advertisement

ทางออกที่เหลืออยู่ของการเมืองไทยวันนี้?

โดย ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี 5 ธ.ค. 2556 18:30

ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันมหามงคลของคนไทยทั้งประเทศ นับเป็นวันที่นำเอาความปลื้มปีติกลับมาสู่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง...

แม้ว่าจะเป็นความปลื้มปีติชั่วคราวก็ตาม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ยังคงดำรงอยู่ และพร้อมจะปะทุขึ้นมาทันทีในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เนื่องจากข้อเรียกร้องของฝ่ายผู้ชุมนุม ที่เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายรัฐบาล

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเอง ยังคงยืนกระต่ายขาเดียวว่า ข้อเรียกร้องของ กปปส.เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดช่องให้ทำได้ แม้ว่า ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ ปปส. จะออกมายืนยันเช่นกันว่า สามารถทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7


โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

ส่วนมาตรา 7 บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนี้ไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ทั้งนี้ นายสุเทพได้ประกาศในเบื้องต้นว่า นายกรัฐมนตรีต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน จากนั้น ประชาชนจะใช้อำนาจตามมาตรา 3 ตั้งสภาประชาชน ที่ประกอบด้วย บุคคลจากหลากหลายอาชีพ เพื่อมาทำหน้าที่คล้ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการกำหนดนโยบายและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อมาบริหารประเทศชั่วคราว จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในเวลาอันจำกัด แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามกระบวนการปกติในระบอบประชาธิปไตยต่อไป


ส่วนที่ว่า สภาประชาชนจะมีที่มาอย่างไรนั้น นายสุเทพ บอกว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้กำหนดไว้ จึงต้องใช้บทบัญญัติตามมาตรา 7 มาปรับใช้ โดยต้องกลับไปดูกรณีการตั้งสมัชชาแห่งชาติและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

หากประมวลตามข้อเสนอของนายสุเทพแล้ว สิ่งที่นายกรัฐมนตรีน่าจะต้องทำคือ การยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วตราพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ เพื่อมาเลือกกันเองเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สภาประชาชน) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สภานิติบัญญัติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นการชั่วคราว จากนั้นนายกรัฐมนตรีต้องลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่อาจเป็นคนนอกได้


ข้อเสนอที่ว่านี้ ย่อมไม่ใช่ข้อเสนอที่ฝ่ายที่รัฐบาลจะะยอมรับได้ง่ายๆ เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลจะมีโอกาสได้กลับสู่อำนาจอีก และคงจะใช้ประเด็นข้อต่อสู้ว่า ข้อเสนอของนายสุเทพไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

แล้วทางอออก หรือช่องทางไหน ที่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย โดยต้องไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียหน้า และไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้สิ่งที่ต้องการ หรือเรียกร้องทั้งหมด แต่จะได้บ้าง เสียบ้างในทุกๆฝ่าย

ทางออกที่ว่านี้ ถือเป็นทางออกที่ยังยึดมั่นในกติกาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ทุกประการ นั่นคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องลาออกจากตำแหน่ง และให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จาก ส.ส.ในสภาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แล้วกำหนดให้นายกฯ คนใหม่ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศชั่วคราว โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มีนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ ต้องช่วยกันดำเนินการตามข้อเสนอของ กปปส. โดยเฉพาะในประเด็นที่เห็นตรงกัน เช่น การกำหนดกติกาการเลือกตั้งเสียใหม่ การปรับปรุงกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ฯลฯ

ทั้งนี้ ต้องมีการกำหนดกรอบเวลาของการดำเนินการต่างๆ ตามข้อตกลงให้ชัดเจน เช่น ภายในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จ แล้วนายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ กระบวนการนี้ไม่ต้องมีการตีความรัฐธรรมนูญให้เกิดข้อถกเถียงใดๆ แต่ต้องขึ้นกับความจริงใจของแต่ละฝ่าย ที่ต้องเคารพกติกาที่มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านั้น

 



แน่นอนว่า กระบวนการหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการ “เจรจา” ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำต่อหน้าสาธารณชน ด้วยการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี เช่นที่เคยทำกันในปี 2553 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่การเจรจาทุกครั้งจะต้องมีคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้เช่นเดียวกัน

เป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้มีหลายฝ่ายที่พยายามจะเสนอตัวเป็นคนกลาง จัดให้มีการเจราจากันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับ กปปส. ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่มีเสียงตอบรับอย่างเป็นทางการจากแต่ละฝ่าย แต่ก็เชื่อกระบวนการนี้กำลังทำงานอยู่ ซึ่งกระบวนการเจรจาจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยแรงกดดันจากทุกฝ่ายในสังคม ที่ไม่ต้องการเห็นสังคมไทยเดินหน้าสู่ความรุนแรง จนทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตด้วยน้ำมือของคนไทยด้วยกันเองเป็นสำคัญ


ไม่เช่นนั้นแล้ว คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นก็คือ คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ชอบบอกกับตัวเองว่า เป็นกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แล้วไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ซึ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงบานปลาย จนเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศ จะโทษคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้ นอกจากโทษตัวเองเท่านั้น...

 

 

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement