วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชีวิตคู่ปุ๊กกี้ ทิ้งสามีคนที่สองเพราะดีเกินไป สามีปัจจุบันมีเมียน้อย!

ปุ๊กกี้ ปริศนา เผยชีวิตตอนนี้เหมือนอยู่เรื่อยๆ อยู่เพื่ออนาคตมากกว่า ที่ผ่านมารู้สึกตนเองไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก อาจเป็นเพราะผลกรรมสมัยยังเด็ก เลยส่งผลทุกวันนี้

หากพูดถึงชื่อของ ปุ๊กกี้ ปริศนา พรายแสง หลายคนคงนึกถึงเพลงฮิต “Sha la la la la” ที่โด่งดังมากเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันปุ๊กกี้เป็นคุณแม่ลูกสาม เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน ทำงานหาเงินเลี้ยงลูกคนสุดท้อง เพราะลูกสองคนแรกอยู่กับสามีคนแรก เธอได้ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน 

และทุกเรื่องเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ในชีวิต เธอบอกว่า อาจเป็นเพราะวิบากกรรมเมื่อสมัยเธอยังเด็ก ที่ไม่เคยเชื่อแม่เลย ทำให้ทุกวันนี้ แต่งงานกี่ครั้งๆ ก็ไม่ประสบผล สามีคนปัจจุบันนอกใจไปคว้าเพื่อนของเธอเอามาทำเมียอีกคน จากผู้ชายที่ดีแสนดีในช่วงแรก เปลี่ยนเป็นคนละคน จนเธอจับได้ แต่สิ่งที่เจ็บช้ำที่สุดคือ ผู้หญิงที่เป็นเมียน้อยนั้น คือเพื่อนของเธอเอง

โดยเธอได้เปิดใจเรื่องราวทั้งหมดกับ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ขณะมาร่วมรายการ คุยเช้าShow ว่า 

ช่วงที่หายหน้าไปจากวงการบันเทิง ไปทำงานอะไรบ้าง?
“ก็ทำเกี่ยวกับอาหารเสริม วางแผนการตลาด แล้วตอนนี้กลับเข้ามาอยู่ด้านหน้า มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เอง ซึ่งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นก็คือเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่ขายอาหารเสริมลดน้ำหนัก ที่เคเบิลต่างๆ แต่ท้อง เลยต้องหยุด แล้วทีนี้ก็ไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปสนใจ เหนื่อยกับทุกสิ่งอย่าง ก็เลยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนักอะไรมากมาย เลยยังไม่ได้กลับมาด้านหน้า

อันนี้เป็นธุรกิจส่วนตัวของพี่ปุ๊กกี้ ?
“ไม่ใช่ค่ะ เจ้าของชื่อคุณอีฟ ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนของกี้เอง ซึ่งบังเอิญไปเจอกันแล้วก็มารู้ว่าเป็นเพื่อนของเพื่อน เหมือนกับว่าเป็นพรีเซ็นเตอร์ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยเข้าลึกเข้าไป”

ย้อนถามนิดนึง เรื่องปัญหาครอบครัว ที่ว่าสามีกับเพื่อนสนิทเรา ทราบได้ยังไง จุดเริ่มต้นเป็นแบบไหน?
“คนปัจจุบันค่ะ เขาพยายามลบหลักฐาน แต่คือไอทีไม่เก่ง เขาพยายามปกปิดแล้ว แต่ว่าปกปิดไม่หมด ลบเบอร์ออก แต่ว่ามันก็ยังอยู่ในเครื่อง มันมีวิธีดู ซึ่งเราก็กดเข้าไปดู ทำไมโทรถึงเบอร์นี้บ่อยๆ อ่อ เข้าใจละ”

“ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลกเนอะ เพราะเราก็รู้สึกว่าไม่ได้สะทกสะท้านอะไร แต่จริงๆมันผ่านไปนานละค่ะ มันเป็นเรื่องเก่า ซึ่งไม่ค่อยอยากจะขุดคุ้ยขึ้นมา เพราะว่าเราก็ยังอยู่ด้วยกัน แต่เขาก็อยู่ส่วนเขา เราก็อยู่ส่วนเรา ต่างคนต่างเลี้ยงลูกกันไปก็เลยไม่อยากจะไปแบบไปยุ่งกับเขา”

ก็คือตอนนี้ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันปกติไหม?
“ก็อยู่ปกติ แต่ต่างคนต่างนอน อยากนอนเมื่อไหร่ก็นอน เขาอยากกลับมาเมื่อไหร่ก็กลับ ไปเมื่อไหร่ก็ไป คือเราไม่ได้เหมือนกับครอบครัวของคนอื่นๆ ที่คำว่าครอบครัว แต่คือมันก็ยังอยู่ งงไหม ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจ แต่คือว่าก็คือยังไม่ได้เลิกขาดจากกัน”

แล้วมันติดอะไรอยู่ ?
“มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ติด ทะเบียนก็ไม่มี แต่เหมือนกับว่าอยู่กันมาจะสิบปีแล้วเนอะ ปีนี้ครบสิบปีก็ต่างคนต่างก็เหมือนกับยังมีความเป็นห่วงอะไรกันอยู่ แล้วก็มีธุรกิจร่วมกันอยู่นิดหน่อย”

เป็นความผูกพัน ?
“น่าจะ (ยังรักเขาอยู่ไหม?) รักไหม อาจจะเป็นรักแบบอื่นไปแล้วค่ะ คือถ้าเป็นรักเชิงเหมือนแฟน หรือสามี คือถ้าเราเจอเหตุการณ์อะไรแบบนั้นคงไม่นิ่งขนาดนี้ เหมือนแฟนจับได้ว่า มีแฟนใหม่หรือว่าไปมีชู้ ก็คงแบบบ้านแตก แต่ว่าเราไม่มี”

ก่อนหน้านั้นเขาเป็นคนยังไง?
“ช่วงแรกๆ จะดีเป็นพิเศษ เราก็จะประทับใจภาพนั้น ซึ่งหลายๆ คนก็จะได้เห็นภาพนั้น ตอนที่รู้จักใหม่ๆ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็จะเป็นอีกคนนึง”

คบมากี่ปี ถึงรู้เรื่องแบบนี้?
“ประมาณ 6 เดือนมันจะค่อยๆ เริ่มออกทุกอย่าง เมื่อก่อนโทรรับตลอดไม่มีติดต่อไม่ได้ แต่ 6 เดือนผ่านไป ก็เริ่มมีหลับ น็อก อยู่ที่บ้านอะไรแบบนี้เราก็เชื่อ นั่นคือสิ่งที่เขาพูดมา ตอนหลัง คือเขาเป็นคนโกหกไม่ค่อยจะเก่งอ่ะ ตื่นยังโกหก ก็เลยแบบมันไม่น่าจะใช่หรือเปล่า ก็เลยเกิดการสืบทุกอย่าง อยากได้รับความจริง ซึ่งจะไม่ได้จากเขาแน่นอน ก็คือสืบเงียบๆ แอบไปสืบเอง ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ใช่ที่เขาพูดไว้ ก็เราจะได้รู้ว่าเราต้องทำยังไงต่อ”

ช่วงเวลานั้นเราเป็นยังไงบ้าง ช่วงที่เรารู้เรื่องทุกอย่าง ?
“ช่วงนั้นคือดิ่งลง เพราะเราไว้ใจเขามาก แล้วก็แบบพอเขาพูดยังงี้ๆเราก็เชื่อเขา แต่พอมาเจอ พอมาเริ่มหาคำตอบเองมันไม่ใช่แบบที่เขาพูด มันก็ช็อกและบั่นทอน แต่เราไม่ไปโวยวาย เราเก็บ มันเลยทำลายตัวเราเอง”

คนที่สามีเราแอบไปมีอะไรด้วยนี่เป็นเพื่อนในกลุ่ม?
“เป็นเพื่อนในกลุ่มๆ นึงที่เรารู้จัก แล้วก็สนิทอยู่พักนึงแต่ก็ไม่ได้สนิทกันมากถึงขั้นยืมเงินกันอะไรแบบนี้ ก็คือเพื่อนเที่ยวค่ะ”

พอเรารู้ ได้มีการเข้าไปเคลียร์บ้างไหม?
“ไม่เคลียร์ค่ะ แต่เขาเฟดตัวเขาเอง เขาถอยออกเอง”

แต่เขาก็ไม่ได้มากระทบกระทั่งหรือว่ามาพูดอะไรกับเรา?
“ไม่มีค่ะ เคยเจอบางงานแบบจังๆ เขาก็เหมือนเดิมเชิดๆ ของเขา ซึ่งเราก็ไม่ได้ต้องการให้เขามาขอโทษ เพราะเราก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน ก็คือรู้ๆ กันอยู่ แล้วเราก็สงสารเขาด้วยซ้ำ เรียกว่าเห็นใจละกัน เราเชื่อว่าเขาต้องผ่านความรู้สึกที่แย่กับผู้ชายคนนี้ ทั้งแย่ทั้งดี จนแบบจะเอายังไง กลับไม่ได้ไปต่อไม่ถึงอะไรแบบนี้”

ก็เหมือนผ่านจุดนั้นกับเรามาเหมือนกัน ?
“ใช่ ก็คือลูกก็ต้องเลี้ยงค่ะ”

แล้วตัวผู้ชายเขารับผิดชอบอะไรยังไงบ้าง?
“เราเชื่อว่าเขาคงต้องเอาตัวเขาให้รอดก่อนอ่ะ คือตัวเขาเองช่วงนี้งานก็มีปัญหา แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร”

กับทางตัวพี่ปุ๊กกี้เอง สามีมีรับผิดชอบอะไรบ้างกับการกระทำ?
“ก็กับลูกเขาก็เต็มที่อยู่แล้ว กับหนูไม่ต้องไม่จำเป็น”

แล้วลูกของเราล่ะ?
“ลูกก็ 3 ขวบครึ่งค่ะ ค่อนข้างจะซน เป็นเด็กผู้ชาย ก็เหนื่อยหน่อยเพราะว่าเราจะต้องออกมาทำงาน”

เรากังวลไหมว่าอาจจะส่งผลกระทบกับลูก?
“กังวลค่ะ กลัวว่าการไปๆ มาๆ ของเขาเนี่ย พ่ออาจจะอยู่ด้วย 7 วัน พ่อพาออกไปเที่ยว แล้วหายไปไหน 5 วัน แล้วกลับมาอีก คือมันเป็นอะไรที่เราคิดว่าส่งผลแน่นอน ปุ๊กกี้รู้สึกว่าเขาเก็บมันไว้ แต่คือไม่พูดหรือว่ายังสื่อออกมาไม่ได้เพราะว่ายังเล็กอยู่”

แล้วทุกวันนี้พาลูกไปไหนมาไหนด้วยกันไหม หรือว่าต่างคนต่างพาไป ?
“ไม่เคยพาไปด้วยกัน เคยพาไปด้วยกันสองครั้ง”

ผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง?
“ก็ทุกวันนี้บางทีเรานั่ง เขาเรียกว่า Silent Treatmant มันเป็นการลงโทษด้วยการเงียบ เหมือนถ้าสมมติว่าใครทำ เขาทำอะไรผิดมา เขากลับมาแทนที่เขาใช้ความเงียบกดเรา ซึ่งแทนที่เขาเงียบเราจะดีขึ้น มันกลายเป็นว่าพอเงียบเราก็ไม่รู้จะเริ่มเปิดประเด็นยังไง แล้วถ้าเปิดไปมันก็กลายเป็นว่าเราหาเรื่องเขา เราพยายามทำทุกมุมแล้ว”

เคยทะเลาะกันรุนแรงไหม?
“เคยค่ะ พอแรงนี่ก็แรงทะลุเลย ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่แบบไม่ดีอ่ะ มันเป็นภาพทรงจำที่แบบ ใครอ่ะ อะไรแบบนี้ แต่พอดี ก็ดี ดีแบบดีเอาใจใส่ เขาจะเป็นคนที่ทำอะไรไม่อวด อย่างเรื่องตักขี้แมวยังงี้ บางคนฟังดูอะไรอ่ะ ดีตรงไหน คือเราเห็นไงว่าบางทีเขาจะแต่งตัวหล่อออกไปข้างนอกละ แต่คือเขาเดินกลับมาตักขี้แมวให้อ่ะ แล้วก็ค่อยไป เล็กๆ น้อยๆ ที่เขามี ซึ่งมันเล็กน้อยแต่มันก็ยังมีบ้าง(หัวเราะ)”

เห็นว่าเครียดจนถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล?
“ค่ะ ก็เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก็เครียดเรื่องคุณต๋อง (สามีเก่า) ทีนึง แล้วพอมาเจอแบบนี้เราไม่เคยเจอ ไม่รู้จะรับมือยังไงกับคนประเภทนี้ว่าอยู่ดีๆ เงียบ พูดด้วยก็ไม่พูด เป็นอะไรหรอ 

ทำผิดอะไรมา มาอ้อนมาง้อเรา อันนี้ไม่มี เราต้องง้อตัวเราเอง เรางอนเองง้อเองอะไรแบบนี้ ก็เป็นอะไรที่แบบไม่เคยเจออ่ะ แล้วมันทุกอย่างครบในคนๆ เดียวเลย ก็แบบเอ๋อไปเลย”

เลยต้องหันไปหาหมอ? “ใช่ คือคิดว่ามันจะมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้ไหม เราจะบอกว่ามี มันมีเรื่อยๆ ก่อนที่เราจะทราบเรื่องว่าเพื่อนเนี่ย ตอนนั้นทราบเรื่องแต่ยังไม่มีลูก สักพักท้อง มายก็อด คือแบบอะไรอ่ะ มันมีอัพเลเวลให้เรื่อยๆ เราก็เลยแบบนั่งรอว่าจะมีอะไรมาอีกไหม”

ลูกของผู้หญิงฝั่งโน้นโตแค่ไหนแล้ว?
“ยังไม่ขวบเลยค่ะ น่ารัก หน้าตาดีเราก็ดูเด็กแล้วสงสารเด็กอ่ะ ต้องมาเจออะไรแบบนี้ที่ผู้ใหญ่อะไรกัน คือเด็กเขาไม่รู้เรื่องอ่ะ”

เขาก็ไปๆ มาๆ บ้างใช่ไหม?
“ก็คือเท่าที่ทราบมาก็คือ เขาก็ไปเยี่ยมเยียนบ้าง แต่ทางนู้นเขาก็เหมือนคงสับสนว่า เราอยู่กันยังไงแล้วคุณก็มีฉัน เขา ก็แบบเนี่ยเขาก็ไม่ได้คำตอบเหมือนกัน”

ทำไมพี่ปุ๊กกี้ถึงไม่ตัดสินใจต่างคนต่างอยู่หรือเลิกกันไปเลย?
“เราก็อยู่ของเรา แต่ว่าอย่างที่บอก บ้านที่อยู่ก็เราเป็นคนจัดหา ก็คือเราจะย้ายไปไหนอ่ะ เขาต้องไป ซึ่งเราย้ายไปต้องใช้เงิน แรง ต้องหาต้องนู่นนี่นั่น มันเหนื่อยอ่ะ วิ่งหนีไปแค่ไหน ก็อยู่อย่างนี้แหละ อยากมาก็มาอยากไปก็ไป อยากมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

เขาต้องออกไป?
“ใช่ เขาจะต้องออกไป ปกติเขาจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ สองสามวันก็เบื่อแล้ว อยู่เฉยๆ”

เหมือนมีความรักกี่ครั้งๆ ก็ไม่ประสบผล?
“คนที่สอง คุณเอ้เนี่ยเค้าดี๊ดี แต่เราทิ้งเขาเอง มันเป็นที่เรา ดีเกินไปก็กลายเป็นไม่ชอบอีก ก็เลยมารับกรรมเต็มๆ กับคนนี้ ก็ต้องขอบคุณเขาเป็นบทเรียนเป็นอาจารย์ที่แบบ คนๆ นึงที่สามารถให้อยู่เหมือนกับคนสิบคน

และเชื่อว่า วิบากกรรมกับการมีครอบครัวตั้งแต่อายุ 17 ที่คุณแม่เตือนแล้ว แต่เราไม่ฟัง เราทำให้บุพการีเสียใจ ตอนนี้จะพูดกับลูกเสมอให้ดูชีวิตแม่เป็นตัวอย่าง แต่อย่าเอาอย่าง เพราะมันไม่ดี ให้เอาความผิดพลาดของแม่มาดูแล้วอย่าเดินตาม”

กับลูกคนเก่ามี 2 คนใช่ไหม แล้วมีติดต่อไหม?
“ค่ะ ติดต่อ ก็ติดต่อทั้งสองเลย แต่เราไม่ได้เจอกันนะ คุยกันผ่านไลน์อย่างเดียวค่ะ แล้วอีกอย่าง ลูกคนโตเขาก็สอบติดมหาวิทยาลัยที่บางแสน ก็ไปเรียนและไปอยู่หอที่นั่น เลยเจอกันยากนิดนึง”

แต่ว่าพ่อก็ไม่กีดกัน ?
“ไม่กีดกันค่ะ คุยกับลูกได้ปกติค่ะ”

พี่ปุ๊กกี้ได้คุยกับพี่ต๋องบ้างไหม?
“ไม่ได้คุย แต่คุณยายอ่ะได้คุย แม่หนูอ่ะได้คุยกับคุณต๋อง ตอนนั้นแม่แบบฟาดฟันกันสมัยก่อน ซึ่งมันจุดๆ ที่จะมาช่วยกันแล้ว อย่างลูกคนกลางผู้ชายก็เริ่มแบบเกเร ก็ปรึกษากันว่าจะแก้ไขยังไง”

ทำไมถึงไม่ได้มีโอกาสเจอลูก เพราะอะไร?
“สมัยนู้น คือมันเหมือนเลิกกัน แล้วตอนนั้นเป็นข่าวแบบเละเทะไปหมด ก็คงเกิดความแค้นในใจหรือความหมั่นไส้อะไรของเขาไม่ทราบของพ่อแม่ ลูกเลยกลายเป็นแบบนี้ คือเราดันไปเซ็นใบหย่า แล้วเขียนว่าให้เป็นลูกของเขา ซึ่งเราไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย

ก็คือเหมือนกันว่ายกลูกให้เขาโดยท่ีเราไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะตัดสินใจอะไรเลย แล้วทีนี้แบบที่เราตัดสินใจ ณ วันนั้นก็คือ ก็เหมือนกับว่าเขามีความสามารถที่จะดูแลลูกได้ดีกว่าเรา เพราะตอนนั้นเราอายุ 20 ต้นๆ ไง ก็ไม่มีตรงนั้น ถ้าเกิดบ้านหลังนั้นบ้านของเขา บ้านของคุณพ่อมีงานมีการทำ คือดูแลลูกได้ดีกว่าเรา เราเลยเป็นคนที่เดินออกมา”

ก็เลยไม่ได้เจอกันนับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้?
“ก็ หลังจากหย่ากันก็เจอกันบ้างนิดหน่อย แต่พอเขามีครอบครัวใหม่ก็เหมือนกับว่าให้เกียรติในส่วนของครอบครัวใหม่เขา ก็เลยเหมือนกับว่าถูกกันออกมา”

ได้กลับมาคุยกับลูกนานหรือยัง?
“ประมาณ 2-3 ปีค่ะ”

เขารู้มาตลอดว่าเราเป็นแม่เขา ?
“รู้ค่ะ”

ปัจจุบันพี่ปุ๊กกี้ก็ช่วยกันหาเงินกับทางสามีช่วยกันดูแลลูกใช่ไหม?
“ใช่ค่ะ คือคนเดียวก็คงไม่ไหว แล้วก็ต่างคนต่างเอาตัวเองให้รอดก่อนตอนนี้ ก่อนคือทางสามีจะเป็นคนดูแล เราก็ทำงานในวงการก็เก็บเงินของเราไป แต่คือตอนนี้ก็คือเราก็ต้องมาลงแบบทำงานเองแล้วก็ใช้จ่ายอะไรก็ต้องจ่ายด้วย เพราะมันรู้สึกเหมือนเศรษฐกิจไม่ค่อยดีมากๆ ก็เลยต้องเป็นแบบนั้นไป”

ยังมีงานในวงการให้ติดตามไหม?
“เอ่อ อาจจะมีเพลงเร็วๆ นี้มั้ง(หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะออกมายังไง แต่ว่าเกี่ยวข้องกับเพลงแน่นอน ขอเก็บไว้เป็นความลับให้ตกใจกันเล่นๆ ดีกว่า”

ห่างหายจากตรงนี้มานานเท่าไหร่?
“ล่าสุดที่ขึ้นเวทีคือ 5 ปีที่แล้ว ขึ้นกับแร็พเตอร์ อันนั้นก็ห่างไป 5 ปีก็คือ ทั้งหมดมัน 21 ปีแล้ว ห่างไป นานมาก บางคนอาจจะดูอยู่แล้วใครเนี่ย ไม่รู้จัก แต่ก็จะรู้จากพวกข่าวจุกจิกๆ แบบนี้มากกว่า”

ตอนนี้ชีวิตเรียกว่าแฮปปี้หรืออะไร ให้คำจำกัดความได้ไหม หรือยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง?
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ไปเรื่อยๆ แบบอยู่เพื่ออนาคต แต่คือเราไม่รู้อนาคตนั้นจะดี แต่ว่าไม่น่าจะมีอะไรร้ายๆ ไปกว่านี้แล้วมั้ง ก็ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ อย่างที่บอก มันก็สามารถจ๊ะเอ๋มาได้เรื่อยๆเหมือนกัน

แต่ก็มีความหวังนิดๆว่า สักวันเราจะโชคดีเหมือนใครบางคนที่เราได้เห็นตามข่าว หรือตามเพื่อนฝูงที่เจอชีวิตครอบครัวที่แย่ๆหรือว่าอะไรแบบนี้เมื่อตอนเด็กๆ แล้วพอผ่านไป ไปเจออะไรที่แบบแฮปปี้แอนดิ้ง เราก็มีความหวังเล็กๆ แต่ไม่ได้คาดหวัง เพราะว่าไปคาดหวังแล้วมันไม่ได้มันก็จะแบบผิดหวัง”

แล้วเคยอยากจะกลับไปอยู่เมืองนอกไหม?
“ไม่เคย ไม่ทราบอาจจะเกิดผิดประเทศ ไม่ชอบอยู่ออสเตรเลีย ไม่ชอบอยู่มันเหงาๆเงียบๆ”

มีได้กลับไปเที่ยว ไปเยี่ยมไหมคะ ?
“พอดีคุณแม่ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว ก็เลยไม่ได้ไป”

คิดจะเบนเข็มไปหาแฟนฝรั่งเลยไหม?
“ไม่ใช่สเปกอ่ะ ตอนนี้คือไม่มองอะไร แล้วมันก็ไม่มีอะไรเข้ามาเหมือนกัน มันเหมือนดวงปิดอ่ะ มันเหมือนแต่เราสังเกตจากเพื่อน พอคนนี้เลิกรากันไปคือออกไปจริงๆ มันเหมือนถึงจะเปิดมีคนเข้ามาเอง เราคงยังใช้กรรมไม่หมด กับคนนี้ยังไม่หมด เราก็ได้แต่คิดแบบนี้เพราะไม่รู้จะคิดยังไงแล้ว”

กับคนรอบข้างเขามองเรายังไงบ้าง?
“เป็นเพราะเราเองแหละ เหมือนมีสามีสามคนอ่ะมีปัญหาตลอด ให้คิดดูแล้วกันเพราะอะไร ก็ต้องเพราะผู้หญิงสิ อะไรแบบนี้ ซึ่งก็อาจจะมีส่วนเพราะเราเองด้วย ไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา ว่าเหตุการณ์หรือว่าทำไมอะไร บางคนหาว่าตอนสมัยอยู่อาร์เอส แรดมาก เก็บทั้งบริษัทแล้ว ก็อยากจะแรดให้ได้สักครึ่งนึงที่ข่าวได้กล่าวหาไว้อ่ะ”

ข่าวตอนนั้น คือมันไม่ใช่เรื่องจริง?
“คือทุกวันนี้ยังเปรี้ยวกว่าสมัยก่อนมาก แต่ตอนนั้นข่าวหาว่าเราเก็บทั้งอาร์เอส ก็เลยงงว่าทำไมเราหน้าตา กิริยา เป็นอย่างนั้นเหรอ ก็คือเปล่า นักเลงคีย์บอร์ดจะเขียนอะไรก็เขียนไป สร้างกระแส”

อยากจะขอกำลังใจอะไรไหม?
“ก็กำลังใจก็ คือไม่ขอดีกว่า แต่สำหรับกำลังใจที่ได้มา คนที่อยากจะให้ก็ขอบคุณมากๆ เพราะว่ามันก็ช่วยได้เยอะ แต่สำหรับคนที่มองปุ๊กกี้ในมุมที่อีกมุมนึง

ก็มีสิทธิ์ที่จะมอง มีสิทธิ์ที่จะคิดก็ไม่เป็นไร เพราะว่าทุกคนมีความคิดที่แตกต่างกัน เหมือนเรามองคนนี้ถูกชะตา เอาแค่มองอ่ะว่าแบบคนนี้เออ คนนี้ไม่ชอบเลย ก็เข้าใจหรือว่าจะวัดจากข่าวที่อ่านจากข่าวที่เสพ มาประมวลผลตัดสินมันก็เป็นเพราะข่าว ข่าวสารที่เขาได้รับ

เขาไม่ได้มารู้จัก ว่าเราดีกับเพื่อนยังไง พ่อแม่ลูกเรา เราเป็นคนยังไง เห็นแก่ตัวยังไง ดียังไงไม่ดียังไง คือไม่ได้มารู้จักเราจากตรงนั้น ก็จะรู้แค่จากสิ่งที่อ่านหรือจากสิ่งที่คอมเมนต์อื่นๆ มาใส่เพิ่มเติมให้หรือเปล่า ก็ต้องยอมรับตรงนั้น”.