advertisement

'รุ่งโรจน์ ยงฤทธิ์' ช่างภาพไทยในยูโร 2012

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2555 07:00

ช่วงศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2012 ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างๆ ได้เกาะติดรายงานผล ข่าวความเคลื่อนไหว ศึกลูกหนังระดับชาติครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น สำนักข่าวไทย-เทศ ซึ่งแต่ละสำนักได้ส่งผู้สื่อข่าวไปทำงานภาคสนาม ก็ไม่แปลกที่จะเห็นนักข่าวตาน้ำข้าวเข้าไปเก็บภาพเพื่อนำเสนอข่าวสารต่างๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ใครจะไปรู้ว่ามีคนไทยหนึ่งเดียวที่ลงไปถ่ายภาพแบบติดเกาะขอบสนามแข่งขันกันเลยก็ว่าได้

วันนี้ "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ได้นำเสนอเรื่องราวของช่างภาพชาวไทยที่ได้โอกาสนำเสนอภาพฟุตบอลผ่านสื่อออกไปทั่วโลก "อาท" รุ่งโรจน์ ยงฤทธิ์ จากสำนักข่าว EPA (European pressphoto agency) หรือสำนักข่าวที่แพร่ภาพข่าวแห่งยุโรป ของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นช่างภาพชาวไทยคนเดียวที่ได้เข้าไปบันทึกภาพประวัติศาสตร์ศึกลูกหนังแห่งยุโรป ยูโร 2012 ที่ประเทศยูเครน

ทำงานกันเป็นทีม

ช่างภาพไทยในยูโร เล่าให้ฟังว่า การจะถ่ายภาพในเกมหนึ่งเกม ต้องมีทีมงานถึง 5 คน ซึ่งแต่ละคนก็ต้องมีหน้าที่แตกต่างกันไป และที่สำคัญทีมเราก็อยู่กันคนละเมือง เมื่อถึงเวลาแข่งขันทุกคนต้องมารวมทีมช่วยกัน

"การทำงานเราจะทำงานกันเป็นทีม จะมีหลายๆ ทีมอยู่ตามเมืองต่างๆ ตัวผมเองก็รับผิดชอบอยู่ในเมืองคาร์คิฟกับโดเน็ตสค์พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน แต่เวลามีเกมแข่งขันในแมตช์หนึ่งก็จะมีช่างภาพทั้งหมด 5 คน อย่างเช่นถ้ามีเกมแข่งขันในคาร์คิฟทีมอีกทีมจากโดเน็ตสค์ก็มาสมทบอีก 2 คน และถ้าแข่งที่โดเน็ตสค์ทางฝั่่งผมอีกสองคนก็ต้องไปสบทบเช่นกัน โดยในทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ ผมได้รับมอบหมายให้ถ่าย 5 คู่ รู้สึกสนุกดีนะ เพราะเกมฟุตบอลรายการนี้เป็นรายการใหญ่ และนักเตะเองก็เป็นระดับโลกด้วย ซึ่งพวกเขาเองก็เล่นได้จริงจัง แต่ถ้าถามว่าประทับใจมากที่สุดก็คือคู่ ฮอลแลนด์กับเยอรมนีนะ เพราะทั้งสองทีมเป็นทีมใหญ่มีศักดิ์ศรีกันพอสมควร และจ้องที่จะเอาชนะกันให้ได้ แต่จริงๆ แล้วนัดนั้นผมเองก็แอบเชียร์เยอรมนีนี้ด้วย"

รุ่งโรจน์ เล่าต่อว่า "ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ช่างภาพต่างประเทศก็เริ่มทำกันแบบนี้แล้ว ยกตัวอย่างเช่นมีช่างภาพในสนามอยู่ 5 คน อีก 4 คนอยู่ในสนาม 1 คนอยู่บนอัฒจันทร์ และจะมีคนเป็น Editer ที่นั่งทำรูปอยู่ในสนาม และก็มีช่างเทคนิคค่อยดูแลเรื่องสายสัญญาณเวลาคอมพิวเตอร์ใครมีปัญหา ขัดข้อง ส่วนช่างภาพก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับรูปเลย โดยที่ทำหน้าที่ถ่ายรูปอย่างเดียว เมื่อถ่ายเสร็จเอารูปลงคอมพิวเตอร์ รูปจะถูกก๊อบปี้พร้อมฟอร์แมตและวิ่งไปหา Editer เลย โดยที่ทาง Editer เป็นคนเลือกรูปต่อไป แต่ถ้าเป็นสำนักข่าวหนังสือพิมพ์เขาก็ยังทำเหมือนในบ้านเรา คือถ่ายเสร็จแล้วค่อยมาส่งรูปที่หลัง"

บรรยากาศไม่คึกคัก+เหนื่อยกับเดินทาง

แม้จะเป็นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกขนาดนี้ แต่ รุ่งโรจน์ กลับเปิดเผยว่า การถ่ายภาพนำเสนอข่าวครั้งนี้ไม่ค่อยรู้สึกสนุกสักเท่าไร รวมถึงต้องเกิดอาการเหนื่อยล้าในการเดินทาง อย่างไรก็ดี เขาก็ยอมรับว่า ได้เห็นสิ่งอะไรที่แปลกใหม่ระหว่างทางเพื่อมาเล่าต่อให้กันฟัง

"ยอมรับว่าบรรยากาศฟุตบอลยูโรที่ประเทศยูเครนนั้น ผมว่าไม่ค่อยคึกคักนะ และเป็นที่น่าแปลกใจด้วยเกมฮอลแลนด์กับเยอรมนี คนดูกลับน้อยมาก อย่างแฟนบอลของเยอรมนีเองก็ยังน้อยเช่นกัน ผมเองก็ได้คุยกับเพื่อนช่างภาพที่มาจากเยอรมนี จนได้คำตอบว่า ค่าใช่จ่ายที่ยูเครนค่อนข้างจะสูง อีกทั้งคนยุโรปก็คิดว่าไม่ค่อยปลอดภัยในการมาเชียร์ฟุตบอล"

ทั้งนี้ รุ่งโรจน์ ยอมรับด้วยว่า การเดินทางจากเมืองคาร์คิฟกับโดเน็ตสค์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนระยะทางผมก็ไม่แน่ใจว่า 300 หรือ 400 กิโลเมตร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือถนนหนทางบ้านเขาแย่มาก อย่างทางหลวงกลางคืนก็ไม่มีไฟ เหมือนกับเราอยู่ในสมัยสงครามโลกเลยก็ว่าได้ ตามข้างทางก็จะเห็นดอกไม้และป้ายวางเพื่อไว้อาลัยสำหรับผู้เสียชีวิตอยู่ เป็นช่วงๆ ตลอดเส้นทาง ซึ่งที่ประเทศยูเครนจะมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการจราจรเยอะมาก

"การเดินทางที่อยู่ในยูเครนนั้น ค่อนข้างที่จะลำบากมากนะ รวมถึงสภาพอากาศด้วย อย่างมีอยู่เกมหนึ่งที่ผมถ่ายคู่ระหว่างฝรั่งเศสกับยูเครน เกมนั้นฝนตกลงมาหนักมาก ทำให้เป็นอุปสรรคในการถ่ายภาพ แต่ยังโชคดีที่ได้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันฝนไป ส่วนรูปที่เราถ่ายนั้น ก็ต้องส่งเลย ไม่ต้อง Edit รูป โดยใช้ระบบเสียบการ์ดลงคอมพิวเตอร์และส่งออกไป โดยที่ไม่ต้องมาแต่งรูป"

ไม่เน้นภาพแอ๊คชั่น แต่ภาพต้องสื่อด้วยอารมณ์

ยอดตากล้องชาวไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวเขาได้ไอเดียการถ่ายภาพจทั้งจากสำนักข่าวต่างประเทศ และสำนักข่าวในเมืองไทยตามหนังสือพิมพ์และนิตยสารหรือ เว็บไซต์ และอาศัยถามคนที่เขาถ่ายภาพกีฬาประจำ เพราะจริงแล้วตนไม่ได้ถ่ายภาพแนวกีฬาเป็นประจำ

"ทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ผมเองก็ไม่ได้เก็บภาพใครเป็นพิเศษนะ เพราะทุกวันนี้เทรนด์การถ่ายภาพกีฬาผมว่ามันเริ่มเปลี่ยนไปนะ อย่างรูปแอ๊คชั่นที่คนกำลังแย้งบอลกันทางสำนักผมเขาก็บอกมาว่าไม่ต้องส่งมาเยอะแต่ก็ต้องมีบ้าง โดยที่เขาจะเน้นภาพในรูปแบบนักเตะยิงประตูได้, อารมณ์นักเตะดีใจหรือเศร้า และประเภทแอ๊คชั่นรูปเดียวของนักเตะแต่ละคน"

ยูโรแตกต่างกับฟุตบอลโลก

เนื่องจาก เคยมีประสบการณ์ได้บินไปถ่ายภาพศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้มาก่อน ทำให้ รุ่งโรจน์ ยอมรับว่า สีสันและบรรยากาศในศึกยูโร ครั้งนี้ ค่อนข้างเงียบเหงากว่า เนื่องจากมีแค่เฉพาะทีมยุโรป อีกทั้งยังถูกแบ่งจัดอยู่ใน 2 ประเทศอีกด้วย

"ยูโรครั้งนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกนะ คือจะมีแต่ทีมในยุโรปเท่านั้นที่แข่งขัน แต่จะขาดสีสันพวกกองเชียร์จากบราซิล, อาเจนตินา, อเมริกาใต้ หรือทีมจากทวีปเอเชียเรา และปัจจุบันทีมมีเตะ 16 ทีม อีกทั้งเขาแบ่งจัดเป็นสองประเทศทำให้แฟนบอลกระจายกันออกไปเลยดูแฟนบอลอาจจะน้อย เพราะต้องแบ่งกันไปเชียร์ทีมชาติตัวเองตามประเทศนั้นๆ"

ภูมิใจที่ฝรั่งไว้ใจทำงานนี้

การได้ทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติ ถือเป็นความภูมิใจของทุกคน เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย และใครก็ทำได้ เช่นเดียวกับ "อาท" อย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อมั่นว่า ยังมีคนไทยที่มีความสามารถอีกมากมาย หากได้รับโอกาสแล้ว ก็จะก้าวมาถึงจุดที่เขายืนอยู่ได้แน่นอน

"ภูมิใจนะที่ทางบริษัทเลือกผมให้ไปถ่ายงานนี้ อย่างน้อยๆ ทางฝรั่งเองคงยอมรับตัวเราในระดับหนึ่ง แต่ถ้าให้ผมมองเรื่องความสามารถของคนไทยกับฝรั่ง ผมมองว่าคนไทยที่จะได้ทำงานอยู่ตรงนี้ ผมว่ามีโอกาส แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่มีคือการได้ถ่ายเกมใหญ่ๆ สำคัญๆ แบบนี้ อย่างง่ายๆ ลองเปรียบเทียบดูว่า ถ้าถ่ายฟุตบอลกระชับมิตร ภาพที่ออกมาจะไม่ได้อารมณ์ที่มากมาย ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะระดับโลกเล่นก็ตาม แต่ถ้าเป็นเกมระดับโลกจริงๆ ตัวนักเตะเองก็มีอารมณ์ที่ชัดเจน รวมถึงสภาพแสงของสนามหรือแม้กระทั้งบรรยากาศสีสันแฟนบอลต่างๆ มันไม่เหมือนกัน ทำให้สิ่งนี้เราสามารถเก็บภาพที่เป็นเรื่องราวมานำเสนอได้"

อุปกรณ์คือส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้

"ผมจะใช้กล้องถ่ายภาพ 3 ตัว โดยกล้องหลักติดเลนส์ 400 mm. ส่วนตัวที่สองก็จะเป็นช่วงกลาง ติดช่วงเลนส์ 70-200 mm. และตัวที่สามก็จะใช้พร้อมรีโมต โดยตั้งไว้หลังประตูเพื่อจับภาพตอนที่นักเตะยิงประตูได้ โดยใช้เอฟสต๊อปเปิดไว้ 4.5 โฟกัสไปที่ระยะเขตโทษ เมื่อถึงจังหวะที่นักเตะทำประตูได้เราก็จะมีสายลั่นชัตเตอร์ ที่เราลากสายมายังตำแหน่งที่เรานั่งถ่ายภาพ โดยที่เท้าเราจะมีที่เหยียบคล้ายๆกับที่เล่นกีตาร์เพื่อบันทึกภาพ"

ถ่าย "โรนัลโด กับ นานี่" ที่ยูเครนด้วย

ก่อนที่ 2 ซุปตาร์นักเตะทีมชาติโปรตุเกส อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด และ หลุยส์ นานี จะเดินทางมาเยือนมาไทย รุ่งโรจน์ เผยว่า เขาได้มีโอกาสได้ถ่ายรูปสองคนนี้มาแล้วในศึกยูโร ซึ่งเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยล้อมหน้าล้อมหลังรัดกุมเหมือนอย่างที่เราเห็น พร้อมกล่าวว่า อยากให้เข้าใจและช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของ ช่างภาพ ด้วย

"คืนเกมนัดนั้นผมได้ถ่ายคู่โปรตุเกสพบกับฮอลแลนด์ ผมว่ามันต่างกันที่บรรยากาศรอบข้างของการรักษาความปลอดภัยมันในบ้านเรา เพราะอย่างคริสเตียโน โรนัลโด กับ หลุยส์ นานี มาประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่มาล้อมรอบไม่ให้ใครเข้าได้ แต่กลับกันที่ต่างประเทศนักเตะเหมือนๆ บ้านเรา แข่งขันเสร็จนักข่าวก็เข้าไปคุยได้เลย แฟนบอลเข้าใกล้ได้เช่นกัน ซึ่งผมไม่เข้าใจว่ามันเป็นความคิดของใครที่ทำให้ช่างภาพไทยถ่ายรูปได้ยากขนาดนั้น เมื่อนักกีฬาดังๆ มาประเทศไทย อย่างเช่นก่อนที่จะถ่ายภาพ เราต้องทำบัตรเพื่อแสดงให้เขารู้ว่าเราเป็นสื่อที่ถูกต้อง

"อยากฝากถึงทุกฝ่ายด้วยว่าหลายๆ อย่างเราต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และทุกๆ ฝ่ายต้องเปิดใจพูดคุยกันเพื่อยกระดับทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเราให้เป็นสากล เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่แค่คุณจะจัดงานอะไรให้ยิ่งใหญ่ แต่จะจัดการอย่างไรกับสื่อมวลชน แต่ตัวสื่อเองรู้ว่าต้องการอะไรในสิ่งนั้น ผมเชื่อว่ามีคนที่เขาเข้าใจในตรงจุดนี้ ไม่ใช่คิดแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ช่างภาพถอยออกไปอยู่ไกลๆ แต่ทั้งนี้แล้วตัวสื่ออย่างเราๆ ก็ต้องเข้าใจในกฎกติกาด้วยว่าคนจัดงาน ต้องการอย่างไร หรือไม่ก็มีตัวแทนเข้าไปพูดคุยกันเพื่อความเข้าใจทั้งสองฝ่ายว่าขอบเขตได้แค่ไหน"

จบยูโรได้อะไรมาเยอะ

"โลกของการถ่ายภาพทุกวันนี้ ยังมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ นะ อย่างครั้งแรกผมจำได้ว่า เคยไปถ่ายฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นั้นในสมัยอดีตมีความแตกต่างกันเยอะ สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้มาคือแล็บท๊อป ที่ในอนาคตเราแทบอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ว่าได้ คือเราสามารถเสียบสายแลนเข้ากับกล้อง พอถ่ายเสร็จแล้วรูปสามารถวิ่งไปที่ไหนก็ได้ ยกตัวอย่างการพัฒนาการของรีโมตคอลโทลเหมือนกัน ครั้งแรกที่ผมไปถ่ายภาพ ช่างภาพเองยังใช้ตัวที่เรียกว่าพ็อกเกตวิซาจที่คล้ายคลื่นวิทยุเสียบอยู่บนหัวแฟลชของกล้อง และอีกตัวหนึ่งก็อยู่ที่กล้องของเรา เมื่อเราลั่นชัตเตอร์ตัวที่เสียบอยู่ก็จะทำงาน"

"แต่ทุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว โดยใช้สายมาที่เท้าเพื่อควบคุมพร้อมกับบันทึกภาพ ซึ่งตรงนี้ในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยในการทำงานของช่างภาพได้เยอะขึ้น อย่างถ้าเราย้อนกลับไปดูภาพฟุตบอลเก่าๆ ในสมัยอดีตในยุคอาเจนตินากับอังกฤษช่วงที่ ดิเอโก้ มาราดอนน่า ดังๆ เราจะเห็นช่างภาพยังนั่งถ่ายภาพอยู่หลังประตูอยู่ประมาณ 6-7 คน โดยที่ไม่มีป้ายโฆษณา พร้อมกับใช้เลนส์ระยะ 300 mm. และใช้มือโฟกัส พอถ่ายเสร็จก็ต้องวิ่งรีบไปล้างฟิล์ม โดยที่ไม่รู้ว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นอย่างไร แต่ทุกวันนี้พอฟุตบอลเริ่มเตะ 1-2 นาที ภาพก็ถูกส่งออกไปทั่วโลก"

ฝากถึงช่างภาพ เรียนรู้ ไม่ใช่ ก็อปปี้

"อย่างแรกที่ต้องมีไว้คือการอดทน พร้อมกับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด และเปิดใจกับสิ่งนั้น เรียนรู้จากคนอื่น ไม่ใช่ว่าการเรียนรู้คือการก๊อบปี้ แต่ให้เอาบางอย่างมาปรับใช้กับตัวเรา ไม่ใช่ว่าเราจะถ่ายอย่างไรก็ถ่ายอยู่อย่างนั้น ส่วนการที่เราจะมีโอกาสในวันข้างหน้า หรือใครจะให้โอกาสเรานั้น เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เรามีความสามารถที่จะทำได้ คือเราจะมาร้องขอโอกาสอย่างเดียวมันก็ยาก และที่สำคัญเราต้องเรียนรู้มากกว่าการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการทำงาน, การใช้ชีวิตต่างถิ่นที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดด้วย"

และนี่ก็เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งจาก รุ่งโรจน์ ยงฤทธิ์ ที่ได้มาเล่าพร้อมแชร์ประสบการณ์การทำงานในศึกยูโร 2012 ซึ่งเชื่อได้ว่าหากคนไทยได้รับโอกาส และได้ลงมือทำอะไรอย่างจริงจังแล้ว ก็คงไม่แพ้ชาติใดในโลก.


- ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์-

 

 

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement