advertisement

นโยบาย "ไม่มีนโยบาย" ยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์

โดย ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี 1 ส.ค. 2555 21:40

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นค่อนข้างถี่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้กระแสความสนใจปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการพูดถึงอีกครั้งใน Social Media

ทั้งที่ในสถานการณ์จริงแล้ว ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่บางครั้งการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ไม่ได้ดำเนินการอย่างอุกอาจ หรือมีภาพออกมาเผยแพร่ทาง Social Media เช่น กรณีที่กลุ่มคนร้ายใช้รถกระบะไล่ประกบยิงทหารชุดคุ้มครองเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บอีก 2 นายที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หรือในกรณีการใช้ระเบิดคาร์บอมถล่มโรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งถือเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดปัตตานีเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยมีปฏิบัติการถล่มโรงแรมแห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ก็ทำให้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้เช่นกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ก็มีกรณีคนร้ายใช้คาร์บอมสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสตติดเสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ เช่นเดียวกับการใช้ระเบิดคาร์บอมถล่มร้านขายคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาสที่แม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ก็สร้างความสะเทือนขวัญกับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่อยู่ไม่น้อย

เมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น จึงเกิดคำถามไปยังรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยว่า ได้ดำเนินมาตรการอย่างไรบ้างในแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมตามที่รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา

ถ้ายังจำกันได้ รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 โดยในนโยบายเร่งด่วนข้อ 1.5 ระบุว่า “เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ยาเสพติด และอิทธิพลอำนาจมืด โดยน้อมนำกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักปฏิบัติในแนวทางสันติวิธี โดยเน้นการส่งเสริมความร่วมมือในทุกภาคส่วนกับประชาชนในพื้นที่ อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสและความเสมอภาค พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ เคารพอัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะมีการบูรณาการการบริหารจัดการทุกภาคส่วนให้มีเอกภาพทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ รวมทั้งปรับปรุง พัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง ทันสมัยกับสภาพความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างเป็นธรรม”

เมื่อพิจารณาจากนโยบายที่สวยหรูเช่นนี้แล้ว หากได้มีการนำไปปฏิบัติจริง ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้คงจะไม่ลุกลามบานปลายจนเกิดความรุนแรงรายวันอย่างที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าในสมัยรัฐบาลที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะไปโทษรัฐบาลทักษิณทั้งหมดก็คงไม่เป็นธรรมนัก เนื่องจากรากเหง้าของปัญหาได้ถูกสะสมมานาน และนโยบายที่ผิดพลาดของนายกฯทักษิณเป็นเพียงตัวเร่งสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่รัฐบาลจะปล่อยให้กลไกรัฐตามปกติทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองว่ากันไปเองโดยที่ฝ่ายนโยบายลอยตัวอยู่เหนือปัญหา แล้วอ้างว่าสามารถใช้เทคโนโลยีกำกับให้ดำเนินการตามนโยบายได้

แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่เข้าบริหารราชการแผ่นมาเกือบจะครบ 1 ปีในอีกไม่มีวันข้างหน้า นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะมีการมอบหมายให้บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้อย่างจริงจังเมื่อไม่กี่วันนี้ และมีความเป็นไปได้ว่ารองนายกรัฐมนตรีท่านนี้ จะไม่ถนัดงานที่ได้รับมอบหมายมากนัก

ทำให้เชื่อว่า ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลชุดนี้ ก็จะยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ดี อย่างมากก็คงซื้อเวลาให้รัฐมนตรีคนโน้นคนนี้ ออกมาแสดงท่าทีขึงขังว่าจะใช้มาตรการโน้น มาตรการนี้ในการแก้ไขปัญหา แต่เมื่อสถานการณ์ลดความรุนแรงลง มาตรการที่พูดกันก็คงจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติเช่นที่ผ่านมา

จากนั้น เราก็ต้องรอกันว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะลงมือสร้างสถานการณ์ที่อุกอาจในช่วงที่ข่าวการเมืองหรือข่าวอื่นๆ ไม่ได้ยึดครองพื้นที่สื่อ และกลายเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศอีกครั้ง ซื่งเมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลก็จะออกมาเอาจริงเองจังกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กันอีกครั้ง

กลายเป็นวงจรอุบาทว์ภายใต้การดำเนินนโยบายแบบ “ไม่มีนโยบาย” ในทางปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งผลที่จะตามมาคือ การสะสมปัญหาให้พอกพูนมากขึ้นจนทำให้ไม่ว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ใดๆในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงจะไม่สามารถนำมาใช้เยียวยาและแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป

เมื่อถึงวันนั้น การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะสายเกินไปจนถึงขั้นไม่มีปัญหาให้แก้แล้วก็เป็นได้...

 


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
http://www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

โหวตข่าวนี้