บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ควานแหล่งเงินรถไฟไทย-จีน

“สมคิด” ยันคุมเพดานก่อหนี้ไม่เกิน 60%

“สมคิด” มอบคลัง–คมนาคม พิจารณาหาแหล่งเงินกู้ที่เงื่อนไขดีสุดสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ­–หนองคาย ระยะที่ 1 ยัน 5 ปีแม้รัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ แต่จะไม่ทำภาระหนี้ต่อจีดีพี เกิน 60% ด้าน “เอไอไอบี” ทอดสะพานพร้อมเป็นแหล่งเงินกู้ให้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงคมนาคมพิจารณาถึงแหล่งเงินกู้ที่จะนำเงินมาใช้ในโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาวงเงิน 179,413 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณา ข้อเสนอและเงื่อนไขที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด ไม่ใช่แค่อัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องระยะเวลาและเงื่อนไขด้านอื่นประกอบด้วย

“ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าแหล่งเงินจะมาจากแหล่งใด หรือจะเป็นการออกพันธบัตรเงินกู้หรือไม่ แต่จะต้องเป็นแหล่งที่เหมาะสมกับโครงการมากที่สุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ของแหล่งเงินทั้งจากธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และอีกหลายแหล่ง ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีจากนี้ที่ยังมีอีกหลายโครงการ ดังนั้นจะต้องมีการพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมในแต่ละโครงการด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก แต่รัฐบาลจะบริหารไม่ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศแล้วประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามาก อย่างเช่นญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะก็สูงกว่า 120% ของจีดีพี แต่เพื่อความปลอดภัยของประเทศไทย ก็เห็นด้วยที่ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องหนี้สาธารณะให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก โดยแนวทางที่จะบริหารไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 60% ของจีดีพีนั้น จะเป็นการบริหารความสมดุลของแหล่งทุนที่จะนำมาใช้ในแต่ละโครงการซึ่งจะมาจาก 4 แหล่งหลัก คือใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ (พีพีพี) และการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) อันจะส่งผลให้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินอย่างเดียวจนทำให้ต่อหนี้สาธารณะสูงเกินไป และทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ จากการหารือกับนายจิน ลี่ฉวิน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ทางเอไอไอบีพร้อมที่จะสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทย ซึ่งโครงการที่เอไอไอบีสนับสนุนจะเป็นโครงการที่มีมาตรฐาน และได้แจ้งไปว่าหากมองเป็นพี่กับน้อง พี่ก็ควรให้อัตราดอกเบี้ยที่ดีและพิเศษสุดกับประเทศไทยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านายเจิง เผย เหยียน รองประธาน Boao Forum for Asia และนายจิน ลี่ฉวิน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมเอไอไอบีว่า มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลไทย ในการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาค ประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งยินดีสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย

ขณะเดียวกัน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการแก้ไขรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. ...หรือ ภาษีลาภลอย โดยเฉพาะประเด็นรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เดิมจะนำเข้าสู่กองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปลี่ยนเป็นนำรายได้จากการเก็บภาษีเข้าสู่งบประมาณของรัฐบาลแทน คาดว่าภาษีลาภลอยเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีลาภลอยไม่มีผลกระทบกับประชาชน หากไม่มีการซื้อขายเชิงพาณิชย์ ส่วนอัตราภาษีใน พ.ร.บ.ภาษีลาภลอยจะมีการกำหนดเพดานสูงสุดไว้ ส่วนอัตราการจัดเก็บภาษีจริงจะมีการประกาศอีกครั้ง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังเสนอแนว ทางการเก็บภาษีลาภลอยอัตรา 5 % จากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นหากมีการขายที่ดินเพื่อทำกำไรจากเจ้าของที่ดิน โดยกำหนดมูลค่าของสินทรัพย์ที่จัดเก็บว่าต้องเกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ในรัศมี 2.5- 5 กิโลเมตร จากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น สถานีรถไฟฟ้ารถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน ทางด่วน.