วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์ ขสมก. มันก็ยังวนๆเวียนๆ

หลังจากที่นายสมศักดิ์ ห่มม่วง เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ได้ 3 เดือนครึ่ง มีเสียงสะท้อนดังออกมาจาก ขสมก.หลายต่อหลายเรื่อง

เริ่มต้นเรื่องแรกนายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. นัดรวมพลคน ขสมก.บุกทำเนียบฯร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีใช้ ม. 44 ปลดล็อกเรื่องรถเมล์ NGV 489 คัน และคัดค้านการที่กรมการขนส่งทางบกขีดเส้นทางเดินรถโดยสารใหม่ เกรงจะเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องการลงนามสัญญาโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Ticket มูลค่า 1,600 ล้านบาท ที่ ขสมก.โดยนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ลงนามสัญญากับเอกชนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน อย่างร้อนรน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสหภาพแรงงานฯ ขสมก.ที่ไม่เห็นด้วยทั้งตัวระบบที่เคยนำมาทดลองใช้แล้วเกิดปัญหาจราจรติดขัด รวมทั้งยังไม่มีรถเมล์ใหม่ให้ติดตั้ง...เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

ถัดมา...เป็นเรื่องฟ้องร้องศาลปกครองกรณีผู้เข้าร่วมประมูลรายหนึ่งถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมประมูล เพราะถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่าหลังจาก ขสมก.เซ็นสัญญาไปเพียงวันเดียว ศาลปกครองประทับรับฟ้องคดีที่บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ฟ้อง ขสมก.กับพวกรวม 3 คน และมีคำสั่งให้ ขสมก. แก้ต่างคำฟ้องพร้อมด้วยหลักฐานที่กล่าวหาโจทก์ภายใน 30 วัน

และในวันเดียวกันนั้น นายสมศักดิ์ยังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ขสมก.ได้ยึดแบงก์การันตี จำนวน 338.978 ล้านบาท แถมด้วยการฟ้องร้องให้บริษัท เบสท์ริน จำกัด จ่ายค่าปรับเพิ่มอีก 400 ล้านบาท

เนื่องจากผิดสัญญาไม่สามารถส่งรถโดยสาร NGV ได้ทันกำหนดเวลาปรากฏว่า...วันที่ 3 กรกฎาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ ขสมก.ระงับการกระทำการใดๆเพื่อใช้สิทธิ์เรียกร้องเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันลงวันที่ 30 กันยายน 2559 จำนวน 338.978 ล้านบาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

สันติ ปิยะทัต ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากเบสท์ริน กล่าวว่า การกระทำของ ขสมก. ถือเป็นการดำเนินการที่เร่งรีบ ไม่ได้คำนึงถึงคำสั่งของศาลปกครองที่จะมีมาแม้แต่น้อย หาก ขสมก.คำนึงถึงผลของคำสั่งศาลตามสมควร ขสมก.ควรที่จะหยุดการใช้สิทธิ์ส่วนนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อรอฟังคำสั่งศาลเสียก่อน

และ ขสมก.ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในเรื่องนี้

นั่นหมายความว่า ขสมก.ต้องนำเงินมาคืนหรือมาเก็บเป็นเงินประกันไว้ที่เดิม ส่วนการที่ธนาคารปล่อยเงินประกันออกไปโดยไม่รอว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่ ขสมก. และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมฟ้องธนาคารด้วยแล้ว

เรื่องต่อมา วันที่ 12 เมษายน นายสมศักดิ์ ห่มม่วง สั่งยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทเบสท์รินในฐานะผู้ทิ้งงาน

ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม สำนักกฎหมายของกระทรวงคมนาคม พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วให้นายยุกต์ จารุภูมิ รอง ผอ.ขสมก. ลงนามในคำสั่ง ขสมก.ที่ 580/2560 ระบุว่า องค์การพิจารณาแล้วเห็นว่าการประกาศให้บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ทิ้งงาน เป็นการดำเนินการไม่ครบขั้นตอน

ดังนั้น จึงขอยกเลิกคำสั่งองค์การที่ 355/2560, 356/2560, 357/2560 และ 350/2560

ทนายสันติเห็นว่า ขสมก.ได้ประกาศต่อสาธารณชน และมีหนังสือว่า บริษัทฯเป็นผู้ทิ้งงานโดยไม่เปิดโอกาสให้บริษัทฯได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ถือว่า เป็นการผิดขั้นตอน ส่งผลให้บริษัทฯไม่สามารถเข้าร่วมในการประมูลงานใดๆของหน่วยงานของรัฐได้ ถือเป็นการจงใจทำให้บริษัทฯเสียชื่อเสียง

หรือทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้อื่น เข้าข่ายความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 บริษัทฯจะเร่งดำเนินการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องทันที ต่อเนื่องกับเรื่องต่อมา...กรณีกรมการขนส่งทางบกประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถ NGV 292 คัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

นายทะเบียนได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ประกอบกับได้รับแจ้งตามหนังสือที่ ขสมก. 858/2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ว่าหลักฐานสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาการแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปรากฏข้อความว่า ขสมก.ได้ชำระเงินค่ารถยนต์โดยสารแล้วซึ่งเป็นข้อความเท็จ

“กรมการขนส่งทางบกบอกว่าได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก. กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จริงๆแล้ววันที่ 8 เมษายน ขสมก.ยังไม่ยกเลิกสัญญา แต่ยกเลิกวันที่ 12 เมษายน”

นั่นหมายความว่า กรมการขนส่งทางบกยกเลิกทะเบียนก่อนวันยกเลิกสัญญาหรือ? ตรงนี้ไม่เข้าใจ...มีเจตนาอย่างไร?

“ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่ออกมาเพื่อประกอบการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารเท่านั้นไม่ใช่เอกสารปลอม ใบเสร็จดังกล่าวออกโดยบริษัทฯ จริง แต่มีเงื่อนไขระบุอย่างชัดเจนว่า...ใบเสร็จจะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับเงินแล้วจาก ขสมก. แต่เหตุที่ต้องมีใบเสร็จออกมาเพราะ ขสมก.ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบรถตามสัญญา เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอม หรือเอกสารเท็จ การที่ ขสมก.มีการให้ข่าวในทำนองว่าบริษัทฯทำเอกสารเท็จ ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท”

นอกจากนั้น ขสมก.มีการแจ้งเรื่องเอกสารเท็จไปให้กรมการขนส่งทางบกทำการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารนั้น “เป็นการแจ้งเพื่อหวังผลทางคดีที่ศาลปกครองหรือไม่ เพราะเรื่องการจดทะเบียนโอนรถยนต์ บริษัทฯได้รับความยินยอมจาก ขสมก. ที่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียน เป็นการแสดงว่า ขสมก.ได้รับรถยนต์ไปแล้วโดยปริยาย” ขสมก.จึงมีความจำเป็นต้องลบล้างการจดทะเบียนเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครองเท่านั้น

“เรื่องการออกใบเสร็จรับเงินแล้วมีหมายเหตุแบบนี้ต้องบอกตรงๆว่า ในวงการธุรกิจปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือพิสดารอย่างไร? เป็นการหาเหตุแค่นั้น...มันตื้นๆครับ”

เรื่องราววุ่นๆยุ่งๆหลายเรื่องราวมหากาพย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ประกาศยกเลิกการประกวดราคา โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน สาเหตุเนื่องมาจากราคากลางสูงเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด ที่สำคัญก่อนที่จะประกาศยกเลิกการประมูลยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะลาออก... หากต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงราคาใหม่จากทีโออาร์ แต่จนถึงวันนี้ยังสงบนิ่ง

นอกจากนี้ โครงการประกวดราคาจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 200 ล้านบาท วงเงิน 2,702 ล้านบาท ก็ต้องสะดุดล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อกรมศุลกากรแจ้งว่า ไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้ารถไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาจัดซื้อรถสูงกว่าราคากลางที่ประเมินไว้ถึง 1,000 ล้านบาท...เป็น 3,702 ล้านบาท

วีรกรรม 3 เดือนครึ่ง...นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องรถเมล์ 489 คัน ตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ยังก่อให้เกิดคดีใหม่ๆทั้งทางแพ่งและอาญาอื่นๆอีก

ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง...เห็นด้วยหรือไม่? ท่านรัฐมนตรีคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ.