่ ขยันซื้อแต่อาวุธ ขอให้ดูแลปัญหาปากท้องชาวบ้านก่อนดีกว่า

จวกเอื้อทุนใหญ่ไม่สนใจคนจนลง

นายประมวลกล่าวอีกว่า ที่กล่าวอ้างตัวเลขหอการค้าจังหวัด ว่าชาวบ้านยังมีกำลังซื้อนั้น ถามว่ารัฐบาลไม่รู้จริง หรือแกล้งไม่รู้ วันนี้คนจนคนชั้นกลางจนลง เพราะมีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ธุรกิจค้าปลีกเจ๊งต้องปิดกิจการกี่ล้านครอบครัว รัฐบาลเคยยอมรับความจริงนี้หรือไม่ ให้ไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ถามว่าแล้วแก้ไขเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านต่างพูดในร้านน้ำชากาแฟ ว่ารัฐบาลนี้อุ้มคนรวยเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ไม่เหลียวแลชาวบ้าน ไม่ใส่ใจพี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ นายกฯอย่ามัวแต่ฟังรายงานบนหอคอยงาช้างจากข้าราชการ ขอให้ลงพื้นที่แบบคนเดินดิน ไม่ต้องแจ้งหมายแห่ขบวนจัดผักชีโรยหน้า จะรู้ความจริงว่า 3 ปี รัฐบาล คสช.บริหารมาชาวบ้านเดือดร้อนอย่างไร สักวันประชาชนทนไม่ไหวรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

“ถาวร” ติงผู้นำต้องมีน้ำอดน้ำทน

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่าต่างประเทศมองปัญหาราคายางพาราไทยตกต่ำมาจากการเมืองนั้น นายกฯอาจไม่ชินกับข้อเรียกร้องของคนยากคนจนที่เดือดร้อน เพราะเป็นถึง พล.อ.มีเงินเดือน เงินบำนาญ มีสวัสดิการมากมาย ถ้าทางมาเลเซียกล่าวเช่นนั้นจริง พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปทำความเข้าใจ และต้องไตร่ตรองให้ดีว่าใครเป็นคนที่พูด เป็นพ่อค้าที่หวังกดราคายางของไทยให้ต่ำตลอดไปหรือไม่ แล้วสาเหตุที่แท้จริงแล้วคืออะไร เกิดจากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เกิดจากผู้ส่งออกกดราคา หรือไม่ตั้งคณะกรรมการติดตามควบคุมอย่างใกล้ชิด ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา นายกฯเคยสั่งส่วนราชการใช้ยางพารา แต่มีแค่ร้อยละ 5 เท่านั้นที่ทำ ส่วนที่เหลือเพิกเฉย เวลานี้ชาวบ้านตั้งคำถามว่ารัฐบาลซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ 3.3 หมื่นล้านบาทจากจีน เครื่องบินขับไล่ 8.8 พันล้านบาทจากเกาหลีใต้ เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กจากสหรัฐฯ ได้ ทำไมถึงไม่เสนอแลกยางพาราเป็นบาเตอร์เทรดบ้าง เมื่ออาสาเข้ามาทำงานต้องอดทน ต้องเข้าใจปัญหาคนจนให้มาก

“ปึ้ง” แนะซื้อซีมูเลเตอร์คุ้มกว่า

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า วงเงิน 8,800 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินฝึกขับไล่จากเกาหลีใต้ ถือเป็นเงินจำนวนมาก อยากให้กองทัพพิจารณาทบทวน เปลี่ยนเป็นการจัดซื้อเครื่อง SIMULATOR หรือเครื่องจำลองการบินแทน น่าจะประหยัดและถูกกว่ามาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และระบบแอนนิเมชันพัฒนาไปไกลมาก น่าจะเป็นประโยชน์และประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากกว่า รัฐบาลคสช.จะได้นำเงินส่วนต่างไปสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีงานทำ ถึงเวลาที่รัฐบาลทหารควรต้องคิดบริหารประเทศในเชิงธุรกิจบ้างแล้ว หันกลับมามองและยอมรับความจริงว่าภาพรวมเศรษฐกิจระดับล่างเป็นอย่างไร สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ออกเดินสำรวจข้อมูลหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่วาดฝันว่าเป็นไทยแลนด์ 4.0 แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ขณะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย

“พิชัย” ซัดถลุง 9 แสนล้านยังเฉยๆ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังปฏิวัติมา การช่วยเหลือเกษตรกรลดลงมาก แม้จะส่งออกข้าวได้มากแต่ไม่ช่วยให้ชาวนาเป็นอยู่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 จากเดิมอันดับที่ 11 ทั้งที่รัฐบาลใช้เงินไปจำนวนมาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ใช้เงินช่วยผู้มีรายได้น้อยไปแล้วกว่า 9 แสนล้านบาท สูงกว่าโครงการจำนำข้าวมาก แต่ประชาชนกลับไม่รู้สึกว่า ความเป็นอยู่ดีขึ้น เท่ากับสร้างความเสียหายให้ประเทศหรือไม่ และอยากทราบว่าโครงการใดของรัฐที่มีกำไรบ้าง หากบอกว่านายกฯต้องรับผิดชอบกับโครงการรัฐบาลที่ไม่มีกำไร ก็ต้องเอานายกฯทุกคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาดู อยากให้รัฐบาลศึกษาให้ดีก่อนออกมาตรการมา ที่ผ่านมารัฐบาลดูเหมือนไม่เข้าใจภาวะประเทศ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และความน่าเชื่อถือรัฐบาลยิ่งลดลง

“เต้น” ย้อนใครเรียกร้องทหาร ปว.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เท่าที่ได้สัมผัสคลุกคลีประชาชนจำนวนมาก ขอประกาศว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ เหมือนที่หลายคนในคสช.พูด ถ้าจะพูดแบบนี้ก็ควรพูดให้ชัดว่าประชาชนกลุ่มไหนเรียกร้องให้ยึดอำนาจ และกระบวนการ เรียกร้องเป็นอย่างไร อย่าเหมารวมเอาประชาชนทั้งหมด เพราะจะกลายเป็นการปลอมประวัติศาสตร์ หรือไม่เช่นนั้นกลุ่มคนที่ถูกกล่าวอ้างว่าเรียกร้องให้ทหารออกมา ต้องแสดงตัวให้ผู้คนเห็นว่าปัจจุบันอยู่ดีมีสุขอย่างไร เผื่อจะได้หันไปสนับสนุนอำนาจเผด็จการบ้าง แม้รู้ชัดว่าเป้าหมายคือจะอยู่ในอำนาจกันอีกยาว ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นเพราะหมากเกมที่วางไว้ ไม่ใช่ด้วยความต้องการของประชาชน

ทอ.แจงล้มโครงการT-50TH ไม่ได้

ต่อมาช่วงค่ำ พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษก กองทัพอากาศ ชี้แจงการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ของกองทัพอากาศ ว่า เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุ ส่วนที่ระบุว่าขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลไม่รักษาวินัยการเงินการคลังนั้น โครงการดังกล่าวมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ เพื่อนำเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินฝึกแบบ L-39 ปัจจุบันทยอยปลดประจำการเพราะครบอายุการใช้งาน หากไม่จัดหาทดแทนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ และการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล มีการวางแผนผูกพันงบประมาณข้ามปี แบ่งชำระเป็น 4 ปี ไม่สามารถชะลอการจัดซื้อฯได้เพราะจะกระทบต่อการฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศ

“บิ๊กตู่” ฉุนสื่อจุ้นจ้านโผทหาร

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีมีโผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารหลุดออกมาอย่างมีอารมณ์ ว่า “พวกสื่อชอบยุ่งแต่กันเรื่องเหล่านี้ ปรับย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวง เอาอะไรมาคิด เขียนกันทุกวัน แล้วถ้าไม่ได้ขึ้นมาให้ไปฟ้องพวกสื่อแล้วกัน ทั้งเรื่องตั้งผู้บัญชาการทหารบก ตั้งปลัดกระทรวง สื่ออยู่ในคณะกรรมการจัดตั้งกันหรือไม่ ไม่อยู่ก็ไม่ต้องมาพูด จะมาบอกกันว่าไม่เขียนถึงได้อย่างไรในเมื่อผมก็เห็นอยู่ทุกวัน”

เปิดรีมิกซ์ “ลำไย” เต้นแอโรบิก

ต่อมาช่วงเย็นที่บริเวณห้องโถงภายในตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วย พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะทำงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ร่วมเต้นแอโรบิกประมาณ 30 นาที ก่อนเดินกลับขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า สำหรับเพลงที่เจ้าหน้าที่นำมาประกอบการออกกำลังกาย เป็นเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ฉบับรีมิกซ์ของ “ลำไย ไหทองคำ”

“อนุพงษ์” ของขึ้นจี้ถามข้ามห้วย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ว่า นายกฯให้เวลาดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์ แล้วเสนอเข้า ครม. ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และผู้ตรวจราชการกระทรวงก่อน จากนั้นจะไปดูในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีกระบวนการดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อถามว่านายกฯระบุว่าให้ยึดหลักไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามห้วย ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ พล.อ.อนุพงษ์หันมาตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ถามผมหรือถามนายกฯ ตรงนี้มีหลักเกณฑ์พิจารณาตามกระบวนการ กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อยู่แล้ว ว่าไปตามนั้น และผมจะทำเฉพาะในตำแหน่งที่ว่างในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น ถ้าเรื่องข้ามห้วยต้องไปถามคนอื่น”

สนช.ใส่โทษหนักคดีนักการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 13 ก.ค. มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวาระที่ 2 และ 3 ที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จเเล้ว โดย กมธ.ฯ ได้ปรับแก้ไขเพิ่มเติมหลายประเด็น จากร่างที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมา อาทิ หมวด 2 ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ได้เพิ่มบทบัญญัติมาตราใหม่ คือ มาตรา 24/1 ให้การดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วให้อายุความสะดุดหยุดลง ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย หลบหนีไประหว่างการถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ถ้าคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับ เช่นเดียวกับ มาตรา 26 มีการปรับแก้ไขว่ากรณีที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลโดยเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้ได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล ส่วนกรณีที่ได้ออกหมายจับจำเลย แต่ไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยตั้งทนายความดำเนินการแทนได้

ป.ป.ท.แจ้งข้อหา 60 คดีจำนำข้าว

วันเดียวกัน นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ว่า คืบหน้าไปมาก อยู่ในขั้นตอนของการทยอยเรียกผู้เกี่ยวข้องกระทำความผิดมารับทราบข้อกล่าวหา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) เจ้าหน้าที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ โดยทยอยแจ้งข้อหาแล้ว 60 คดี จากจำนวนคดีที่ไต่สวนแล้วเสร็จ 211 คดี และกำชับให้ ป.ป.ท.ในเขตพื้นที่ต่างๆเร่งรัดการไต่สวนคดีทุจริตจัดเก็บข้าวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคดีค้าง เนื่องจากคดีนี้มีจำนวนมาก กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ หากไม่เร่งจัดการให้เสร็จจะส่งผลกระทบต่อการไต่สวนคดีอาญาอื่น ส่วนกระแสข่าวว่านายกฯสั่งการให้เร่งไต่สวนให้เสร็จภายในเดือน ต.ค.นั้น ไม่เป็นความจริง

แฉอ้างชื่อนายกฯตัดสิทธิประมูลข้าว

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น จากกรณีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีการประมูลข้าวชนิดที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. จำนวน 1.03 ล้านตัน และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. จำนวน 2.12 ล้านตัน แต่ปรากฏมีเรื่องส่อทุจริต พบมีการแอบอ้างชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รวมถึง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อตัดสิทธิบริษัทเอกชนบางรายที่จะเข้าร่วมประมูลข้าว ที่ให้ราคาข้าวสูงกว่า บริษัทค้าข้าวของกลุ่มอำนาจเก่า อ้างด้วยวาจาว่า ผู้มีอำนาจให้ตัดชื่อบริษัทหนึ่งออกจากการประมูลในช่วงก่อนการประมูลไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งตนไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด เป็นการแอบอ้างชื่อกันมากกว่า ดังนั้นจะทำหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังนายกฯ และ พล.อ.ฉัตรชัยต่อไป