วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'นพดล' หวั่น 'ไพรมารีโหวต' ทำพรรคการเมืองแตกแยก ไม่เหมาะกับไทย

"นพดล" หวั่นใช้ "ไพรมารีโหวต" ครึ่งๆ กลางๆ ทำพรรคการเมืองแตกแยก ชี้ไม่เหมาะกับเมืองไทย พร้อมอยากเห็นปฏิรูป ตร.มีคุณธรรม ลดการวิ่งเต้น ทำตำรวจผลงานดีก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 60 นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นไพรมารีโหวตว่า ระบบไพรมารีที่พูดกันอยู่ตอนนี้ ยังไม่ใช่ระบบไพรมารีตามแนวทางประเทศประชาธิปไตยอย่าง สหรัฐอเมริกา เพราะเขาให้ประชาชนมีส่วนในการคัดเลือกผู้สมัครอย่างแท้จริง ทั้งคนในพรรคและคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เป็นเหมือนการทดสอบเสียงก่อนเลือกตั้งจริง การที่บ้านเราเอาระบบไพรมารีแบบครึ่งๆ กลางๆ มาใช้ ให้สมาชิกพรรคมีส่วนในการเลือกตัวผู้สมัคร ถึงวันนั้นอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในตัวผู้สมัครของพรรคด้วยกันเอง เพราะต้องแย่งเสียงสมาชิกกัน ตนจึงไม่แน่ใจว่าระบบนี้จะเหมาะกันบ้านเราหรือไม่ ส่วนกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีแนวคิดให้ระบบนี้เป็นระบบภายในพรรคไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ถือว่าดีกว่าให้ กกต.เข้ามาดำเนินการ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในพรรคการเมืองอยู่แล้ว กกต.ควรไปดูการเลือกตั้งจริงจะดีกว่า

นอกจากนี้ นายนพดล ยังกล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่า อยากให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเร่งดำเนินการศึกษาผลการศึกษา เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจก่อนหน้านี้เพื่อมาปรับใช้ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่า อยากเห็นตำรวจปฏิรูปอย่างไร และควรรับฟังความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับปฏิรูปด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานใกล้ชิดประชาชน ส่วนตัวอยากเห็นการปฏิรูปด้านการบริหารงานบุคคล ให้การแต่งตั้งโยกย้ายมีระบบคุณธรรม ลดการวิ่งเต้น ให้ความเป็นธรรมและมีหลักประกันความก้าวหน้าต่อตำรวจที่มีผลงาน รวมทั้งอยากให้ดูแลเรื่องอุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัยให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย เพื่อให้การบริการประชาชนและการสืบสวนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และต้องปฏิรูปในเรื่องค่าตอบแทนและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะชั้นปฏิบัติ ต้องมีค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับงานปัญหาที่มีตำรวจบางคนเรียกรับสินบนจะได้หมดไป และสุดท้ายอยากให้ปฏิรูปเรื่องความโปร่งใสการรวบรวมพยานหลักฐาน ควรนำระบบนิติวิทยาศาสตร์มาใช้มากขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ก้าวหน้าต่อไป