วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ค่ารถไฟความเร็วสูง เก็บ '535บ.' กรุงเทพฯ-โคราช

บิ๊กตู่ลั่นตั้งปลัดฯ ไม่มีการ ‘ข้ามห้วย’

“บิ๊กตู่” แจง ครม.อนุมัติซื้อฝูงบิน ขับไล่ ทอ. 8.8 พันล้านทดแทนเครื่องไอพ่นเก่าหมดอายุ ปัดไม่ได้ทุ่มงบฯซื้อแต่อาวุธ เทเงินช่วยเกษตรกรสัปดาห์ละ 2-3 หมื่นล้าน “บิ๊กป้อม” ยันใช้จีทูจีโปร่งใส พท.จี้เบรกเอาใจเหล่าทัพไปแก้ปัญหาพืชผล ครม.เคาะรถไฟไทย-จีน เปลี่ยนชื่อเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย หลบครหาสร้างเส้นสั้นๆแต่เงินลงทุนสูง เก็บค่าตั๋วบางซื่อ-โคราช 535 บาท นายกฯเมินเสียงเรียกร้องปฏิรูปทหาร อ้างพัฒนากองทัพตามยุทธศาสตร์ 10-15 ปีอยู่แล้ว “ประวิตร” โต้ทหารไม่ได้อยากยุ่งการเมือง แต่ไม่การันตีจะไม่มีรัฐประหารอีก “บิ๊กสร้าง” โวไม่ยากปฏิรูปตำรวจ เล็งตั้งชุดรับฟัง-เปิดเว็บไซต์ กมธ.ถอยยอมแก้ไพรมารีโหวต ให้พรรคคุมเลือกผู้สมัคร ส.ส.เอง “ประยุทธ์” วางเกณฑ์แต่งตั้งปลัดกระทรวงห้ามข้ามห้วย ผุดทีมสอบพฤติกรรมสกรีนโยกย้าย ขรก.

กรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีการอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพมาเป็นระยะ โดยฝ่ายการเมืองได้ท้วงติงให้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร ล่าสุดที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศจากเกาหลีใต้วงเงิน 8.8 พันล้าน โดย พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันเป็นการจัดซื้อเพื่อทดแทนฝูงบินเก่าที่หมดอายุแล้ว

“บิ๊กตู่” พร้อมจัดงบฯแก้ราคายางตก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมที่ห้องโถง ตึกบัญชาการ นางสายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะ เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์จำหน่ายดอกบานชื่นสัญลักษณ์ “วันเมตตาปัญญาอ่อน” ต่อมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ พร้อมคณะ เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน “ROT on the Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพารา” จัดขึ้นวันที่ 14-16 ก.ค. ณ ศูนย์การค้าโชว์ ดีซี พระราม 9 โดยนายกฯกล่าวว่า ขอให้กระทรวงเกษตรฯ จัดทำบัญชีรวบรวมความต้องการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุน การผลิตเพิ่มปริมาณการใช้ภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขยายตลาดกำลังซื้อจากจีน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯต้องแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่กระทรวงเกษตรฯต้องสนับสนุนปลูกพืชอื่นร่วมด้วย

ติงการเมืองอยู่ในกรอบอย่าปลุกม็อบ

ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้รายงานสถานการณ์ราคา ยางพาราให้นายกฯได้รับทราบ ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ กก.ละ 41 บาท ได้พูดคุยกับนายกสมาคมน้ำยางสดแล้วว่าจะพยุงราคาไม่ให้ต่ำกว่า กก.ละ 40 บาท ด้าน พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยางแผ่นดิบรมควัน ชั้น 3 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าในอดีตจากปี 58 อยู่ที่ 45 บาทต่อ กก. วันนี้ 53 บาท ชาวสวนยางอยู่ได้ พยายามหารือกับผู้ประกอบการให้ยกราคา เชื่อว่าชาวสวนยางเข้าใจปัญหาราคาพืชผลการเกษตรแต่ขอให้ฝ่ายการเมืองจะทำอะไรให้อยู่ในกรอบด้วย เพราะผู้จะมาชุมนุมต่างเข้าใจการกดดันรัฐบาลมากๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้กดดัน แต่ชาวสวนได้ไม่มาก เชื่อว่าจะไม่มีการออกมารวมตัวเพื่อกดดันรัฐบาล เพราะมาตรการต่างๆเริ่มเห็นผลแล้ว

ขออย่าไปฟังพวกไม่ทำ-ดีแต่พูด

ต่อมาเวลา 13.45 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ต้องไปดูต้นทางว่ามีการปลูกยางพาราจำนวนมาก และปลูกในพื้นที่บุกรุกกว่า 3 ล้านไร่ ถ้าให้หยุดทีเดียว จะเดือดร้อน วันที่ 12 ก.ค.กระทรวงเกษตรฯจะหารือกัน ไทยได้หารือในสภาไตรภาคียางพาราครั้งที่ 28 ร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 6-7 ก.ค. ทำให้ราคาสูงกว่าเดิมยาก และบอกว่าไทยเป็นคนทำให้ราคายางพารามีปัญหาเพราะมีมากเกินไป จึงต้องปรับว่าควรมีปริมาณยางเท่าไร และต่างประเทศมองกรณียางพาราในไทยเป็นเรื่องการเมือง ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ราคายางพาราก็ตกเลยไปกันใหญ่ ขอร้องใครที่จะออกมา นำการเคลื่อนไหวก็ใช้มาตรา 44 อยู่แล้ว วันนี้มีปัญหาต้องมองทั้งระบบ อย่าไปฟังใครบางคนพูด เพราะ ได้แต่พูดไม่เคยทำซักอย่าง ไปขยายให้เขาอยู่ได้

แจงฝูงบินขับไล่ ทอ.แทนที่หมดอายุ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น แบบ T-50 TH ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่องของกองทัพอากาศว่า ความจริงได้อนุมัติมาตั้งแต่ปี 58 ขอให้เห็นใจนักบินที่ต้องฝึกบิน ด้วย เพราะนักบินใช้เครื่องบิน L-39 ไอพ่นหมดอายุแล้ว หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นคงไม่ดี หากนักบินได้รับการฝึกมาไม่ดีเกิดผิดพลาดขึ้นมาจะเสียมากกว่าเดิม ส่วนวิธีการจัดซื้อได้ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจากเกาหลีใต้ ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้ผูกมัดกับใครทั้งสิ้น ส่วนเรื่องทุจริตขอให้ไปตรวจสอบกันดู ขอให้เข้าใจตรงกันว่า รัฐบาลไม่ได้นำงบประมาณไปกระจุกตัวอยู่เพียงเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างที่พูดถึงกัน ภาคเกษตรทางรัฐบาลก็อนุมัติงบประมาณเฉลี่ย 2-3 หมื่นล้านบาทต่อสัปดาห์ งบประมาณของภาคส่วนใดก็เป็นของส่วนนั้น ไม่มีการนำมาแทนที่กันและกัน

“บิ๊กป้อม” ยันจัดซื้อจีทูจีโปร่งใส

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีการอนุมัติไว้ก่อนแล้ว ระยะแรกซื้อไป 4 ลำ ครั้งนี้เป็นการซื้อระยะที่ 2 จำนวน 8 ลำ ได้เข้า ครม.เพื่อให้รับทราบและกองทัพอากาศเตรียมวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่น L-39 ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี เหล่าทัพจัดซื้อแบบจีทูจียืนยันว่าโปร่งใส

พท.จี้ชะลอซื้ออาวุธไปช่วยเกษตรกร

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระทรวงกลาโหมนำโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ รุ่น T-50TH 8 เครื่องจากเกาหลี วงเงิน 8,800 ล้านบาทเศษของกองทัพอากาศเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจวิกฤติจริง ขนาดชาวสวนยางภาคใต้ที่ประกาศตัวเป็นมิตรกับรัฐบาล ยังเรียกร้องให้พูดความจริง แก้ปัญหาราคายางตกต่ำอย่างเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยขอเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งวอร์รูมแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ บูรณาการทุกระบบ เหมือนที่รัฐบาลบูรณาการจัดซื้ออาวุธอย่างเท่าเทียมกันทุกเหล่าทัพ กองทัพบกได้รถถัง เฮลิคอปเตอร์ กองทัพเรือได้เรือดำน้ำ กองทัพอากาศได้เครื่องบินขับไล่เกาหลี แม้การพัฒนาศักยภาพกองทัพเป็นสิ่งสำคัญ แต่เศรษฐกิจวิกฤติขนาดนี้ รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญการใช้งบประมาณอย่างไร ชะลอแผนการจัดซื้ออาวุธเหล่านี้ออกไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรก่อนได้หรือไม่ รัฐบาลควรชี้แจงว่าจะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างไร จะยกระดับสินค้าเกษตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร

ครม.เคาะโครงการรถไฟไทย-จีน

อีกเรื่อง นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,413 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2560-2563) ส่วนระยะต่อไปในเส้นทางนครราชสีมา-หนองคายคาดจะแล้วเสร็จในปี 2565 การประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือจัดจ้างลักษณะอื่น รัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ที่สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปีหรือกระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้ภายในประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อทราบ ครม.เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นการปฏิรูปการรถไฟครั้งสำคัญ หากไทยไม่ลงทุนจะเสียโอกาสการเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเส้นทางสายไหมของจีน ที่จะเชื่อมไปยังยุโรปรวมระยะทาง 53,700 กม.

เปลี่ยนชื่อเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเส้นทางเชื่อมจากไทยถึงจีนมีระยะทาง 800 กม. ในส่วนไทยรับผิดชอบ 647 กม. ลาว 440 กม. และจีน 777 กม. ขณะเดียวกันจะเป็นการเชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไทย เบื้องต้นจะมี 6 สถานีคือ บางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง และนครราชสีมา ในอนาคตจะขยายเส้นทางไปถึงหนองคาย จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย แต่จะทำระยะแรกก่อน เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดว่าจะทำเพียงแค่นี้ และเมื่อทำครบสมบูรณ์แล้วจะเชื่อมไปยังระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุนของประชาชนในพื้นที่ที่รถไฟความเร็วสูงเข้าถึง

ค่าโดยสารถึงโคราชแค่ 535 บาท

นายกอบศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนรายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคายในระยะแรกมีระยะทาง 253 กม. จะใช้เวลาเดินทางจากสถานีกลางบางซื่อถึงนครราชสีมา ราว 1.30 ชั่วโมง โดยใช้รถโดยสารที่มีความจุของขบวนรถ 600 ที่นั่ง/ขบวน ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. โดยมีอัตราค่าโดยสาร 80 บาท +1.8 บาท/คน/กิโลเมตร หากคำนวณตามอัตราดังกล่าวจะทำให้ค่าโดยสารกรุงเทพฯ-สระบุรี อยู่ที่ 278 บาท กรุงเทพฯ-ปากช่อง 393 บาท กรุงเทพฯ-นครราชสีมา อยู่ที่ 535 บาท เมื่อเทียบกับค่ารถ บขส.อยู่ที่ 200 บาท ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้รายงานในที่ประชุม ครม.ว่างานก่อสร้างและงานโยธา จะเป็นการจัดจ้างคนไทยและบริษัทของคนไทยคิดเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการส่วนอีก 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นการจัดจ้างทางจีนในเรื่องของการจัดวางระบบ อาณัติสัญญาณ การควบคุมและการพัฒนาบุคลากร โดยในส่วนที่จีนรับผิดชอบ ยังสามารถจัดจ้างคนไทยเป็นฝ่ายปฏิบัติการได้ด้วย นอกจากนั้น เส้นทางรถไฟความเร็วสูงจะเกาะไปกับเส้นทางรถไฟสายเดิมให้มากที่สุด แต่มีความจำเป็นที่ต้องเวนคืนที่ดินบางส่วน เพื่อให้ความเร็วของรถไฟอยู่ที่ 250 กม.ต่อชั่วโมง จึงจะเวนคืนที่ดิน 2,815 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต่างจังหวัด ค่าเวนคืนประมาณ 212 ล้านบาท

นายกฯชูพัฒนาแทนปฏิรูปกองทัพ

ส่วนความคืบหน้าการปฏิรูปองค์กรตำรวจ วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า ได้ให้แนวทางการทำงาน รวบรวมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ 3 แนวทางหลักสำคัญว่า 1.สตช.ควรอยู่กับหน่วยงานใด 2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่ากฎหมายที่ตำรวจใช้ในการทำงาน เช่น การสอบสวน พิสูจน์หลักฐาน จะปฏิรูปจากเดิมที่มีปัญหาอยู่อย่างไร 3.การปฏิรูปบุคลากรว่าจะดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างไร เพื่อเป็นธรรมเท่าเทียม เช่น งบประมาณหากเหมาะสม ตำรวจจะได้ไม่ต้องไปหาเงินด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เสนอให้ปฏิรูปกองทัพเหมือนที่ปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปกองทัพคงไม่ใช่แบบเดียวกับการปฏิรูปตำรวจ แต่ต้องใช้คำว่าการพัฒนากองทัพ โดยมียุทธศาสตร์ 10-15 ปี จะพัฒนาทั้งคนและอุปกรณ์ อาวุธยุทโธปกรณ์ วันหน้าอาจลดจำนวนน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนนายพลที่มีอยู่จำนวนมาก จะเอาไปทำงานใน กอ.รมน.ที่จะเพิ่มบทบาทมากขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับผู้ว่าฯมีลูกมือทั้งตำรวจ ทหาร อยู่ใน กอ.รมน.จังหวัด ทำงานด้านความมั่นคง ยุติความขัดแย้งในพื้นที่ ที่ผ่านมาทยอยลดกำลังพลตามลำดับปีละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ตามสถานการณ์

โต้ทหารไม่อยากยุ่งการเมือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า กองทัพปฏิรูปมาตลอดอยู่แล้วในทุกเรื่อง เมื่อถามว่า สิ่งที่ฝ่ายการเมืองอยากให้ปฏิรูปคือไม่ให้ทหารทำรัฐประหารอีก พล.อ.ประวิตรตอบว่า คราวนี้ที่ทำรัฐประหารก็ไม่ได้ทำ เพียงแต่แยกไม่ให้คนทะเลาะกัน ไม่ได้เจตนาที่จะปฏิวัติ ตนว่าทหารเดี๋ยวนี้ไม่ทำกันแล้ว ส่วนที่เรียกร้องไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ทหารก็ไม่อยากจะเกี่ยวอยู่แล้ว แต่เมื่อมันเกี่ยวไปแล้วเดี๋ยวก็เลิกแล้วเลือกตั้งแล้วก็จบ เมื่อถามย้ำว่าจะพูดได้หรือไม่ว่าหลังจากนี้จะไม่มีการรัฐประหารอีกแล้ว พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “จะไปพูดได้อย่างไร เราก็ไม่รู้ แล้วแต่เหตุการณ์ต่างๆ ประชาชนเรียกร้องอย่างคราวที่แล้ว จะให้ทำอย่างไร”

“บิ๊กสร้าง” ผุด 4 อนุ กก. ลุยเผือกร้อน

ที่มูลนิธิคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม ถนนวิภาวดีรังสิต นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ เดินทางเข้ามอบหนังสือ “โรดแม็ปปฏิรูปตำรวจ” 36 เล่มต่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวน โดย พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า การประชุมนัดแรกวันที่ 12 ก.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ จะแนะนำตัวและพูดถึงกรอบการทำงาน รวมทั้งจะตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน บางคณะอนุกรรมการอาจเชิญประชาชนมาร่วมด้วยบางส่วน กรอบเวลา 9 เดือน เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ผลสรุปต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อย สูตรการทำงาน 2-3-4 เดือนคงไม่ต้องปรับเปลี่ยนจะยึดตามที่นายกฯกำหนดมา ข้อเสนอให้แยกระบบงานสอบสวนออกจาก สตช.มาจากที่เห็นปัญหา แต่จะให้ไปสังกัดกระทรวงใด ต้องรอรับฟังความคิดเห็น

โวไม่ยากตั้งทีมรับฟัง-เปิดเว็บไซต์

พล.อ.บุญสร้างกล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง นายกฯต้องการให้มีการแก้ไขเป็นอันดับแรก คณะกรรมการฯคงไม่ใช่ผู้แก้ไขปัญหา แต่จะหาวิธีการบริหารงานบุคคลให้ดี ถ้าทำได้จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ การประชุมของคณะกรรมการฯจะแบ่งเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในช่วงแรกจนกว่าจะมั่นใจว่าเพียงพอจะประชุมสัปดาห์ละครั้งเป็นหลักต่อไป สัปดาห์นี้จะประชุมวันที่ 12 ก.ค. และวันที่ 14 ก.ค. จะรับฟังทุกความคิดเห็น รวมทั้งศึกษาเองด้วย ที่ผ่านมาแนวความคิดเห็นการปฏิรูปส่วนใหญ่จะเห็นตรงกัน อาจตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะ และอาจเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนตัวไม่หนักใจ แม้จะไม่ใช่ผู้ที่ทราบเรื่องนี้ดีตั้งแต่ต้น แต่ศึกษาได้และไม่ใช่เรื่องยากที่จะศึกษา สบายใจที่คณะกรรมการฯเป็นคนมีคุณภาพ สนใจการปฏิรูปตำรวจมาช่วยกัน ส่วนที่ถูกมองว่าเป็นทหารมาปฏิรูปตำรวจนั้น คณะกรรมการฯมีทั้งตำรวจ ทหารและพลเรือน

“สมเจตน์” ถอยยอมแก้ไพรมารี

ที่รัฐสภา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงข้อเสนอของ กรธ.ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเรื่องไพรมารีโหวตว่า ได้รับหนังสือจาก กรธ.ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ตรงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 4-5 ข้อ เห็นว่ากระบวนการให้สาขาพรรคคัดเลือกผู้สมัครอาจไม่สุจริตได้ กมธ.ไม่ขัดข้องพร้อมปรับปรุงให้ขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัครเป็นกิจการภายในพรรคการเมือง ที่หัวหน้าพรรคต้องดูแลรับผิดชอบกระบวนการคัดเลือกให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ กกต.ไม่มีอำนาจแจกใบเหลืองใบแดงขั้นตอน
ไพรมารีโหวตได้ หากมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในการคัดเลือกผู้สมัคร ให้ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมใช้ช่องทางฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายได้ โดยหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วย รวมทั้งจะโยงไปถึงกรณีผู้ได้เป็น ส.ส.หากภายหลังพบว่าได้เป็นผู้สมัครระบบไพรมารีโหวตโดยไม่ถูกต้องและถูกลงโทษจำคุก จะมีผลให้ต้องพ้นสภาพจาก ส.ส.ในทันที

ผ่อนปรนช่วยพรรคเล็กส่งผู้สมัคร

พล.อ.สมเจตน์กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะทบทวนประเด็นการแก้ไขให้หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 ตามร่างที่กมธ.แก้ไข เพราะอาจจำกัดสิทธิหัวหน้าพรรคที่อยากไปลง ส.ส.เขต จึงพร้อมแก้ไขเปิดช่องให้หัวหน้าพรรคไปลง ส.ส.เขตได้ เพียงแต่หัวหน้าพรรคต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกจากสมาชิกพรรคในระบบไพรมารีโหวตเช่นกัน นอกจากนี้ จะออกบทเฉพาะ กาลในการเลือกตั้งสมัยหน้าผ่อนปรนให้พรรคการเมืองที่มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัด 100 คน เพียงเขตเดียวส่งผู้สมัครเลือกตั้งได้ทั่วทุกเขตในจังหวัด จากเดิมที่กำหนดให้มีตัวแทนพรรคประจำเขตเลือกตั้งเขตละ 100 คน ครบทุกเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จึงจะมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ที่ระบุว่าพรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็กจะไม่เป็นความจริง แต่ในอนาคตเป็นไปได้ที่จะให้ กกต.เข้ามาดูแลการคัดเลือกผู้สมัครในระบบไพรมารีโหวต เพราะมีเครื่องมือนับคะแนนระบบอิเล็กทรอนิกส์ อาจนำมาช่วยจัดเลือกตั้งระบบไพรมารีโหวตและการเลือกตั้งทั่วไปได้ เพียงแต่ครั้งแรก กกต.อาจยังไม่พร้อมจึงเกรงว่าอาจเกิดปัญหา

“ศุภชัย” หนุนพรรคเลือกผู้สมัครเอง

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต.เห็นว่ากระบวนการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง และยังไม่อยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง ส่วน กกต.จะมีสิทธิเข้าไปควบคุมกรณีเกิดการล็อบบี้หรือการกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายในระบบไพรมารีโหวตหรือไม่นั้น หากร้องเรียนการกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กกต.เข้าไปตรวจสอบได้

กมธ.ร่วมยันร่าง กกต.ไม่ขัด รธน.

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงว่า ที่ประชุมวิป สนช.รับทราบมติของคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายร่าง พ.ร.บ.กกต.ที่ยืนยันว่า ข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นของ กกต.ไม่ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้นำเข้าสู่ที่ประชุมสนช. วันที่ 13 ก.ค. เพื่อพิจารณาว่าให้ความเห็นชอบ จะเปิดโอกาสให้ประธาน กกต.ที่สงวนความเห็นได้ชี้แจงข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นก่อนลงมติ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กรธ.ส่งข้อโต้แย้ง 5 ประเด็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม สนช.เพื่อตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่ายทบทวนสัปดาห์หน้า มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็น กมธ.ร่วมในสัดส่วน สนช.

พท.ร้องตีความ พ.ร.บ.ป.ป.ช.โมฆะ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายฑิฆัมพร ยะลา เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ชำนาญการ เพื่อขอให้ส่งเรื่องกรณี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ชอบด้วยเหตุแห่งองค์ประชุม สนช. เมื่อวันที่ 14 มี.ค.50 ไม่ครบตามกฎหมายกำหนด มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน สนช.ยุคนั้น มีสมาชิกอยู่ในที่ประชุมเพียง 111 คน จาก 241 คน ไม่อาจถือเป็นมติ สนช.ได้ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 มีผลให้การตรากฎหมายนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือว่าตกไปตั้งแต่แรก จึงขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญปี 60 เมื่อไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ใช้อำนาจไต่ส่วนและชี้มูลความผิดนักการเมืองโดยไม่มีผู้เสียหายมากล่าวหา เข้าข่ายใช้อำนาจที่มาจากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายกฯกำชับตั้งปลัดฯไม่มีข้ามห้วย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับปลัดกระทรวงแทนคนที่เกษียณอายุ 14 ตำแหน่งว่า วันนี้จำเป็นต้องดูทั้งหมดทั้งภาพรวม ทุกหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าจะปรับหมุนเวียนกันอย่างไร หลักการของทหารก็เป็นแบบนี้ จะได้รู้ว่าเส้นทางการเจริญเติบโตเป็นมาอย่างไร จะได้ดูถึงความเหมาะสม ทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ จะพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์นี้ แต่ละหน่วยงานจะแต่งตั้งขึ้นมา แต่ตนต้องไปเช็กตรวจสอบเรื่องหน้าบ้านหลังบ้าน รวมทั้งความประพฤติที่ผ่านมาด้วย จะทำให้คนดีๆเจริญเติบโต รวมถึงการแต่งตั้งระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ กทม.ต้องดูเวลาที่เหมาะสม ยืนยันยังไม่มีการข้ามห้วยอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะมีการข้ามห้วยต้องมีเหตุผลและความจำเป็น ความเหมาะสมอย่างยิ่งยวด หลักการของตนทุกคนต้องโตภายในแท่งของหน่วยงานตัวเอง เว้นแต่มีปัญหาค่อยแก้ไขกัน ถ้ามัวแต่ไปคิดว่าจะข้ามห้วยได้อีกหน่อยไม่มีคนอยากทำงาน คิดแต่จะข้ามห้วยกันไปหมด คนในห้วยไม่ต้องไปไหนกัน จมน้ำตายกันอยู่ตรงนั้นหรือ

จัดทีมสอบพฤติกรรมก่อนโยกย้าย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ไม่ว่าจะเสนอแต่งตั้งใครขึ้นมาต้องตรวจสอบทั้งหมด ตนมีคนคอยตรวจสอบว่าที่ผ่านมามีพฤติกรรมอย่างไร บางทีมีผิดพลาดมากบ้างน้อยบ้าง บางอย่างให้อภัยได้ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ใช่ว่าจะต้องได้คนดี 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบใคร ส่วนที่มีเสียงเรียกร้องอยากให้ ผวจ.ที่จะถูกปรับย้ายเดินทางออกจากพื้นที่ในวันที่ 1 พ.ย.นั้น เป็นไปไม่ได้ การปรับย้ายจะต้องเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. ตามกติกาด้วยความเหมาะสม เมื่อถามว่า แต่ข้าราชการในพื้นที่เกรงว่าเมื่อมีนายใหม่เข้ามาแล้วงานจะขาดความต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “แสดงว่ามันห่วย เขาทำงานกันด้วยระบบไม่ได้ทำงานด้วยตัวคน ทุกอย่างยืนยันทำตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมไม่ได้ตั้งกฎตั้งระเบียบขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างมีกติกาอยู่แล้ว”

“บิ๊กป้อม” ยันโผทหารปี 60 ไร้ปัญหา

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2560 ว่า ยังไม่มาถึงตน รอให้ทำไปก่อน เชื่อว่า ผบ.เหล่าทัพจะพิจารณาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมมาทำหน้าที่ดูแลกองทัพ เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปกองทัพในอนาคต การโยกย้ายนายทหารปีนี้จะไม่มีปัญหา เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ส่วนตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว ผบ.เหล่าทัพจะพิจารณาคัดเลือก ยังพอมีเวลากลั่นกรอง

“บิ๊กแดง–บิ๊กแช” ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ทบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตรได้เรียกนายทหารที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ มาแสดงวิสัยทัศน์ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ทั้งนี้โผโยกย้ายนายทหารปีนี้ กองทัพบก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ยังครองเก้าอี้ ผบ.ทบ.จนกว่าเกษียณในปี 61 เพื่อควบคุมสถานการณ์ คาดว่าจะขยับ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. “บิ๊กเล็ก” พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง เสธ.ทบ. เป็น เสธ.ทบ. “บิ๊กตู่” พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 น้องรัก พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ส่วนตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ยังชิงดำระหว่าง พล.ท.ศักดา เปรุนาวิน แม่ทัพน้อยที่ 2 กับ พล.ต.ธราธร ธรรมวินทร รองแม่ทัพภาคที่ 2

“บิ๊กนุ้ย–บิ๊กลือ” ชิงดำ ผบ.ทร.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมีคู่แคนดิเดตตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ระหว่าง “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.กับ “บิ๊กต้อ” พล.อ.สสิน ทองภักดี เสธ.ทบ. จะคนหนึ่งได้ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมไปครอง ส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย “บิ๊กปุย” พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุดจะเกษียณ ตอนนี้ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เสนาธิการทหาร มาแรงที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด และ “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี รองเสนาธิการทหาร มีโอกาสสูงขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร ส่วนกองทัพเรือ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. กำลังพิจารณา ผบ.ทร.คนใหม่ ระหว่าง “บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วย ผบ.ทร. กับ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. ต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่นต่างกัน ส่วนกองทัพอากาศ “บิ๊กจอม” พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.ยังไม่เกษียณ แต่คาดว่าจะขยับ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ขึ้นเป็น รอง ผบ.ทอ. พร้อมขยับ พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง เสธ.ทอ. และ พล.อ.อ.ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ รอง เสธ.ทอ. ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ. โดยมี “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ท.ภานุพงศ์ เสยยงคะ รอง เสธ.ทอ. ขึ้นเป็น เสธ.ทอ.

ก.ต.มติเอกฉันท์ “ชีพ” ปธ.ศาลฎีกา

เมื่อเวลา 13.00 น. คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม 15 คน ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเห็นชอบบัญชีรายชื่อที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอชื่อ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา อาวุโสลำดับสองขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ระหว่างพิจารณาวาระดังกล่าว นายชีพในฐานะกรรมการตุลาการที่เป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้ออกจากห้องประชุม ต่อมาเวลา 14.40 น. ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ 14-0 เห็นชอบนายชีพขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ต่อไป สำหรับนายชีพ จุลมนต์ จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหา– วิทยาลัย เข้ารับตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลจังหวัดทุ่งสง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย รองประธานศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาล ฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และรองประธานศาลฎีกา ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนต่อไป

ผุดทีมรับแจ้ง จนท.ไถเงินต่างด้าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึง กรณีแรงงานชาวลาวร้องเรียนเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เรียกเก็บเงินรายละ 800 บาท ก่อนส่งตัวกลับไปพิสูจน์สัญชาติที่ สปป.ลาว ว่า กำลังไล่ตรวจสอบทุกเส้นทางและทุกด่าน ขอให้มาแจ้ง ที่บอกว่าไม่สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้นั้นเพราะอะไรไม่รู้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ยืนหัวโด่อยู่ ถ้าแจ้งไม่ได้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ด่านอื่นหรือไม่ก็ถ่ายรูป ถ่ายคลิปแล้วให้ส่งมาจะได้ตรวจสอบว่าถ่ายที่ไหน เวลาใดเช็กได้หมด ทำไมไม่ทำ ทีเรื่องอื่นแจ้งเจ้าหน้าที่กันได้โครมๆ ทั้งเรื่องทุจริตอะไรต่างๆ ตนจะตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อให้แจ้งมาที่ตน คณะทำงานของตนรับแจ้งและตรวจสอบให้ทุกเรื่อง

“ปู” เดินสายทำบุญเมืองราชบุรี

เมื่อเวลา 12.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแฟนเพจในจังหวัดราชบุรี เดินทางไปที่วัดช่องลม พระอารามหลวง อ.เมืองราชบุรี เข้าสักการะหลวงพ่อแก่นจันทน์พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดราชบุรี พร้อมร่วมประดิษฐ์ดอกดารารัตน์ในกิจกรรม “ร้อยรวมใจภักดิ์ถวายดารารัตน์เพื่อพ่อ” ท่ามกลางชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้นได้เข้ากราบนมัสการพระครูโสภณปัญญาวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดช่องลม โดยเจ้าอาวาสวัด ได้มอบพระบูชาหลวงพ่อแก่นจันทน์เป็นไม้แกะสลักปางยืนอุ้มบาตร ขนาดสูง 12 นิ้ว ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ถวายเทียนพรรษา ปัจจัย และภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่ศาลาการเปรียญ ก่อนปล่อยนกกระจิบนกกระจาบ จำนวน 109 ตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

ทนายโต้ใช้สิทธิตาม รธน.สู้คดีข้าว

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวกรณีมีการระบุว่าทีมทนายประวิงคดียื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 5 กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ขัดหรือแย้งกับมาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า ยืนยันไม่ใช่ประวิงคดี แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ 1.มีการเร่งรัดให้ฟ้องคดีจนอดีตอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาฯ 2.ชั้นพิจารณาคดี ศาลใช้มาตรา 5 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพยานเอกสารอีกกว่าแสนแผ่นเข้ามาในคดี กล่าวหาจำเลยในคดีอื่นที่ไม่ได้รวมการพิจารณากับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.กฎหมายที่ศาลใช้รับเอกสารเพิ่มเติมใหม่ของโจทก์ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 4.หากปล่อยให้พิจารณาคดีเสร็จสิ้นจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หมดโอกาสและเสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้สิ้นเชิง

ช่วยชาวนาแต่ถูกเผด็จการเช็กบิล

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนดีชอบแก้ไข” ว่าสินค้าเกษตรเป็นสินค้าตามฤดูกาล เน่าเสียง่าย รัฐบาลจึงต้องเข้ามาดูแลและแทรกแซงหากราคาตกต่ำ การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นหน้าที่ของรัฐที่ไม่อาจปฏิเสธ หรือบ่ายเบี่ยงให้เกษตรกรไปปลูกพืชอย่างอื่น การช่วยเหลือชาวนาก็เช่นกัน การที่รัฐบาลตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนา โครงการที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่เคยถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น โครงการเช็คช่วยชาติ หรือโครงการแจกเงินผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลนี้ รวมทั้งไม่เคยมีใครทักท้วงว่าจำนวนเงินที่ให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นมากเกินไป แตกต่างสิ้นเชิงกับทัศนคติของฝ่ายเผด็จการที่มีต่อโครงการช่วยเหลือชาวนา โดยโครงการรับจำนำข้าวประสบความสำเร็จเป็นผลงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ผู้กำกับนโยบายกลับถูกดำเนินคดีจากเผด็จการ ด้วยกระบวนการที่น่าเคลือบแคลง

ครม.อนุมัติให้ชัก–ประดับธงชาติวันสำคัญ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมอนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร ดังนี้ ให้ยกเลิกการใช้และประดับธงชาติในวันที่ 5 พ.ค. วันฉัตรมงคล ให้เพิ่มเติมการกำหนดโอกาสและวันพิธีสำคัญให้ชักและประดับธงชาติ ดังนี้ 1.วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร วันที่ 28 ก.ค. และวันที่ 29 ก.ค. รวม 2 วัน 2.วันพระราชทานธงชาติไทย วันที่ 28 ก.ย. รวม 1 วัน ทั้งนี้ วันพระราชทานธงชาติไทยเป็นวันที่กำหนดให้มีในปีนี้เป็นปีแรก จึงกำหนดให้เป็นวันประดับธงชาติไทยขึ้น แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ 3.กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมให้มีการกำหนดโอกาสและวันพิธีสำคัญให้ชักและประดับธงชาติ จากเดิมวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เดิมให้ชักและประดับธงชาติวันที่ 5-6-7 ธ.ค.รวม 3 วัน แต่ปีนี้เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ ให้ชักและประดับธงชาติวันที่ 5-6 ธ.ค.รวม 2 วัน