ภาษิตจีนที่คนไทยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมมากคือ ความไม่รู้ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะใน “อาเซียน” ซึ่งกำลังจะรวมกันเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” และมีผลในปี 2558 ที่จะถึงนี้
ขณะที่สื่อต่างๆ ในประเทศไทย ไม่ได้ส่งนักข่าวไปประจำอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านมานานกว่า 15 ปีแล้ว สื่อของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย ต่างส่งนักข่าวเข้ามาประจำในประเทศไทยกันเกือบทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเวียดนาม ที่ประชากรส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจนกว่าคนไทยหลายเท่านัก
จากการได้มาเยือนและสนทนากับอุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์เวียดนาม ที่กรุงฮานอย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าสื่อเวียดนามมีนักข่าวประจำอยู่ที่กรุงถึง 4 สำนัก ได้แก่ สำนักข่าวแห่งชาติ สถานีวิทยุแห่งชาติ และหนังสือพิมพ์ระดับชาติอีก 2 ฉบับ โดยผู้สื่อข่าวเหล่านี้สามารถอ่าน-เขียนภาษาไทยได้อย่างแตกฉาน

สำนักข่าวเหล่านี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย ในทุกแง่มุมกลับมาให้ชาวเวียดนามได้รับรู้รับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และด้วยเหตุที่สื่อมวลชนเวียดนามทุกสำนักเป็นพนักงานของรัฐ จึงเป็นไปได้ว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นข่าว ถูกรวบรวมส่งไปให้หน่วยงานของรัฐบาลเวียดนาม ที่จะต้องติดต่อร่วมมือกับประเทศไทย ทั้งในด้านการเมือง การทหาร การค้า การลงทุนและอื่นๆ ด้วยอย่างแน่นอน
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องติดต่อร่วมมือกันในเรื่องใด ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ของเวียดนาม ย่อมจะมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยมากกว่าคนไทยและหน่วยงานไทย การติดต่อเจรจาต่างๆ ฝ่ายไทยย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะ “รู้แต่เรา ไม่รู้เขา”
อุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์เวียดนาม บอกด้วยว่า ปัจจุบันเวียดนามมีสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารเฉพาะด้านต่างๆ กว่า 1 พันฉบับ มีสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุประจำจังหวัดครบทั้ง 63 จังหวัด โดยสื่อทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นทั้งหมดอยู่ในความควบคุมของรัฐทั้งหมด แม้ว่าบางสื่อ เช่น นิตยสารและสถานีโทรทัศน์ ที่เน้นภาคบันเทิงจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุนด้วยแล้วก็ตาม

แม้สื่อเวียดนามจะอยู่ในความควบคุมของรัฐ แต่อุปนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์เวียดนาม ก็ยืนยันว่า สื่อมวลชนเวียดนามมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคและรัฐบาล ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการบ่อนทำลายอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเป็นถือเป็นองค์กรสูงสุดของประเทศ
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสื่อมวลชนเวียดนามยังมีบทบาทอย่างมาก ในการเปิดโปงการทุจริตคอรัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ ซึ่งถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลจากภาครัฐไปสู่ประชาชน และนำเอาความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนกลับไปยังภาครัฐ
ผิดกับสื่อของภาครัฐในบ้านเรา ที่มักนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากรัฐ โดยเฉพาะ “รัฐบาล” ไปสู่ประชาชนแบบทางเดียว โดยไม่ค่อยสนใจที่จะนำความเห็นของประชาชนเสนอต่อภาครัฐ หรืออาจเสนอแล้ว รัฐบาลไม่ค่อยสนใจ
มาถึงเรื่องมุมมองในการปรับตัวเข้าสู่ยุคสื่อใหม่หรือสื่อออนไลน์ พบว่าองค์กรสื่อของรัฐอย่างสถานีวิทยุแห่งชาติเวียดนาม หรือ Radio Voice of Vietnam (VOV) มีการปรับตัวที่ค่อนข้างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะสามารถฟังได้สดๆ ผ่านเว็บไซต์แล้ว ผู้ฟังยังสามารถเข้าไปฟังรายการย้อนหลังได้อีกด้วย
ยิ่งกว่านั้น VOV ยังขยายมาทำสถานีโทรทัศน์เสนอรายการข่าวและสาระบันเทิงตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา ออกอากาศวันละ 19 ชั่วโมง สามารถรับชมได้ทั้งทางภาคพื้นดินแบบฟรีทีวีทั่วไป ชมผ่านอินเทอร์เน็ต ดาวเทียมและเคเบิลทีวี

นอกจากจะนำข่าวและสาระที่ผลิตได้ มานำเสนอผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ แล้ว VOV ยังออกอากาศเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม 12 ภาษา เช่น ม้ง เขมร และจาม ฯลฯ รวมทั้งออกอากาศเป็นภาษาต่างประเทศอีก 11 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน เขมร ไทย ลาว และอินโดนีเซีย
ทางด้านรายได้ ปัจจุบัน VOV สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ด้วยการขายโฆษณาผ่านวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ราย 3 วันของสถานี และยังมีหน่วยผลิตสปอตโฆษณา และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรของตัวเองอีกด้วย
ขณะที่สื่อวิทยุมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วและครบวงจร สื่อหนังสือพิมพ์เก่าแก่ที่มีอายุถึง 83 ปี อย่างหนังสือพิมพ์แรงงานของเวียดนาม กลับกำลังประสบปัญหาในการปรับตัวเข้าสู่ยุคสื่อใหม่
รองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ยอมรับว่า ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาจำนวนผู้อ่านที่น้อยลง ทำให้โฆษณาเข้ามาน้อยลง ทำให้ฝ่ายบริหารของหนังสือพิมพ์ กำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด เพื่อวางแผนปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เป็นไปค่อนข้างรวดเร็ว
เบื้องต้นหนังสือพิมพ์แรงงานได้เพิ่มหน้าข่าวตลาดเงิน-ตลาดทุน เพื่อเสริมจุดแข็งทางด้านข่าวการเมือง ที่ได้รับความนิยมและเชื่อถืออยู่แล้ว ช่วยทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นบ้าง ดังนั้น แนวโน้มการปรับตัวของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คือ การเพิ่มหน้าข่าวประเภทอื่นๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม จาการได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารสื่อเวียดนามทั้งสองแห่ง พบว่าสื่อมวลชนเวียดนาม ยังให้ความสำคัญกับ Social Media ค่อนข้างน้อย หรือยังไม่ให้ความสำคัญเลย ทั้งๆ ที่เวียดนามมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัย ทั้งไฟเบอร์ออฟติกและ 3G อาจเป็นเพราะคนเวียดนามส่วนใหญ่ ยังไม่มีรายได้สูงพอที่จะใช้ smart phone
หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือ รัฐบาลอาจไม่ส่งเสริมการใช้ Social Media เพราะเป็นช่องทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางที่พรรคและรัฐต้องการ เพราะอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงต่อระบอบการปกครองของเวียดนามได้ โดยพบว่าในโรงแรมบางแห่ง จะไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงเว็บไซต์ facebook ได้
เพียงเท่านี้ ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เรา “รู้เขา” น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับที่เขา “รู้เรา” ซึ่งนับจากนี้ไปเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปีแล้ว ที่เราจะก้าวเข้าสู่ความเป็น “ประชาคมอาเซียน” ที่คนไทยทั้งหลายจะต้องคิดแบบ “อาเซียน” คือไม่ใช่อยู่แต่ใน “กะลา” แล้วคิดว่าประเทศไทยต้องเหนือกว่าชาวบ้านเขาเสมอไป...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th




















