วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซื้อ 8 ลํา 8,800ล. ฝูงบินเกาหลี

‘บิ๊กป้อม’ จ่อชงเข้าครม.‘จตุพร’ บี้ปฏิรูปกองทัพ

พท.ไม่มั่นใจปฏิรูปตำรวจได้จริง แนะฟังเสียงประชาชน-ตร.ชั้นผู้น้อยที่ทำงานใกล้ชิดชาวบ้าน พร้อมยกระดับค่าตอบแทน จนท.ชั้นปฏิบัติไม่ต้องไปรีดไถ “จตุพร” แกนนำ นปช. เสี้ยมให้ตำรวจมานั่งหัวโต๊ะปฏิรูปทหารบ้าง เย้ยทุกวันนี้ตำรวจก็อยู่ใต้ทหารอยู่แล้ว ชี้คนดี-ชั่วมีทุกองค์กร คสช.ยันกองทัพอัพเดตตัวเองตลอด ตอกกลับ “จตุพร” แค่เสียงร้องของพวกเสียประโยชน์ “ไก่อู” ตะเพิดให้ไปปฏิรูปตัวเองก่อน วิป สนช.ถกตั้ง กมธ.ร่วม ก.ม.ลูกพรรคการเมือง หลัง กรธ.โต้แย้ง ส่วน ก.ม.ลูก กกต. คาดคลอด 13 ก.ค. พรรคการเมืองโอเค ดีด กกต.พ้นทางไพรมารีโหวต แต่ยังค้านหัวชนฝา “นิพิฏฐ์” ชี้ระบบขี่ช้างจับตั๊กแตน ลงทุนมากคนมีส่วนร่วมน้อย ซื้อเสียงง่ายกว่าเดิมแถมถูก ก.ม. ชี้ปัญหาผู้สมัครไม่กระจายส่อขัด รธน. พท.หวั่นไพรมารีทำระบบพรรคพินาศ “บิ๊กป้อม” เตรียมขอ ครม.อนุมัติซื้อเครื่องบินเกาหลี 8 ลำ 8,800 ล้านบาท

หลังจากรัฐบาลตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) จำนวน 36 คน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด เป็นประธาน วางกรอบเวลา 9 เดือน ในการปรับปรุงโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ท่ามกลางการตั้งข้อ สงสัยว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมวงการตำรวจได้มากน้อยเพียงใดนั้น

พท.แนะฟัง ตร.ชั้นผู้น้อยปฏิรูป

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาลว่า อยากให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเร่งพิจารณาผลการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจก่อนหน้านี้เพื่อมาปรับใช้ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นประชาชนว่าอยากเห็นตำรวจปฏิรูปอย่างไร ที่สำคัญควรรับฟังความคิดเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานใกล้ชิดประชาชน ส่วนตัวอยากเห็นการปฏิรูปด้านการบริหารงานบุคคล ให้การแต่งตั้งโยกย้ายมีระบบคุณธรรม ลดการวิ่งเต้น ให้ความเป็นธรรมและมีหลัก ประกันความก้าวหน้าต่อตำรวจที่มีผลงาน อยากให้ดูแลเรื่องอุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัยให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการประชาชน และทำให้การสืบสวนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องปฏิรูปในเรื่องค่าตอบแทนและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะชั้นปฏิบัติต้องมีค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับงาน ปัญหาตำรวจบางคนเรียกรับสินบนจะได้หมดไป และสุดท้ายอยากให้ปฏิรูปเรื่องความโปร่งใสในการรวบรวมพยานหลักฐาน ควรนำระบบนิติวิทยาศาสตร์มาใช้มากขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ก้าวหน้าต่อไป

นปช.ชง ตร.นั่งหัวโต๊ะปฏิรูปทหาร

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ถึงกรณีนายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาลและอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้มีการปฏิรูปทหารว่า ขอพูดในหัวข้ออย่าปฏิรูปเฉพาะตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว เมื่อให้ทหารเป็นหัวแถวปฏิรูปตำรวจ ก็ควรให้ตำรวจเป็นหัวแถวในการปฏิรูปทหารด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องประชดประชัน แต่เป็นเรื่องต้องยอมรับความเป็นจริง ทุกองค์กรในประเทศมีปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ตำรวจองค์กรเดียว ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง ภาคประชาชนต่างต้องปฏิรูปทั้งนั้น เวลานี้แต่ละฝ่ายพูดกัน ดูเสมือนหนึ่งประเทศไทยมีปัญหาเพียงเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตนไม่มองอย่างนั้น เรื่องคนดีคนเลว มีทุกองค์กร สิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องยอมรับความเป็นจริง บางหน่วยงานแตะต้องไม่ได้ ในโลกความเป็นจริง ปัจจุบันตำรวจอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอยู่แล้ว ในแต่ละส่วนงานมีทหารไปเกี่ยวข้องแต่ละพื้นที่ในทางปฏิบัติกันอยู่แล้ว ถ้าต้องการแก้ไข ต้องปฏิรูปตำรวจในทุกมิติ คนไทยอยากได้หน่วยงานที่มีธรรมาภิบาล

ชี้คนดีคนชั่วมีอยู่ทุกองค์กร

“ตำรวจที่จะปฏิรูปเพียงองค์กรเดียว คงจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรสังคมในประเทศนี้กันได้ ทหารเองก็ต้องเปิดกว้าง เมื่อกล้าปฏิรูปตำรวจ ก็ควรต้องกล้าให้มีการปฏิรูปทหารเช่นเดียวกัน เพราะผมเชื่อว่าทหารก็มีปัญหา ทหารก็มีคนดีคนชั่วเหมือนกับทุกหน่วยงาน ถ้าความคาดหวังคนไทย ที่โหมประโคมปฏิรูปตำรวจ ก็อยากเห็นการปฏิรูปทหาร ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปทุกหน่วยงานราชการ พรรคการเมือง ภาคประชาชน ทุกภาคส่วนเราต้องปฏิรูปไปพร้อมกัน บ้านเมืองนี้ไม่ใช่จะเลวจะชั่วเพียงแค่องค์กรเดียวเท่านั้น” นายจตุพรกล่าว

คสช.ลั่นกองทัพอัพเดตตัวเองตลอด

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพพร้อมๆกับปฏิรูปตำรวจว่า ที่ผ่านมากองทัพมีการปรับตัวเรื่อยมาตามลำดับเวลา ในหลายๆด้านตั้งแต่ภารกิจทางการทหารและภารกิจที่ไม่ใช่สงคราม โดยเฉพาะบทบาทในการช่วยเหลือและพัฒนาประเทศที่ระยะหลังได้รับสัญญาณค่อนข้างบวก แม้ภารกิจของทหารในภาวะปกติไม่ใช่การให้บริการในลักษณะสัมผัสโดยตรงกับประชาชนเหมือนหลายๆองค์กร แต่ทุกหน่วยงานในสังกัดยังคงมีการสำรวจเพื่อปรับตัวให้งานในแต่ละด้านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้เหมาะสมกับความต้องการในภาพรวมของประเทศ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและเวลาที่เปลี่ยนไป

เย้ยข้อเรียกร้องพวกเสียประโยชน์

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า สำหรับเสียงเรียกร้องจากบางบุคคลเชื่อว่ากองทัพพร้อมรับฟังอย่างมีเหตุมีผล แต่ไม่อยากให้จำกัดอยู่เฉพาะบางกลุ่มบางพวกที่สังคมส่วนใหญ่มองไปว่าอาจเป็นเรื่องของการเมืองหรือเข้าใจว่าเป็นข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการทำหน้าที่ของทหารในช่วงภาวะพิเศษช่วงนี้เท่านั้น

“มั่นใจว่าหลายๆหน่วยงานในสังกัดกองทัพ ยังทำงานต่อเนื่องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนำไปสร้างพัฒนาการใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติในแต่ละพื้นที่อยู่เสมอ จากข้อมูลที่ได้มาภาพรวมยังไม่พบเรื่องที่น่ากังวลอะไร” พ.อ.วินธัยกล่าว

“ไก่อู” สวน “จตุพร” ปฏิรูปตัวเองก่อน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ระบุเมื่อให้ทหารมาปฏิรูปตำรวจก็ควรให้ตำรวจปฏิรูปทหารด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พูดเสมอว่าไม่เพียงแค่ปฏิรูปเฉพาะตำรวจ แต่ทุกหน่วยงาน องค์กร และภาคประชาชน ต้องปฏิรูปด้วย เพราะโลกวันนี้ก้าวไปข้างหน้าก็ต้องทำตัวให้ทันกับโลก คำว่าการปฏิรูปก็คือการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง บางปัญหาของเราฝังรากมานานก็ต้องค่อยๆ พัฒนา อย่างกองทัพก็มีการปรับปรุงโดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น การบูรณาการในเรื่องความปลอดภัย ต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนก็ทำงานสำเร็จยาก ขอฝากไปยังคนที่เรียกร้องให้กองทัพปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งนายกฯปรารภเสมอว่าไม่ต้องเรียกร้องใครให้ปฏิรูป แต่ให้ปฏิรูปตัวเองก่อน

ตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ก.ม.พรรคการเมือง

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า สนช.เพิ่งได้รับข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะนำข้อโต้แย้งดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช.ในวันที่ 11 ก.ค. เพื่อเร่งบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม สนช.ในวันที่ 13 หรือ 14 ก.ค.นี้ เพื่อตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย มาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป

เชื่อโหวตฉลุยผ่าน พ.ร.บ.กกต. 13 ก.ค.

นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายมีมติไม่แก้เนื้อหาที่ กกต.โต้แย้งมา โดยยืนยันตามร่างเดิมที่ สนช.เคยเห็นชอบไปนั้น จะนำร่าง พ.ร.บ.กกต.เข้าสู่ที่ประชุม สนช.อีกครั้งในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เพื่อให้สมาชิก สนช.ลงมติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ได้สงวนความเห็นที่โต้แย้ง 6 ประเด็นไว้ เพื่อขอชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ในวันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่ประชุม สนช.คงโหวตให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กกต.อีกครั้ง ไม่มีเหตุผลที่จะไปโหวตคว่ำ เพราะก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช.ได้ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มาแล้ว ส่วนที่ กกต.จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องไปหาช่องทางยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง สนช.คงไม่เป็นผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ เพราะตัวแทนของ สนช.ใน กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.กกต.ไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นคงไม่มี สนช.คนใดไปรวบรวมรายชื่อ สนช.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อีกทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุชัดเจนว่า กกต.ไม่สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะร่างกฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้

“คำนูณ” โล่ง กรธ.–กมธ.ตกลงกันได้

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงการทบทวนหลักเกณฑ์เรื่องไพรมารีโหวตในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า เป็นเรื่องดีที่ กรธ.และ กมธ.ได้มาทบทวนเนื้อหาที่มีปัญหานอกรอบของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองก่อนที่จะมีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายขึ้นมา และสามารถตกลงกันได้ในหลักการเรื่องระบบไพรมารีโหวตที่ กรธ.มองว่าอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ จึงต้องแก้ไขและออกบทเฉพาะกาลในบางเรื่อง จึงเชื่อว่าการทำงานในชั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายไม่น่าจะมีปัญหา สามารถพูดคุยกันได้ เพราะการทำงานในชั้น กมธ.ร่วม ไม่น่ามุ่งเอาชนะคะคานกัน แต่เป็นการพูดคุยกันด้วยเหตุผล

“นิพิฏฐ์” ชี้ไพรมารีขี่ช้างจับตั๊กแตน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ.แก้ไขระบบไพรมารีโหวตให้เป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง โดย กกต.ไม่มีสิทธิแจกใบแดง ใบเหลืองได้ว่า ถือเป็นการทำตามหลักที่ถูกต้อง กกต.ไม่มีสิทธิแจกใบแดง ใบเหลืองได้ อย่างไรก็ตามแต่ตนขอย้ำว่า การทำไพรมารีโหวตเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน คือลงทุนสูงมากแต่คนมีส่วนร่วมน้อย ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของคนร่างกฎหมายนี้ โดยในทางปฏิบัติพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ หรือพรรคที่มีสมาชิกในเขตเลือกตั้ง หรือเขตจังหวัดนั้นน้อย ระบบไพรมารีโหวตก็จะไม่ได้ผล เพราะคนจะมาโหวตน้อยลงไปด้วย และเมื่อมีสมาชิกพรรคน้อย หรือคนมาโหวตน้อยก็สามารถแทรกแซง หรือถูกครอบงำ ถูกซื้อได้ง่ายมากกว่าเดิม เป็นการลงทุนซื้อเสียงที่ต่ำ ซื้อเสียงทางอ้อม คือซื้อเสียงตั้งแต่คัดเลือกตัวผู้สมัครลงในนามพรรคโดยซื้อผ่านกรรมการสาขา หรือสมาชิกพรรคที่จัดตั้งไว้แล้ว และเป็นการซื้อโดยมีกฎหมายรับรองด้วย

ผู้สมัครไม่กระจายส่อขัด รธน.

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหากรณีการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ที่กำหนดให้สมาชิกพรรค 1 คนเลือกผู้สมัครได้ 15 คน จากบัญชีรายชื่อของพรรค 150 คน เพราะที่สุดแล้ว คนดี คนมีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่พรรคส่งลงเพื่อจะให้มาช่วยงานจะไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่รู้จักคนเหล่านี้ จะเกิดปัญหาผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อจะไม่กระจายตามรายภาค ไม่กระจายตามสัดส่วนของ ส.ส.ชายและหญิงที่รัฐธรรมนูญกำหนด อาจขัดรัฐธรรมนูญตามมาอีก

พท.หวั่นไพรมารีทำพรรคแตกแยก

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นไพรมารีโหวตว่า ระบบไพรมารีโหวตที่พูดกันอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช้ระบบไพรมารีตามแนวทางประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะเขาให้ประชาชนมีส่วนในการคัดเลือกผู้สมัครอย่างแท้จริง ทั้งคนในพรรคและคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เป็นเหมือนการทดสอบเสียงก่อนเลือกตั้งจริง การที่บ้านเราเอาระบบไพรมารีแบบครึ่งๆกลางๆมาใช้ ให้สมาชิกพรรคมีส่วนในการเลือกตัวผู้สมัคร ถึงวันนั้นอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในตัวผู้สมัครของพรรคด้วยกันเอง เพราะต้องแย่งเสียงสมาชิกกัน จึงไม่แน่ใจว่าระบบนี้จะเหมาะกันบ้านเราหรือไม่ ส่วนกรณีที่ กรธ.มีแนวคิดให้ระบบนี้เป็นระบบภายในพรรคไม่ให้ กกต.เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นถือว่าดี เพราะเป็นเรื่องภายในพรรคการเมืองอยู่แล้ว กกต.ควรไปดูการเลือกตั้งจริงจะดีกว่า

กกต.ห้ามยุ่งกระบวนการพรรค

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณี กรธ.และ สนช.เตรียมทบทวนหลักเกณฑ์เรื่องไพรมารีโหวต โดยไม่ให้ กกต.มีอำนาจแจกใบเหลือง ใบแดง แต่จะให้เป็นกระบวนการภายในพรรคการเมืองนั้น มองว่ายังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ควรให้การคัดเลือกผู้สมัครเป็นเรื่องกิจการภายในพรรคการเมืองจริงๆ เท่านั้น กกต.ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ชุด พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธานเสนอมาไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะไปกำหนดให้ กกต.มาเกี่ยวข้องในกระบวนการคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคการเมือง แทนที่จะให้ทำหน้าที่เฉพาะควบคุมการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เรื่องการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวผู้สมัครนั้น ทำได้หลายวิธี โดยพรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอว่า ควรให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องไปหาสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งของตนเองอย่างน้อย 100 คน ที่ให้การรับรองการเป็นผู้สมัคร จากนั้นให้นำรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคและตัวแทนสาขาพรรคเป็นผู้พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย วิธีนี้สอดคล้องแนวทางรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร และสามารถทำได้ ไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเหมือนแนวทางของ กมธ.ที่จะเกิดปัญหาตามมามากมาย

ชทพ.พอใจ กรธ.ปรับแต่งลงตัว

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่าพอใจต่อประเด็นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ไขเนื้อหาว่าด้วยระบบเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค หรือไพรมารีโหวต ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง อาทิ ตัดบทบัญญัติที่ให้หัวหน้าพรรคการเมืองลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ กำหนดให้ระบบไพรมารี โหวตเป็นเรื่องภายในพรรคการเมือง และหากมีปัญหาให้เป็นข้อยุติภายในพรรค ส่วนกรณีที่มีปัญหาบุคคลสามารถยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนพรรค ในที่นี้หมายถึง กกต. เพื่อให้ตรวจสอบ เท่ากับเป็นการแก้ไขเพื่อให้บทบัญญัติกฎหมายไม่กระทบต่อสิทธิของพรรคการเมือง ส่วนกรณีที่เพิ่มบทลงโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่ส่งบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้งขั้นต้น ด้วยการจำคุก 6 เดือน หรือปรับ 10,000 บาท นั้นถือเป็นประเด็นที่จะสร้างการถ่วงดุลและตรวจสอบการเลือกบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนลงสมัคร ส.ส. ให้เป็นไปตามระบบประชาธิปไตยมากขึ้น โดยประเด็นที่ กรธ.ขอปรับแก้ไขนั้นเชื่อว่า สนช.จะรับพิจารณา เพราะมีเหตุผลและเป็นไปได้ ไม่ใช่การแก้ไขเพื่อเอาชนะ ดังนั้น จึงไม่เชื่อกระแสข่าวที่ สนช.จะลงมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

พท.ป้อง “ปู” ยื้อเวลาคดีจำนำข้าว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวอาจขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยบางฝ่ายออกมาระบุว่าเป็นการกดดันการพิจารณาของศาลหรือหวังยืดเวลาว่า คดีอาญานั้นมีโทษอันถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่รุนแรงที่สุด จึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ การต่อสู้คดีของจำเลย มีได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริง คือไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง รวมถึงปัญหาข้อกฎหมาย เช่น ปัญหาว่ามีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เจอปัญหานี้มาแล้วหลายกรณี เช่น เมื่อรัฐธรรมนูญ 50 ยกเลิกไปแล้ว และรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้กำหนดเรื่องการถอดถอนไว้ สนช.จะมีอำนาจถอดถอนได้หรือ หรือพ้นจากตำแหน่งแล้วยังจะถอดถอนออกจากตำแหน่งได้อีกหรือ ดังนั้นการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรมองว่าเป็นสิทธิและโอกาสของจำเลยในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่มากกว่า ไม่ควรมองไปในเชิงการตีรวน ประวิงเวลาหรือยื้อคดี การทำให้ทุกๆประเด็นมีคำตอบ ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย น่าจะเป็นผลดีมากกว่า

จวก “วรงค์” ลงพื้นที่หาข้อมูลบ้าง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อยืดเวลา ว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้ถูกกล่าวหาจะร้องขอใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม มิใช่ต่อสู้เพื่อประวิงเวลา ถ้า นพ.วรงค์โดนคดีบ้างก็คงจะทำเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องที่ประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลฎีกาฯนั้น ถือว่าธรรมดา เพราะคนที่เคยทำงานให้พี่น้องชาวไร่ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ เขาก็รักศรัทธาห่วงใยเป็นเรื่องปกติ ที่นพ.วรงค์ระบุให้คนไทยต้องมีสติในการรับข้อมูลนั้น ตนเห็นด้วย ถ้าจะให้ดีกว่านี้ นพ.วรงค์ควรไปดูพื้นที่จริง หาข้อมูลจริงมาพูดกับประชาชนดีกว่าพูดจาแบบอคติเช่นที่เคยทำ

“ยรรยง” จี้รัฐกระตุ้น ศก.ฐานราก

นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การจับจ่ายใช้สอย หรือการบริโภคของประชาชนเริ่มลดตํ่าลงหลัง คสช.ยึดอำนาจเข้ามาและลดตํ่าลงอย่างต่อเนื่อง เพราะประชาชนขาดกำลังซื้อ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำและปริมาณการผลิตที่ลดลงแทบทุกสินค้า รายได้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมลดลงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของไทยและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล และการขาดความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของรัฐบาล รัฐบาลควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการเพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจฐานราก คือภาคเกษตรและภาคแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เน้นเฉพาะการแก้ไขเชิงโครงสร้างหรือการปฏิรูปเท่านั้น ทั้งนี้การบริโภคและการลงทุนทั้งของเอกชนและของรัฐบาลเป็นองค์ประกอบสำคัญของ GDP ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการส่งออกและการนำเข้า เรื่องนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะในช่วงหลังมานี้ GDP ของไทยขยายตัวเพียงปีละ 2-3% ต่ำสุดในอาเซียน ในขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นขยายตัวปีละ 5-7% ทุกประเทศ

เร่งประกาศเลือกตั้งเรียกเชื่อมั่น

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อสาธารณะว่า ไม่คิดสืบทอดอำนาจ เท่ากับได้มอบอำนาจให้กับประชาชนสรรหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นรัฐบาลนี้ควรเตรียมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ยุติธรรม ควรส่งสัญญาณบวกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศอึมครึม ซึ่งทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่จะมาลงทุนยังไม่รู้เลยว่าคนไทยจะมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เมื่อใดและจะมีเลือกตั้งเมื่อใด ทั้งที่บริหารประเทศมา 3 ปีแล้ว

แจงขั้นตอนปฏิบัติแรงงานต่างด้าว

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า คนต่างด้าวที่จะตรวจสัญชาติเพื่อรับ CI จากประเทศต้นทาง หากเป็นแรงงานเมียนมาและมีบัตรชมพูซึ่งยังไม่หมดอายุให้ไปขอหนังสือรับรองการออกนอกพื้นที่เพื่อไปตรวจสัญชาติที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดในเขตพื้นที่ทำงานของแรงงานก่อน และถือหนังสือเป็นหลักฐานระหว่างการเดินทางไปศูนย์ตรวจสัญชาติ ซึ่งมีอยู่ 6 ศูนย์ 5 จังหวัด ได้แก่ 1.จังหวัดสมุทรสาคร ที่เทศบาลนครสมุทรสาคร ต.มหาชัย อ.เมือง และสถานีขนส่งจังหวัดสมุทรสาคร เทศบาลตำบลท่าจีน อ.เมือง 2.จังหวัดสมุทรปราการ เลขที่ 1467 หมู่ 1 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง 3.จังหวัดเชียงราย เลขที่ 889/6 และ 889/7 หมู่ 9 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 4.จังหวัดตาก เลขที่ 298 หมู่ 2 ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด 5.จังหวัดระนอง เลขที่ 89/150 ต.ปากน้ำ อ.เมือง ส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาและลาวที่ถือบัตรชมพูที่ยังไม่หมดอายุ สามารถเดินทางกลับประเทศเพื่อไปทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ประเทศของตนออกให้ได้ โดยต้องขอหนังสือรับรองการออกนอกพื้นที่เพื่อไปตรวจสัญชาติที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดในเขตพื้นที่ทำงานของแรงงาน สำหรับคนต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารแสดงตน หรือมีแต่หมดอายุแล้วให้นายจ้างรับคำขอจ้างคนต่างด้าวที่ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งกำหนดจัดตั้งขึ้นในทุกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค. โดยคนต่างด้าวจะได้รับหนังสือรับรองการไปตรวจสัญชาติในประเทศไทย กรณีเป็นแรงงานเมียนมา หรือในประเทศต้นทางสำหรับแรงงานลาวและกัมพูชา

พท.แนะฉวยจังหวะแก้ครบวงจร

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวว่า เห็นด้วยที่มีการออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ระยะเวลาที่มีการผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมายบางมาตรา แรงงานก็ควรไปทำให้ถูกต้อง แต่สิ่งที่อยากเห็นการปรับปรุงเกี่ยวกับ แรงงานต่างด้าวคือ การตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่ประเทศต้นทาง ป้องกันโรคติดต่อที่หมดไปจากประเทศไทย ไม่เช่นนั้นโรคเหล่านี้อาจกลับมาอีก รวมทั้งควรมีการจัดสอนฝีมือแรงงานในประเทศต้นทางด้วย ภาคเอกชนอาจไปลงทุนหรือประเทศต้นทางสร้างโรงเรียนที่ได้มาตรฐานขึ้นมาแล้วคัดเลือกแรงงานที่มีคุณภาพมาทำงานในบ้านเรา แทนที่จะให้แรงงานทะลักเข้ามาแล้วค่อยมาคัดเลือกกัน จะแก้ปัญหาแรงงานว่างงานได้ ที่สำคัญรัฐบาลควรดูแลเกี่ยวกับที่พักแรงงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ตามกฎหมายแรงงานต้องอยู่กับนายจ้าง แต่ความเป็นจริงแรงงานจำนวนมากเช่าที่พักอาศัยอยู่กันเอง ถ้าไม่เข้าไปจัดระเบียบอาจกลายเป็นปัญหาได้ อีกทั้งรัฐบาลควรประสานประเทศต้นทางให้ต่อพาสปอร์ตและวีซ่าทำงานได้ที่สถานทูต แรงงานจะได้ไม่ต้องเสียค่าดำเนินการให้นายหน้าและประหยัดเวลาเดินทางในแต่ละครั้งลงได้ ตอนนี้รัฐบาลตื่นตัวเรื่องแรงงานแล้วก็ควรแก้ปัญหาทั้งระบบในคราวเดียว

ขอ ครม.ซื้อเครื่องบิน 8 ลำ 8,800 ล้าน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะนำโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ รุ่น T-50TH จำนวน 8 เครื่อง จากประเทศเกาหลี บริษัท Korea Aerospaceindustries (เคเอไอ) วงเงินประมาณ 8,800 ล้านบาทเศษ โดยเป็นงบผูกพัน 3 ปีของกองทัพอากาศ เสนอเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นการจัดหาต่อเนื่องในระยะที่ 2 หลังจากที่ ครม.อนุมัติไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จำนวนทั้งหมด 16 เครื่อง โดย ทอ. จัดหาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง และระยะที่ 3 จำนวน 4 เครื่อง ทั้งนี้การจัดหาเครื่องบินขับไล่ รุ่น T-50TH ซึ่งเป็นเครื่องฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น เพื่อทดแทนเครื่อง L-39 ที่มีสภาพเก่าและใช้งานมานานกว่า 20 ปี รวมถึงระบบทางเทคโนโลยีไม่ทันสมัยและใกล้สิ้นสภาพเต็มที สำหรับเครื่องบินแบบ T-50TH เป็นเครื่องที่มีสมรรถนะสูง นอกจากนำมาเป็นเครื่องฝึกแล้วยังสามารถใช้ปฏิบัติการทางอากาศได้หลากหลายภารกิจ เพราะมีเทคโนโลยีทันสมัยและมีประจำการอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและไทย อย่างไรก็ตาม หลังจากเสนอให้ ครม.รับทราบแล้ว คาดว่าวันที่ 29 ก.ค.นี้ จะเซ็นสัญญาผูกพันต่อไป

“บิ๊กป้อม” ชง ครม.ยกเครื่องงาน กห.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 12 ก.ค. พล.อ.ประวิตรจะเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาร่าง พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรีและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สาระสำคัญจากเดิมที่มีกองกลาง กองการเมืองและสำนักจเรทหารทั่วไป เพิ่มเติมให้มีกองเลขานุการ และศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ พร้อมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่กองกลางและกองการเมือง เพื่อรองรับภารกิจของสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหมที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับกองเลขานุการ มีหน้าที่ประสานงานพิธีการ การประชุม การจัดทำคำขวัญ สาร คำปราศรัย เอกสาร รับรองคณะบุคคลทั่วไป รวมถึงเผยแพร่ภารกิจ รมว.กลาโหมและ รมช.กลาโหม และผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงานและดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์ทั้งปวงของกลาโหมให้สอดคล้องนโยบายรัฐบาล ขณะที่กองการเมืองเพิ่มเติมหน้าที่ประสานนโยบายระหว่างกระทรวง สนับสนุนภารกิจผู้ประสานงาน ครม.และรัฐสภา พร้อมวางแผน อำนวยการ และประสานงานเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระบบเครือข่าย การประสานการเมืองให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมาย รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศภายในสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม

“ชูเกียรติ” เต็งนั่ง ผอ.ข่าวกรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.สัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้การแต่งตั้งปลัดกระทรวงของทุกกระทรวงส่งให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รวบรวมรายชื่อที่จะเสนอ ครม.แต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ แล้วเสนอนายกฯ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นั้น ล่าสุด ส่วนของหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสำนักข่าวกรองข่าวแห่งชาติ (สขช.) หัวหน้าส่วนราชการจะเกษียณอายุราชการทั้งหมด โดยส่วนของ สขช.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์เลือกแต่งตั้งคนในและยึดหลักอาวุโส ซึ่งครั้งนี้มีแคนดิเดต 2 คนคือ นายชูเกียรติ มาลินีรัตน์ รอง ผอ.สขช. และนายธวัชชัย ฤทธากรณ์ รอง ผอ.สขช. คาดว่าจะเสนอชื่อนายชูเกียรติ อาวุโสอันดับ 1 ขึ้นเป็น ผอ.สขช. แทนนายระวี ประจวบเหมาะ ที่จะเกษียณอายุราชการ

“สมเกียรติ” จ่อนั่งเลขา สมช.คนใหม่

สำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ที่จะมาแทน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช.นั้น แคนดิเดตที่มาแรงคือ นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาธิการ สมช. ซึ่งเป็นลูกหม้อทำงานใกล้ชิดนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช.มาโดยตลอด แต่การเสนอชื่อจะต้องรอให้ที่ประชุม สมช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน พิจารณาตามธรรมเนียมก่อน โดยจะมีการประชุมสภา สมช.ในวันที่ 26 ก.ค. จึงคาดว่าจะเสนอชื่อเลขาธิการ สมช.คนใหม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ในวันที่ 1 ส.ค. ขณะที่ตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่จะมาแทนนายจิรชัย มูลทองโร่ย ที่จะเกษียณ อายุราชการปีนี้ แคนดิเดตเป็นลูกหม้อ สปน.ทั้งนางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ รองปลัด สปน.ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัด สปน.เมื่อปี 57 ปัจจุบันรับผิดชอบดูแลในเรื่องของงานพระราชพิธีและงานสำคัญๆ มีความเชี่ยวชาญด้านการประสานหน่วยงานต่างๆ ขณะที่นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัด สปน.ขึ้นดำรงตำแหน่งรองปลัด สปน.เมื่อปี 59 ทำงานได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน โดยภายในสัปดาห์นี้จะนำเสนอชื่อต่อนายวิษณุ

ปลัด กต.บินหารือหุ้นส่วนสหรัฐฯ

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 14 ก.ค. นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมประชุมหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะหารือในประเด็นที่ครอบคลุมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ และหารือเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางเยือนสหรัฐฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย สำหรับกำหนด การเยือนของนายกฯนั้น ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อหาช่วงเวลาที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายสะดวก

“ปึ้ง” เย้ยนายกฯอาจวืดพบ “ทรัมป์”

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่สหรัฐฯไม่ยืนยันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปพบนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ อาจเป็นเพราะสหรัฐฯ มีเหตุการณ์ตึงเครียดกับเกาหลีเหนือจึงต้องการแรงสนับสนุนจากไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาล คสช.อาจไม่เข้าใจวิถีทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย เพราะเป็นทหาร อาจคิดเอาเองว่าสหรัฐฯอยากเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ไปพบอย่างเป็นทางการ เพราะจากการวิเคราะห์ข่าวของสำนักข่าวในสหรัฐฯมองไทยว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ดังนั้น การที่ผู้นำสหรัฐฯจะให้ความสำคัญกับรัฐบาล คสช.ก็คงต้องคิดหนักพอสมควร แต่ก็อย่าละความพยายาม ต้องตื๊อเท่านั้นจนกว่าจะได้เข้าพบ

นายกฯลุยแก้ปัญหาราคายางเต็มสูบ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับยางพาราทั้งระบบ ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนที่สร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี แม้ตลาดโลกยังต้องการยางพารา แต่ประเทศไทยส่งออกเป็นวัตถุดิบส่วนใหญ่ทำให้ราคาขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นนายกฯ สั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทยเร่งสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องและทำความเข้าใจแก่พี่น้องเกษตรกรให้ลดความกังวลลง พร้อมกำชับกระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาจับคู่ธุรกิจการค้ายางและผลิตภัณฑ์ยางอย่างต่อเนื่อง

ส่ายหัวทหารยึดบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งนายพลทหารเป็นบอร์ดจำนวนมากกว่า ต้องถามว่ารัฐบาลจริงจังมากน้อยแค่ไหนเพราะคนเป็นบอร์ดไม่ใช่มาแค่เซ็นชื่อรับเบี้ยประชุมหรือเป็นแค่ตรายาง แต่มีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหารกำหนดทิศทางและตรวจสอบความโปร่งใสปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งคนไม่เคยทำธุรกิจจะมาดูแลองค์กรขนาดใหญ่จะไปรอดหรือไม่

เร่งสอบ 4 งาน ศอ.บต.ถูกร้อง

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 4 ก.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการฯชุดดังกล่าว ขณะนี้ตนกำลังรอหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นได้หารือคณะกรรมการถึงขั้นตอนการทำงานไว้แล้ว เนื่องจากมีเวลาไม่มาก กำหนดให้ตรวจสอบแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งทั้ง 4 โครงการที่ให้ตรวจสอบเป็นเรื่องที่ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนมา คือ 1.โครงการติดตั้งไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 โครงการ 2.โครงการก่อสร้างภูมิทัศน์มัสยิด 300 ปี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 3.โครงการปรับปรุงสำนักงาน ศอ.บต. โรงแรมชาลี อ.เมือง จ.ยะลา และ 4.โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล 1 ตำบล 1 สนาม รวมแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท โดยจะพยายามทำให้แล้วเสร็จตามกำหนด หากไม่ทันจริงๆอาจต้องขยายเวลาออกไป รวมถึงต้องขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ศอ.บต.