วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โมเดลปฏิรูป ตร.ฉบับ 'สั้น-ตรงไปตรงมา' ของอดีต พงส.คนในรั้วสีกากี

เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับภารกิจ "ปฏิรูปตำรวจ" หลัง ครม.แต่งตั้ง กก.ทั้ง 36 อรหันต์ เสร็จสิ้น โดยมี บิ๊กสร้าง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส.และอดีตเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 เป็นประธาน ภายใต้เงื่อนไขเวลาอันจำกัด 9 เดือน ตามสูตร 2-3-4 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปตำรวจถือเป็น "งานหิน" และเป็นเป้าหมายแรกๆของ คสช.หลังทำรัฐประหาร และอาสาเข้ามาปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังกันมาแต่ไหนแต่ไร ท่ามกลางเสียงสะท้อนถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ซื้อขายตำแหน่งทั่วทั้งวงการสีกากี ดังนั้นจึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ และแรงกดดันที่ คสช.ต้องเร่งสะสาง เพื่อสร้างผลงานชิ้นโบแดง ทิ้งทวนไว้ก่อนอำลาเก้าอี้ไทยคู่ฟ้า หลังการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้นวันนี้ "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" จึงขอหยิบยกบทความเล็กๆ ที่เสนอโมเดลปฏิรูปตำรวจไว้อย่างน่าสนใจ ของ นายสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจไว้อย่างน่าสนใจ ในฐานะของคนในที่เคยคลุกคลี่กับวงการตำรวจมาอย่างโชกโชน ทั้งท่านยังเคยเป็นพนักงานสอบสวนตำรวจที่มีความรู้ความสามารถ เคยเป็นพนักงานสอบสวนดีเด่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เคยเป็นทีมงานสอบสวนคดีสำคัญๆ หลายคดีในนครบาล อีกทั้งเคยเป็นทีมสอบสวนคดีการเมืองทั้งเหลืองและแดง โดยรับใช้ชาติในฐานะพนักงานสอบสวน โดยไต่เต้าตั้งแต่ยศ "ร.ต.ต.-พ.ต.ต." ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็นผู้พิพากษา อีกทั้งโปรไฟล์การทำงานเมื่อครั้งเป็นตำรวจก็น่าสนใจ เพราะเคยดำรงตำแหน่งเป็น พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ปี 2548-2552, ปี 2553-2555 ดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม, ปี 2555-2557 ดำรงตำแหน่งสารวัตรสอบสวน สน.วังทองหลาง ก่อนจะผันตัวมาหยิบงานด้านกฎหมาย เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 66 ปี 2558, ผู้พิพากษาประจำศาลแพ่ง ปี 2559 และผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดแพร่ ปี 2560 ซึ่งท่านได้วิพากษ์การปฏิรูปตำรวจ ในมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของท่านไว้อย่างน่าฟัง โดยมีเนื้อหาดังนี้

ได้เห็นข่าวตามสื่อสารมวลชนว่า รัฐบาลและ สนช.จะ "ปฏิรูปตำรวจ" แล้ว เราในฐานะข้าราชการตำรวจผู้คลุกคลีอยู่ในวงการสีกากี จะไม่พูดถึงคงไม่ได้ครับ วันนี้ขอหยิบประเด็นนี้มาพูดคุยกับสมาชิกเพจ "ร้อยเวร" ตามสไตล์ของเรา "สั้น กะทัดรัด ตรงประเด็น เข้าใจง่าย" ครับ

1. ข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ หรือรักษากฎหมาย ตำรวจย่อมมีอำนาจจับและสอบสวน จึงทำให้เกิดมีหน้างานหลักที่สำคัญเป็นหัวใจ 3 หน้างาน คือ "หน้างานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม, หน้างานสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด, หน้างานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมา"  

2. ในวันนี้จะปฏิรูปกัน ขอกล่าวถึงหน้างานที่เป็นต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นหัวใจสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติละกัน คือ "หน้างานสอบสวนดำเนินคดีอาญา" ซึ่งมี "พนักงานสอบสวน" เป็นผู้ปฏิบัติเป็นแกน  

3. ในคดีอาญา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย จะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำคัญส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ "สำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน" ที่ได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริง แล้วส่งให้ท่านอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง และฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ศาลท่านก็จะพิจารณาและตัดสินคดี  จึงเห็นได้ว่าฐานหลักหรือเสาเข็มที่สำคัญในคดีอาญาของบ้านเราก็คือ "สำนวนการสอบสวน" ของพนักงานสอบสวนนั่นเอง หากกระบวนการทำสำนวนการสอบสวน ไม่โปร่งใส ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม พนักงานสอบสวนถูกครอบงำให้ทำสำนวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และให้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือแม้แต่ตัวพนักงานสอบสวนซึ่งก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ต้องแบกรับภาระทำสำนวนที่หนักเกินไปแล้ว ก็คงจะหวังให้เสาเข็มหรือรากฐานของความยุติธรรมบังเกิดขึ้นได้ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ หากพนักงานสอบสวนถูกครอบงำฉันใดความยุติธรรมก็จะไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ฉันนั้น

4. ปัจจุบันพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจกึ่งตุลาการ กล่าวคือ หน้าที่หนึ่ง มีหน้าที่รวบรวมและชั่งน้ำหนักพยานหลักพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ให้แก่ผู้ต้องหา ส่วนอีกหน้าที่หนึ่ง คือ

4.1. เป็นข้าราชการตำรวจที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครอง และบังคับบัญชาให้คุณให้โทษได้จาก "นาย" ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า หากพนักงานสอบสวนไปดำเนินคดีกับพวกของนาย หรือผู้ที่มีพระคุณกับนาย ไม่อยากคิดว่าสำนวนนั้นข้อเท็จจริงจะเที่ยงตรงหรือไม่ และผู้ต้องหาหรือผู้กล่าวหาในคดีที่ไม่ใช่พวกของนาย จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ และหากพนักงานสอบสวนไม่ทำ "ตามใจนาย" จะ "เดือดร้อนไหมนะ" คิดแล้วก็ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ดีกว่า ใครจะเดือดร้อนก็ช่าง (ก็บอกแล้ว พนักงานสอบสวนท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเช่นเราๆ ท่านๆ นี่แหละ)

4.2. นอกจากพนักงานสอบสวนจะต้องทำตามคำสั่ง "นาย" แล้ว (หากไม่ทำคงรู้นะ เกิดไรขึ้น) ยังต้องแบกรับหน้าที่อื่น ซึ่งเป็นงานธุรการที่มากับการทำสำนวนการสอบสวนคือ "ถ่ายเอกสาร ไปส่งเอกสาร ไปรับเอกสาร ส่งของกลางไปตรวจเอง ไปรับผลการตรวจของกลางเอง ไปส่งหมายเรียกและออกเงินเอง ลงบันทึกประจำวันรับแจ้งความเอง" ไปตรวจที่เกิดเหตุเอง โดยขาดแคลนยากไร้ปราศจาก "ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน"  

4.3. แบกรับความกดดันจากสื่อมวลชน ที่ได้ลงข่าวเสนอแนวทางการทำสำนวน (ไม่รู้ว่าจะยุติธรรมหรือไม่) ก็ต้องทำตามเพราะมิฉะนั้นแล้ว ? ลองไปดูข้อ 4.2

5. นี่แหละครับเหตุที่ต้องวิพากษ์ว่าหากมีการปฏิรูป ต้องปฏิรูปงานสอบสวนในวันนี้ เข้าเรื่องเลยดีกว่า     

5.1. สมควรแยกพนักงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ ?

อย่างที่บอก....พนักงานสอบสวน มีหน้างานควบคู่กับภารกิจการเป็นตำรวจ จึงทำให้มีศักยภาพในการสอบสวน เพราะ "สืบสวนต้องคู่กับสอบสวน" เปรียบเสมือน เป็น "เสือต้องมีเขี้ยวมีเล็บมีลาย" แต่ "สืบสวนไม่ควรขี่สอบสวนหรือสืบสวนมองสอบสวนเป็นเพียงมนุษย์พิมพ์ดีด" อย่างเช่นปัจจุบัน!!! หรือเปล่า??? เพราะจะทำให้เป็น "แมวคิดว่าตนเองเป็นเสือ"  

ประเด็นที่หนึ่งจึงเห็นว่า "ไม่ควรแยกพนักงานสอบสวนออกจากความเป็นตำรวจ" เพราะจะทำให้เป็น "เสือที่มีแต่ลายไม่มีเขี้ยวไม่มีเล็บ" ด้วยเหตุเพราะ "การสืบสวนสอบสวน" ต้องควบคู่กันจึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ และเป็นประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด  

5.2. ถามต่อไปว่า หากไม่แยกออกจากตำรวจแล้วปัญหาการถูก "แทรกแซง" จากผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อพนักงานสอบสวน จะหมดไปได้อย่างไร ? ตอบอย่างผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการตำรวจมาค่อนชีวิตว่า "ควร" 

1. ตั้งกองบัญชาการสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นมา มีฐานะ เป็น บช.ให้มีอำนาจบริหารจัดการบุคลากร + งบประมาณ เป็นของตนเอง โดยใช้งบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
 

มีโครงสร้าง บช.สอบสวน ดังนี้

งานสอบสวน  
-ผู้บัญชาการสอบสวน
-รองผู้บัญชาการสอบสวน
-ผู้บังคับการสอบสวน
-รองผู้บังคับการสอบสวน
-ผู้กำกับสอบสวน
-รองผู้กำกับสอบสวน
-สารวัตรสอบสวน
-พนักงานสอบสวน

งานธุรการสอบสวน
ให้มีโครงสร้างอำนวยการธุรการสนับสนุน พนักงานสอบสวน ตั้งแต่
-ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน
-ธุรการ สถานี (ช่วยงาน พงส.ในเรื่องสำนักงาน)
-เจ้าหน้าที่บันทึก
-เจ้าหน้าที่งานคดี
-เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานอัยการ
-เจ้าหน้าที่ประสานงานศาล
-เจ้าหน้าที่สวัสดิการ  
-ไปจนถึงรองผู้บัญชาการฝ่ายสนับสนุนและอำนวยการงานสอบสวน                                

2. การขึ้นสู่ตำแหน่งในกองบัญชาการสอบสวนมีเงื่อนไข คือ ต้องแต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนต่อเนื่องเท่านั้น (ต่อเนื่อง คือ พนักงานสอบสวน สารวัตรสอบสวน รองผู้กำกับสอบสวน ผู้กำกับสอบสวน ไม่เอาแบบรองผู้กำกับการฝ่ายจราจร ไม่เคยสอบสวนเลยหรือเคยเมื่อปีมะโว้ สมัยเป็นรองสารวัตรสอบสวน ที่ไม่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาทับหัวกินตำแหน่ง ผู้กำกับสอบสวน กุมบังเหียน ทับหัวพนักงานสอบสวน เฉกเช่น วงจรเดิมอีกต่อไป)

3. ดุลพินิจต้องค่อนข้างเป็นอิสระ หากดุลพินิจนั้นสุจริตย่อมได้รับการคุ้มครอง พนักงานสอบสวนมีอิสระในการทำความเห็นทางคดี แยกจากรองผู้กำกับสอบสวน หรือผู้กำกับสอบสวน ต่างคนต่างแยกทำความเห็นทางกฎหมายได้อย่างอิสระไม่ผูกมัดกันและกัน ไม่สามารถสั่งให้หันซ้ายหรือหันขวาต่อกันได้  

4. กองบัญชาการสอบสวน สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ ผบ.ตร.หรือผู้บังคับบัญชา ใน ตร.ไม่สามารถให้คุณให้โทษ พนักงานสอบสวน ถึงผู้บัญชาการสอบสวนได้ โดยให้ปกครองให้คุณให้โทษกันเองใน บช. เช่น หากพนักงานสอบสวน มีเรื่องถูกร้องเรียนให้เป็นหน้าที่ของผู้กำกับสอบสวน หรือผู้บังคับการสอบสวนเป็นผู้พิจารณากันเอง   

5. สถานที่ทำงาน ก็ทำงานอยู่ที่เดิมนั่นแหละ คือ ที่ตั้งสถานีตำรวจเพียงแต่ ฝ่าย ป.หรือ สส.ไม่มีอำนาจสั่งการ บีบบังคับ บีบเค้น พนักงานสอบสวน เพื่อให้ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ตามที่ต้องการอีกต่อไป

6. เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะยาวเกินไป เพียงแค่ทำได้ 1-4 รับรองว่า สายน้ำแห่งต้นธารกระบวนการยุติธรรมจะใสขึ้นทันตาเห็นครับ "เจ้านาย" !!!

7. ส่วนตัวเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิรูปชนิดเสร็จเด็ดขาดแบบด้านบน เพราะเหมือนผ่าตัดรักษามะเร็ง โอกาสคงจะ 0.01 เปอร์เซ็นต์ ผู้เขียนจึง กราบขอร้องคณะกรรมการปฏิรูปว่า ขอให้แก้ไขหรือปฏิรูป 4 เรื่องหลักนี้ให้พนักงานสอบสวน ก็คงจะเพียงพอแล้ว คือ 

7.1. จัดเจ้าหน้าที่ซึ่งมีศักยภาพและพร้อมทำงานให้เพียงพอ เช่น ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน เสมียนคดี เจ้าหน้าที่กรอกข้อมูล เจ้าหน้าที่ประจำวัน เจ้าหน้าที่รับส่งสำนวน เจ้าหน้าที่งานคดีฟ้องวาจา เจ้าหน้าที่งานคดีส่งสำนวน เจ้าหน้าที่รับส่งของกลาง เจ้าหน้าที่รับส่งเอกสาร ฯลฯ ให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือพนักงานสอบสวนในด้านงานคดี   

7.2. จัดอุปกรณ์การทำงานให้เพียงพอ เช่น โต๊ะทำงาน ห้องทำงาน รถยนต์ที่ต้องใช้ทำงาน รับส่งผู้ต้องหา รถออกตรวจสถานที่เกิดเหตุ พร้อมกับน้ำมันรถ คอมพิวเตอร์ กระดาษทำสำนวน เครื่องปริ้นเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร  

7.3. จัดพนักงานสอบสวนให้เพียงพอต่อปริมาณงาน และ "ห้ามแปะชื่อ" เอาอายุงาน แต่เจ้าตัวไม่ทำงาน ปล่อยให้เพื่อนทำงานแทน

7.4. การทำความเห็นทางคดีให้มีอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง โดยให้มีกระบวนการป้องกันการ "บีบให้ สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง" การบีบให้ "แจ้งข้อหาโดยคดีไม่มีมูล" การบีบ ให้สอบเพิ่มเติมในลักษณะกลั่นแกล้งทั้งที่เนื้อหาคดีก็ไม่มีอะไรเลย ผู้ต้องหาก็ยอมตั้งแต่หน้าประตู แต่สั่งสอบเพิ่มเสียจนผู้ต้องหาขาดฝากขัง แล้ว ลงโทษพนักงานสอบสวน  

8. เท่านี้ผมว่าพนักงานสอบสวน ตำรวจ ที่ทำหน้าที่ "ร้อยเวรสอบสวน" ก็เฮกันทั้งประเทศ และสายน้ำแห่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญา "ก็ใสขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว"  

บทความโดย นายสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาศาลประจำจังหวัดแพร่