วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมควรแก่เวลา

เป็นอันว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการทีวีบนแอพพลิเคชั่นหรือ Over The Top (OTT-โอทีที) ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดุดันตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องถูกเลื่อนออกไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2560

บอร์ดซึ่งใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า ควรยกเลิกการลงทะเบียนก่อนหน้านี้ไปก่อน รอให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ OTT ไปจัดทำร่าง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้แล้วเสร็จและเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยเริ่มต้นกระบวนการอีกครั้ง

ก่อนประชุม พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.ยังส่งหนังสือเวียนถึงคณะกรรมการทุกคน ระบุมีข้อกังวลจากหลายหน่วยงาน ส่งเข้ามา ทั้งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย (AIC) ซึ่งบรรดาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ได้แก่ เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ ร่วมกันก่อตั้ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

ก่อนหน้านั้น ยูเอสทีอาร์ยังได้เข้าพบกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อการลงทะเบียนผู้ประกอบการโอทีที โดยเฉพาะการขอความร่วมมือ 47 บริษัทยักษ์ใหญ่ ให้หยุดซื้อโฆษณาโอทีที ที่ไม่มาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย (ในที่นี้คือเฟซบุ๊กและยูทูบ) ว่าอาจละเมิดต่อข้อตกลงองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

หนังสือเวียนระบุด้วยว่า ได้รับการติดต่อจากนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ตลอดจนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลใจต่อประเด็นดังกล่าว ว่าอาจกระทบต่อการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเดือนนี้ ในฐานะประธานบอร์ด กสทช.จึงเห็นควรให้หารือแนวทางประกอบกิจการโอทีทีใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ธเรศ ยืนยัน การกำกับดูแลโอทีทีภายใต้กฎหมายประเทศไทยต้องเกิดขึ้นแน่ หลังมีกฎกติกาที่ชัดเจน ภายในเดือน ก.ย. 2560 นี้

ความพยายามในการลงทะเบียนกิจการโอทีที เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังคลิปวีดิโอ, ไลฟ์วีดิโอ ได้รับความนิยมสุดขีด กิจการโอทีทีที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ ยูทูบ เฟซบุ๊กไลฟ์ ไลน์ทีวี เน็ตฟลิกซ์ เอไอเอสเพลย์ เป็นต้น ขณะที่รายอื่นยินยอมลงทะเบียน แต่ 2 รายใหญ่คือเฟซบุ๊กและยูทูบหายหน้า

การริเริ่มเข้ามาจัดระเบียบ เกิดจากบท เรียนก่อนหน้านี้ในระบบทีวีดาวเทียม ซึ่งกว่ารัฐจะเข้ามาบริหารจัดการได้ตามสมควร ทีวีดาวเทียมก็เติบโตจนยากจะควบคุม ทั้งโฆษณาเกินจริง มอมเมา หรือการเผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก

เช่นกัน เมื่อโอทีทีเริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแวดวงเยาวชน ความพยายามในการกำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา หรืออย่างน้อยควบคุมสาระให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย จึงต้องเริ่มต้นขึ้น

นอกจากในแง่ของเนื้อหาแล้ว โซเชียลมีเดียเหล่านี้ ยังกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหญ่ นั่นก็คือการถูกผลักให้เข้าสู่ระบบภาษีของไทย โดยขณะนี้กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประมวลรัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Business มีเป้าหมายจัดเก็บภาษีนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่ทำมาค้าขายมีรายได้ในประเทศ เช่น ค่าโฆษณาที่เฟซบุ๊กและกูเกิลได้รับจากผู้ประกอบการไทย โดยอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ 15% คาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาไม่นานจากนี้

เป็นไปได้ว่า ปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียหลายรายมีรายได้ ในไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ภาระภาษีต่ำกว่าที่ควรหรือแทบไม่มี

การต่อสู้ของรัฐบาลเพื่อต่อกรกับอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่มันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และหลายประเทศทำสำเร็จไปแล้ว

ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มกระบวนการจัดเก็บภาษีบริษัทไอทีข้ามชาติยักษ์ใหญ่มาตั้งแต่ปี 2558 คาดว่าปีนี้จะสามารถจัดเก็บภาษีเฉพาะจากกูเกิล บริษัทเดียวจำนวน 26,000 ล้านบาท แต่หากรวมทุกบริษัท น่าจะเก็บได้ 52,000 ล้านบาท

ข้ามมาอีกมุมโลก รัฐบาลเวียดนามขอความร่วมมือบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศ ยกเลิกการลงโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ จนกว่าจะยอมมาตั้งสำนักงาน เสียภาษีในเวียดนาม และได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่าง ยามาฮ่า, เวียดมิลค์, เวียดเจ็ท ยกเลิกโฆษณาเป็นเวลา 1 เดือน จนประสบผลสำเร็จ

หันกลับมาที่ประเทศไทย ก็น่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว.

ศุภิกา ยิ้มละมัย