วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำรวจพุ่งปมขัดโรงโม่ รับเงิน50ล้าน ชนวนฆ่าโหด8ศพที่กระบี่

ผญบ.เปาสังหารรู้ตัวพกปืนได้รูปสเกตช์แล้ว-ระดมตร.ล่า นายกอบต.คู่กรณีปดมีเอี่ยว

ผบ.ตร.สั่งระดมชุดสืบสวนมือดีทั้งสันติบาล กองปราบปราม บก.สส.บช.น. เข้าคลี่ปมฆ่าล้างครัวผู้ใหญ่บ้าน 8 ศพ ได้ภาพกล้องวงจรปิดรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ของคนร้ายขับมุ่งหน้าไปทาง จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมออกภาพสเกตช์หนึ่งในคนร้ายตามคำให้การผู้รอดชีวิต แต่ รรท.ผบช.ภ.8 ปฏิเสธไม่ใช่ ขณะที่ชุดสืบสวนกองปราบฯพบพยาน

ระบุคนร้ายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่นำหมายศาลโชว์พยานเพื่อถามทางไปบ้านเหยื่อ ส่วนพยานที่รอดชีวิตระบุหนึ่งในคนร้าย “สวมไอ้โม่ง” มีการพูดถึงเรื่องเงินที่มอบให้ผู้ใหญ่บ้านเหยื่อสังหาร ให้น้ำหนักปมขัดแย้งเรื่องผู้ตายรับเงินจากกลุ่มนายทุนโรงโม่หิน เพื่อดำเนินการให้เปิดโรงโม่ได้ แต่ทำไม่สำเร็จจนมีการทวงเงินคืน ส่วนปมอื่นๆยังไม่ตัดทิ้ง ด้าน นายก อบต.ที่ถูกระบุเป็นคู่กรณีผู้ตาย ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องตำรวจระดมกำลังล่าแก๊งฆาตกรทมิฬฆ่ายกครัวนายวรยุทธ สังหลัง อายุ 46 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รวม 8 ศพ เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ 6-7 คน สวมชุดลายพรางทหารอ้างมาขอตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย แล้วกักตัวภรรยาและลูกนายวรยุทธ รวมทั้งครอบครัวของน้องภรรยาไว้ในบ้านรอจนนายวรยุทธกลับจากทำงานตอนค่ำ ก่อนจะลงมือสังหารเหยื่ออย่างเลือดเย็นโดยใช้ปืน .38 ของนายวรยุทธจ่อยิงศีรษะเหยื่อเรียงตัวตายเกลื่อนบ้าน 5 ศพ และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 3 ศพ มีผู้บาดเจ็บ 3 คน คือนางอัญชลี บุตรเติม น้องภรรยานายวรยุทธ กับลูกสาวอีก 2 คน หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ลงไปตรวจที่เกิดเหตุ สั่งการ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. จัดชุดสืบสวนเข้าร่วมคลี่คลายคดี ส่วนปมมรณะตั้งไว้ 4 ประเด็น คือขัดแย้งนักการเมืองท้องถิ่นระดับ นายก อบต.คนหนึ่ง ขัดแย้งเรื่องการสร้างโรงโม่หิน ขัดแย้งเรื่องที่ผู้ตายยื่นฟ้องชาวบ้านรุกที่สาธารณประโยชน์ และธุรกิจไม่เปิดเผยบางอย่าง

ความคืบหน้าการสืบสวนหาชนวนสังหารโหด 8 ศพ เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ก.ค. พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์ หลักฐานกลาง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จ.กระบี่ พร้อมชุดสืบสวน บก.ป. ตรวจหาหลักฐานที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ที่เกิดเหตุ และประสานตำรวจในพื้นที่ตรวจหาหลักฐานรอบๆบ้านในรัศมี 150 เมตร เพื่อหา ร่องหลักฐานที่คนร้ายอาจทำตกไว้ ท่ามกลางผู้สื่อข่าวจำนวนมากมาทำข่าว ต่อมา พล.ต.ต.บุญทวี โตรักษา ผบก.ภ.จ.พังงา ได้รับคำสั่ง พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.8 พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิสันต์ รักมาก รอง ผกก.ป.สภ.อ่าวลึก และ พ.ต.ท.คมกฤษ สุขแสงเปล่ง รอง ผกก.สส. มาสอบถามผลการตรวจหาหลักฐานจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จากนั้นได้เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จ.กระบี่ ชุดสืบสวน สภ.อ่าวลึก และชุดสืบสวน บก.ป. ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของ อบต.บ้านกลาง อยู่ห่างจากทางเข้าบ้านที่ เกิดเหตุประมาณ ประมาณ 1 กม. บันทึกภาพรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ คาดว่าเป็นพาหนะคนร้าย วิ่งเข้าถนนสายเซาท์เทิร์นกระบี่-ขนอม แล้วกลับรถมุ่งหน้าไปทาง จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงกลางดึกวันเกิดเหตุ และตำรวจได้เชิญตัวหญิงคนสนิทของนายวรยุทธ อยู่หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งใน อ.เมืองกระบี่ มาสอบปากคำแล้ว ขณะเดียวกัน ตำรวจออกภาพสเกตช์คนร้ายเป็นชาย 1 คน สวมหมวกแก๊ป 1 คน ตามคำให้การเหยื่อที่รอดชีวิต แต่ยังไม่แจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน

ด้านนายชัยวุฒิ บัวทอง นายอำเภออ่าวลึก พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เดินทางไปยังบ้านแม่ของนางดวงพร สังหลัง ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน และเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต อยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับทั้ง 3 ครอบครัวที่เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า ทางคดีให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการคลี่คลาย แต่ทางฝ่ายปกครองก็กำลังหาข้อมูล เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่ง

ส่วนนายมนัส ชูบุตร นายก อบต.บ้านกลาง ซึ่งถูกระบุว่ามีความขัดแย้งกับนายวรยุทธ ผู้ตาย โดยถูกนายวรยุทธ ฟ้องร้องกล่าวหากระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการนำที่ดิน นสล. หรือที่ดินหลวง เนื้อที่ประมาณเกือบ 100 ไร่ ที่ชาวบ้านบุกรุก อาจเป็นหนึ่งในชนวนสังหาร โดยนายมนัสกล่าวว่า ตนทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้ละเลย มีการสอบสวนสิทธิตามกฎหมายขั้นตอนปฏิบัติทุกประการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ส่วนการขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องปกติที่การทำงานย่อมต้องมีบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นต้องทำร้ายใดๆ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวไปที่บ้านเลขที่ 16/2 หมู่ 4 ต.ห้วยชัน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งถูกระบุเป็นบ้านเศรษฐินีเพื่อนสาวของนายวรยุทธ ผู้ตาย พบว่าเป็นบ้านของ น.ส.นุกูล ขันทอง อายุ 38 ปี มีฐานะปานกลาง บ้านใกล้เคียงเป็นญาติกันทั้งนั้น ทราบว่า น.ส.นุกูลเดินทางไปที่ จ.กระบี่ เมื่อตอนเช้าหลังทราบว่าสามีถูกยิงตายแล้ว โดยนายวัชระ อ่อนจุรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 กล่าวว่า น.ส.นุกูลเป็นคนมีอัธยาศัยดี คบหากับนายวรยุทธได้ปีเศษ โดยจะเดินทางไปหาสามีที่ จ.กระบี่ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง กำลังตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนแล้ว ส่วนเรื่องเงินทองฝ่ายชายส่งเสียให้

เช้าวันเดียวกัน พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.วันพิชิต วัฒนศักดิ์มณฑา พ.ต.ท.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ พ.ต.ท.ชัยฎิภูมิ อำนวยชัย รอง ผกก.5 บก.ป. นำกำลังหาข้อมูลบริเวณรอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง มีการกระจายกำลังไปสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าว เพื่อใช้เป็นแนวทางสืบสวนคลี่คลายคดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พร้อมอุปกรณ์ได้เข้ามาตรวจหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้งหลังจากเมื่อวานนี้ได้ตรวจสอบไปแล้ว โดยพบหมอนมีรอยกระสุนปืนและเศษกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง คาดว่าคนร้ายใช้รองปากกระบอกปืนขณะลั่นไกยิงเหยื่อเพื่อป้องกันเสียงเล็ดลอด

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนชาวบ้านโดยรอบบริเวณบ้านนายวรยุทธทราบว่า ในคืนวันเกิดเหตุไม่พบว่ามีใครได้ยินเสียงปืน เนื่องจากบ้านผู้ตายอยู่ห่างจากกลุ่มชาวบ้านลึกเข้าไปในสวนปาล์ม ประกอบกับบ้านที่เกิดเหตุประตูหน้าต่างติดกระจก ทำให้ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แต่มีพยานระบุว่าในช่วงสายของวันเกิดเหตุ กลุ่มคนร้ายสวมชุดลายพรางคล้ายเจ้าหน้าที่ใช้รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำไม่ทราบทะเบียน ขับเข้ามาในหมู่บ้านก่อน โดย 1 ในคนร้ายได้เปิดกระจกรถสอบถามชาวบ้านหาบ้านนายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่พร้อมโชว์หมายศาลให้ชาวบ้านดู ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อบอกที่ตั้งไป

นอกจากนี้ มีชาวบ้านบางรายยืนยันว่า หลังเกิดเหตุได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งออกจากบ้านที่เกิดเหตุด้วยความเร็ว ในส่วนของการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนีพบว่ารถของกลุ่มคนร้ายได้วิ่งออกจากหมู่บ้านแล้วกลับรถมุ่งหน้า อ.ปลายพระยา เข้าทางหลวงหมายเลขสาย 41 เส้นทางดังกล่าวสามารถออกไป จ.สุราษฎร์ธานี จ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช สอดคล้องกับข้อมูลของชุดสืบสวนท้องที่ โดยเจ้าหน้าที่กำลังไล่กล้องวงจรปิดเพื่อหาจุดหมายปลายทางของคนร้าย

ส่วนปมขัดแย้งที่อาจเป็นชนวนสั่งตายครั้งนี้ เจ้าหน้าที่มุ่งประเด็นหลักในเรื่องของโรงโม่หินเนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่บ้านที่เสียชีวิตรับเงินมาจากกลุ่มนายทุนโรงโม่หินที่มีนักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง ตกลงว่าจะช่วยดำเนินการเรื่องการขอสัมปทานโรงโม่หินรวมทั้งเกลี้ยกล่อมชาวบ้านยินยอมให้มีโรงโม่ เพื่อให้เปิดโรงโม่ได้ แต่สุดท้ายไม่สามารถเปิดได้จนกลายเป็นความขัดแย้ง โดยเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจมีการทวงเงินที่กลุ่มนายทุนมอบให้คืน และเป็นชนวนเหตุแห่งความตายครั้งนี้ก็เป็นได้

สำหรับกลุ่มนายทุนโรงโม่หินมีการร่วมลงทุนหลายกลุ่มทั้งนายทุนจาก จ.กระบี่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร และ จ.นครศรีธรรมราช แต่ละกลุ่มมีนัก การเมืองท้องถิ่นให้การสนับสนุน ส่วนประเด็นอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตัดทิ้ง ทั้งปมขัดแย้งกับนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งเป็นถึงระดับ นายก อบต.แห่งหนึ่งใน อ.อ่าวลึก ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการบุกรุกที่ดินที่ทางนายวรยุทธเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่ชาวบ้าน 8 ราย และประเด็นสุดท้ายคือความขัดแย้งธุรกิจไม่เปิดเผย เนื่องจากมีพยานให้การว่าคนร้ายอ้างว่ามาตรวจค้นยาเสพติด ประกอบกับมีข้อมูลของผู้ใหญ่บ้านที่เสียชีวิตขับรถขึ้นไปภาคเหนือบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งความร่ำรวยผิดปกติที่ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู

รายงานข่าวระบุอีกว่า จากการสอบปากคำหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตให้การว่า ตนสามารถจดจำใบหน้าและลักษณะของคนร้ายได้ 4 คน อีกทั้งยังได้ยินคนร้ายพูดถึงเรื่องเงินที่เคยมอบให้กับผู้ใหญ่บ้านโดยเสียงนั้นเป็นเสียงของคนภาคกลาง และยังจำได้อีกว่ามีคนร้ายหนึ่งคนมีการสวมไอ้โม่งปกปิดใบหน้า ส่วนคนที่เหลือไม่ได้ใส่ไอ้โม่ง เชื่อว่าคนร้ายที่ใส่ไอ้โม่งน่าจะเป็นคนที่ผู้ใหญ่บ้านหรือคนในบ้านรู้จักหรือคุ้นหน้ามาก่อน นอกจากนี้ มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ได้รายละเอียดของผู้ต้องสงสัย 1 ราย เป็นผู้ร่วมลงทุนทำธุรกิจกับผู้ตาย เชื่อว่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเหตุฆ่าโหดที่เกิดขึ้น อยู่ระหว่างตามตัวมาสอบสวน

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ห้องประชุม บก.ภ.จ.กระบี่ พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.8 พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ส. พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. เข้าร่วมคลี่คลาย และ พล.ต.ต.วรวิทย์ ปานปรุง ผบก.ภ.จ.กระบี่ พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม ผกก.สส.ภ.จ.กระบี่ พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนพื้นที่ ร่วมประชุมสรุปความคืบหน้าและวางแผนคลี่คลายคดี นานกว่า 1 ชั่วโมง โดยมีการรายงานผลการสอบปากคำพยาน ผลการชันสูตรศพ พบว่านายสุริยา พัฒแก้ว คู่เขยของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ถูกยิงเข้าศีรษะถึง 4 นัด

หลังการประชุม พล.ต.ท. ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.8 กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งทั้งเรื่องโรงโม่หิน เรื่องขัดแย้งที่ดินและยาเสพติด ส่วนปืนอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามาจากปืนของคนร้ายหรือของนายวรยุทธ ผู้ตาย ต้องรอผลการตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน ทั้งนี้กล้องวงจรปิดกับเส้นทางหลบหนียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนภาพสเกตช์ที่เผยแพร่ในข่าวว่าเป็นคนร้ายนั้นขอยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพสเกตช์คนร้าย หากมีภาพสเกตช์ออกมาจะแจ้งให้ทราบอย่างแน่นอน ส่วนพยานปากสำคัญได้จัดกำลังคุ้มครองอย่างเต็มที่แล้ว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงคดีที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้สั่งการแบ่งงานแล้วว่าใครต้องทำอะไร ส่วนประเด็นกล้องวงจรปิดยังเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีการวิเคราะห์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปืนของผู้ตายมาลงมือ การขโมยรถยนต์ไป หรือเหตุใด ต้องฆ่าถึง 8 ศพ แต่จะไม่ด่วนสรุปประเด็นต่างๆ ต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน หาข้อมูลไปทีละขั้นตอน สำหรับผู้รอดชีวิตตำรวจมีขั้นตอนการดูแลคุ้มครองอย่างดี สำหรับประเด็นกรณีมีผู้ประกอบการโรงโม่หินโอนเงินให้นายวรยุทธ ผู้ตาย ไม่ทราบเอาข่าวมาจากไหน การดำเนินการทุกอย่างต้องรอบคอบ มองทุกประเด็น คาดว่าจากนี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.จะแต่งตั้งคณะทำงาน มั่นใจว่าจะสามารถนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษได้ “เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนอยู่แล้ว ต้องนำตัวคนร้ายมาติดคุกให้ได้” พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.กองพิสูจน์หลักฐานกลาง กล่าวว่า พนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีนำปืนลูกโม่ .38 ของนายวรยุทธ ที่คนร้ายนำไปก่อเหตุ มาให้เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจสอบพร้อมกับปลอกกระสุนปืนที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ รวม 9 ปลอก และหัวกระสุนปืนที่แพทย์นิติเวชผ่าออกจากร่างผู้เสียชีวิต รวม4-5 หัวกระสุน เพื่อตรวจสอบว่าคนร้ายใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงเหยื่อหรือไม่ นอกจากนี้ ยังเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงไว้เปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย ผลการตรวจพิสูจน์ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า คงไม่ต้องไปกำชับอะไร เพราะ ผบ.ตร.เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเชื่อมโยงคนร้ายเกี่ยวข้องคนมีสี พล.อ.ประยุทธ์ตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ใครล่ะ ให้ไปหากันมา ผมบอกแล้วไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า เสียใจกับครอบครัวที่ถูกฆาตกรรมด้วย เราต้องช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ และต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

ขณะที่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีคนร้ายใส่ชุดพรางฆ่ายกครัวผู้ใหญ่บ้านว่า คงไม่ต้องตรวจสอบอะไรเชื่อว่าคนร้ายไม่ใช่ทหารแน่นอน หากเป็นทหารจะใส่ชุดพรางไปก่อเหตุให้เป็นที่สังเกตทำไม คนที่แต่งชุดทหาร ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน 100% ต้องการเลียนแบบทหารแล้วไปก่อเหตุ ชุดทหารหาซื้อได้ง่าย มีพลเรือนใส่กันมาก เมื่อถามถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ระบุว่า การก่อเหตุมีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นผู้ก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้เวลาก่อเหตุไม่นานก็แยกย้าย แต่ทราบว่าคนร้ายใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงในการก่อเหตุรวมถึงรูปแบบ วิธีการก่อเหตุ คนละอย่างกัน ตนยังเชื่อว่าปมสังหารน่าจะอยู่ใน 4 ประเด็นที่ตำรวจตั้งไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานชุดสืบสวนคดี ยังให้น้ำหนักปมขัดแย้งเรื่องโรงโม่หินเป็นประเด็นหลัก โดยการสืบสวนสอบสวนพบว่านายวรยุทธ ผู้ตายได้รับเงินจากกลุ่มนายทุนประมาณ 50 ล้านบาท มาดำเนินการเพื่อให้สามารถเปิดโรงโม่หินพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านกลาง ได้ แต่โครงการต้องล้มเลิกไป เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2559 ทางกรมศิลปากรประกาศในราชกิจจานุเบกษา พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน นอกจากนี้ จากการสอบสวนยังทราบว่านายวรยุทธรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องเอาชีวิต โดยบอกคนใกล้ชิดว่ามีเรื่องที่อาจทำให้ตายหลายเรื่อง แต่ได้นำเงินซื้อทรัพย์สินจัดสรรให้ลูกเมียหมด เป็นเหตุให้นายวรยุทธต้องพกปืนติดตัวตลอดเวลา ซึ่งชุดสืบสวนให้น้ำหนักความขัดแย้งเรื่องโรงโม่หินเป็นพิเศษ แต่ยังไม่ทิ้งปมขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์อื่นๆ