วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ช่องโหว่การโกงเงินวัด

พุทธศาสนิกชนชาวไทยน่าจะโล่งอกไปตามๆกัน เมื่อทราบผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัดหรือเงินทอน พบว่าปัญหานี้ไม่ได้ทำให้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาลดลง ไม่กระทบต่อการทำบุญ คนส่วนใหญ่จะยังบริจาคเงินเหมือนเดิม แต่กรุงเทพโพลพบว่า คนส่วนใหญ่ลดความเชื่อมั่นในหน่วยงานที่ดูแลพระพุทธศาสนา

แม้เรื่องอื้อฉาวเงินทอนวัด ซึ่งเป็นข่าวติดต่อกันนานแรมเดือน จะพาดพิงถึงบุคลากรทางพระพุทธศาสนา ทั้งพระภิกษุ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แต่ชาวพุทธทั่วไปยังเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา โดยถือเสียว่าการทุจริตเป็นเรื่องของบุคคล แต่หลักธรรมคำสอนยังมั่นคง และยังมีพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

จากการเปิดโปงของกองกำกับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ป.ป.ป. พบว่าวัดที่เกี่ยวข้อง 12 วัด อยู่ในทุกภาคของประเทศ เงินที่เสียหายกว่า 60 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบต่อมาลามไปถึงกว่า 400 วัดทั่วประเทศ รวมทั้งวัดดังๆในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งวัดของกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) บางรูป

ส่วนหน่วยงานที่ดูแลพระพุทธศาสนา ที่ผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นลดลง น่าจะได้แก่ พศ. ซึ่งเป็นหน่วยราชการระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ดูแลวัดทั่วพระราชอาณาจักร และในการตรวจสอบการทุจริตเงินทอน พบว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ.เกี่ยวข้องหลายคน รวมทั้งอดีตผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก เจ้าหน้าที่ พศ.ผิดหรือไม่ และมีพระสงฆ์เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แถลงการณ์ของ “องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ ไทย” กล่าวว่า การให้ข่าวของ ผอ.พศ.เสมือนว่าพระสังฆาธิการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พศ.ในการทุจริต จึงขอให้ตรวจสอบใครผิดใครถูก พร้อมทั้งประกาศจะไม่รับเงินอุดหนุนใดๆจาก พศ.

ผอ.พศ.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เงินอุดหนุนวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ ไม่มีกำหนดจำนวนเงินแน่นอน แสดงว่าขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ พศ. (โดยเฉพาะระดับผู้มีอำนาจ) ที่จะให้วัดไหนก็ได้ และเป็นเงินจำนวนเท่าใด
ก็ได้ ใช่หรือไม่ หากเป็นจริงต้องถือว่าเป็นช่องโหว่มหาศาล และเอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

นายกรัฐมนตรีกำชับผ่านโฆษกรัฐบาลว่า ถ้าพบเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำผิด จะต้องถูกลงโทษ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องยึดมั่น ในนโยบายปราบปรามการทุจริต แต่การจะรู้ว่าใครทำผิด จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่มีเลือกปฏิบัติ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคณะสงฆ์.