วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับตาดูผลกระทบวงกว้าง

แบงก์ชาติสั่ง “กรุงไทย” สำรองหนี้ ตั๋วบีอี “เอิร์ธ” ดีฟอลท์ 12 พัน ล.

แบงก์ชาติสั่งกรุงไทยสำรองหนี้เอิร์ธ 1.2 หมื่นล้านบาท “ผยง” ยันตั๋วบีอีครบอายุลอตใหม่ แบงก์ไม่ให้เบิกสินเชื่อ พร้อมจับตาใกล้ชิดตั๋วบีอีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบใช้เงินผิดประเภท หากเป็นบริษัทเอกชนที่แข็งแกร่ง มีวินัยการเงิน แบงก์เจ้าหนี้พร้อมเข้าไปอุ้มปล่อยเงินกู้ไปไถ่ถอนตั๋วบีอี

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้จัดชั้นสินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 12,000 ล้านบาท หรือสำรองหนี้เต็มจำนวน จากวงเงินสินเชื่อ 12,000 ล้านบาท และเป็นการสำรองหนี้ในครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ให้ตั้งสำรองหนี้จัดชั้นตามระยะเวลาหลังลูกค้าผิดนัดชำระ และจัดชั้นหนี้ตามคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งการสำรองหนี้พิเศษในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ของธนาคารกรุงไทย

“เอิร์ธมีเจ้าหนี้หลายราย มีทั้งหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) หุ้นกู้ และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ แต่ผิดนัดธนาคารกรุงไทยเป็นรายแรก ธนาคารได้จัดชั้นเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้อีก เพราะผิดกฎของธปท. แต่ตัวธุรกิจของเอิร์ธยังเดินต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะจัดการอย่างไร”

สำหรับตั๋วบีอีของเอิร์ธที่กำลังจะครบกำหนด ธนาคารไม่สามารถให้เบิกสินเชื่อเพื่อนำเงินไปไถ่ถอนตั๋วบีอีได้ เนื่องจากตามเกณฑ์ของ ธปท.ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลได้ และหากยังปล่อยสินเชื่อให้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การผิดนัดชำระตั๋วบีอีที่ขยายวงไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการใช้เงินผิดประเภท หรือผิดวัตถุประสงค์ เงินที่ได้รับจากออกตั๋วบีอีแทนที่จะใช้เป็นเงินทุนระยะสั้น หรือใช้เพื่อเป็นสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการได้นำเงินไปลงทุนระยะยาว เมื่อครบกำหนดและไม่สามารถออกตั๋วบีอีใหม่ทดแทนได้ จึงทำให้เกิดปัญหา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องเหลือเป็นจำนวนมาก หากเป็นผู้ประกอบการที่มีบริหารความเสี่ยงที่ดี มีวินัย การออกตั๋วบีอีเพื่อต้องการบริหารต้นทุนการเงิน เนื่องจากถูกกว่าดอกเบี้ยตั๋วบีอี ถูกกว่าดอกเบี้ยของธนาคาร มั่นใจว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว และเชื่อว่าธนาคารจะเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ธนาคารกรุงไทยก็ยินดีเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าเช่นกัน แต่การปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการไปไถ่ถอนออกตั๋วบีอีต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันเอ็นพีแอล
“ตอนนี้ต้องจับตาดูกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ว่ามีดีมานด์เทียมหรือไม่ ต้องดูตั้งแต่ผู้ประกอบการว่าทำเลอยู่ตรงไหน ลูกค้าเป็นใคร เพราะตอนนี้เราต้องดูเชิงลึกให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเอ็นพีแอลขึ้นในอนาคต”

นายผยงกล่าวอีกว่า การปล่อยสินเชื่อรวมของธนาคารในปีนี้ ยอมรับว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 4-6% และหากยอดสินเชื่อปีนี้เติบโตได้ 4% ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อย แต่จะไม่ปรับเป้าหมายสินเชื่อลง และพยายามทำให้ได้ โดยเน้นปล่อยสินเชื่อระยะยาว ที่เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งสินเชื่อระยะสั้น พร้อมกับสนับสนุนโครงการภาครัฐ ปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาล ถนน และรถไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ธนาคารพร้อมเร่งสนองนโยบายรัฐบาล เร่งโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออีเพย์เม้นท์ สนับสนุนนโยบาย ธปท.ที่นำมาตรฐานคิวอาร์โค้ทมาชำระสินค้าแทนเงินสด และสนับสนุนกระทรวงการคลังออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรสวัสดิการคนจน 12 ล้านบัตร.