บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'นิพิฏฐ์' ชี้ 'ไพรมารี' สร้างจุดอ่อน ส.ส.เขต-บัญชีรายชื่อ อาจขัด รธน.

"นิพิฏฐ์" เปรียบ "ไพรมารีโหวต" เหมือน "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ลงทุนสูงแต่คนมีส่วนร่วมน้อย ชี้จุดอ่อนทั้งระบบเขต-บัญชีรายชื่อ อาจส่อขัด รธน.

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 60 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรธ.แก้ไขระบบไพรมารีโหวตให้เป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง โดย กกต.ไม่มีสิทธิ์แจกใบแดงใบเหลืองได้ ว่า ถือเป็นการทำตามหลักที่ถูกต้อง กกต.ไม่มีสิทธิ์แจกใบแดงใบเหลืองได้ ส่วนรายละเอียดคงต้องให้ กรธ.ยกร่าง และประกาศให้ชัดว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แค่ไหน แต่ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าการทำไพรมารีโหวตนี้ จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน คือ ลงทุนสูงมากแต่คนมามีส่วนร่วมน้อย ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของคนร่างกฎหมายนี้ เช่น เขตเลือกตั้งที่ 2 พัทลุงที่ตนลงสมัคร พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก 2 หมื่นคนในเขตนี้ ก่อนหน้านี้เราเคยทำไพรมารีโหวตทางอ้อม โดยประกาศให้สมาชิกเสนอชื่อผู้สมัครปรากฏว่า มีคนมาใช้สิทธิ์แค่ 300 กว่าคน สมาชิกที่มาก็เลือกอดีต ส.ส.คือตน แต่เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำ พรรคต้องทำจดหมายส่งถึงบ้านสมาชิกทั้ง 2 หมื่นครอบครัวในเขตเลือกตั้งนี้

"ถามว่าใครจะเป็นคนออกค่าใช่จ่ายส่วนนี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมาที่เราเคยทำแบบทางอ้อม ใช้การประกาศผ่านรถโฆษณาหาเสียง และใช้การบอกต่อแบบปากต่อปากของกรรมการสาขาเขต ตนจึงกล้าฟังธงว่าจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ต้องทำมาหากิน และจะยิ่งมีปัญหาในทางปฏิบัติกับพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ หรือพรรคที่มีสมาชิกในเขตเลือกตั้ง หรือเขตจังหวัดนั้นน้อย ก็จะไม่ได้ผล เพราะคนจะมาโหวตน้อยลงไปด้วย"

นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญเมื่อมีสมาชิกพรรคน้อย หรือคนมาโหวตน้อยก็สามารถแทรกแซง หรือถูกครอบงำ หรือถูกซื้อได้ง่ายมากกว่าเดิม และเป็นการลงทุนซื้อเสียงที่ต่ำ โดยเป็นการซื้อเสียงทางอ้อม คือ ซื้อเสียงตั้งแต่คัดเลือกตัวผู้สมัครลงในนามพรรค โดยซื้อผ่านกรรมการสาขา หรือสมาชิกพรรคที่จัดตั้งไว้แล้ว และเป็นการซื้อโดยมีกฎหมายรับรองด้วย แม้เจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายจะหวังดี แต่ผลที่ออกมาจะต่าง ไม่เป็นไปตามที่คิด และยังมีปัญหาในกรณีการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ที่กำหนดให้สมาชิกพรรค 1 คนเลือกผู้สมัครได้ 15 คนจากบัญชีรายชื่อของพรรค 150 คน เพราะที่สุดแล้ว คนดี คนมีความรู้ ความสามารถ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่พรรคส่งลงเพื่อจะให้มาช่วยงานจะไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่รู้จักคนเหล่านี้ จะเกิดปัญหา ผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อจะไม่กระจายตามรายภาค ไม่กระจายตามสัดส่วนของ ส.ส.ชายและหญิงที่รัฐธรรมนูญกำหนด อาจขัดรัฐธรรมนูญตามมาอีก ยกตัวอย่างให้สาขาบริษัทมีอำนาจเหนือสำนักงานใหญ่ มีที่ไหน

"ยกตัวอย่าง เขตเลือกตั้งหนึ่ง มีสมาชิกพรรค ก.300 คน แต่ในเขตเลือกตั้งนั้นมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100,000 คน พรรคการเมืองนอกจากมองหาคนดีแล้ว ก็ต้องส่งคนที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่คิดแค่ว่าคน 300 คนจะเลือกเท่านั้น แต่ต้องดูว่าคู่แข่งขันของพรรคเป็นใคร หากส่งอดีตมหาเปรียญ 6 ประโยค แข่งกับอดีต ส.จ.แล้วจะชนะหรือไม่ หากส่งคนดีแต่ไม่มีโอกาสชนะเลือกตั้งทั้ง 350 เขต ส่งไปแพ้หมด ที่สุดพรรคก็อยู่ไม่ได้ พรรคเจ๊ง ก็ต้องยุบไป ฉะนั้นการส่งคนลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.นอกจากจะเป็นคนดีแล้ว ก็ต้องฟังกรรมการบริหารพรรคด้วยคือได้ทั้งคนดีและมีโอกาสชนะเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่ฟังแต่เสียงของสมาชิก หรือกรรมการสาขาเขต หากเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีสาขาทั่วโลก ไม่มีบริษัทใดที่จะให้สาขามีอำนาจเหนือมากำหนดนโยบายให้สำนักงานใหญ่ทำตาม ไม่เช่นนั้นบริษัทสำนักงานใหญ่จะมีไว้ทำไม และหากทำตามสาขาย่อย เสียหายบริษัทล้มละลายจนปิดกิจการ ใครรับผิดชอบ" นายนิพิฏฐ์ กล่าว