รูดม่านปิดฉากกันไปแล้วสำหรับ มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่แดนอิเหนา ซึ่งเราคงไม่ต้องพูดถึงคำว่าเจ้าเหรียญทองของไทย การได้ครองอันดับ 2 ถือว่าดีแล้ว
การจะได้เจ้าเหรียญทองหรือไม่ในกีฬาซีเกมส์แต่ละครั้งผมว่ามันไม่ใช่ประเด็นใหญ่อีกต่อไป ต้องยอมรับว่าการที่ประเทศหนึ่งประเทศ ใดได้เป็นเจ้าภาพจัดย่อมได้เปรียบทุกชาติอยู่เสมอเพราะทุกชาติคิดเพียงอย่างเดียวคือต้องบรรจุแต่กีฬาพื้นบ้านที่ตัวเองถนัดเพื่อหวังที่จะโกยเหรียญทองให้มากเข้าไว้
ยกเว้นการไปจัดในประเทศที่ฝีมือยังห่างชั้นห่างไกลในเรื่องกีฬาที่เป็นสากลนั้นแหละถึงจะมีโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าเหรียญทองหรือสู้กับทุกชาติได้อย่างสูสีอย่างซีเกมส์ที่ลาว
แต่ถ้าจัดในชาติที่มีฝีมือใกล้เคียงคู่คี่สูสีอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ เมื่อไหร่ บอกได้เลยว่ายาก เพราะความได้เปรียบในเรื่องกีฬาสากลแทบจะไม่มี
ส่วนใหญ่กีฬาหลักจำนวนเหรียญทองมักจะกระจายกันมากกว่า จากนั้นก็จะวัดที่กีฬาพื้นบ้านกัน ชาติใดที่ฝึกฝนและเล่นใกล้เคียงกับเจ้าบ้านก็จะได้เปรียบชาติที่เพิ่งหัดเล่น
สิ่งนี้นับเป็นจุดอ่อนหรือจุดบอดในซีเกมส์ทุกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย ที่มักจะเอาเปรียบทุกชาติด้วยการจัดแต่กีฬาพื้นบ้านที่ตัวเองถนัดหรือที่เพื่อนบ้านพอจะเล่นแบบอ่อมแอ่มได้เล็กน้อย
จากนั้นก็จะซูเอี๋ยหรือแบ่งเหรียญกันเพื่อให้กีฬาชนิดนั้นได้บรรจุลงโปรแกรมชิงชัยเหรียญทอง
จากนี้ไปเราคงต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กันใหม่ โดยไม่ต้องมุ่งหวังที่เจ้าเหรียญทอง แต่ดูที่ความสำเร็จของนักกีฬาไทยในประเภทกีฬาที่เป็นสากลน่าจะเหมาะกว่า
โดยในซีเกมส์แต่ละครั้งเราคงต้องดูว่ากีฬาหลักที่เป็นกีฬาสากลนั้นเราทำได้มากน้อยแค่ไหน มีสถิติที่ดีขึ้นหรือเลวลงดีกว่า
ตรงจุดนี้น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดและบ่งบอกถึงการพัฒนาในแต่ละชนิดกีฬาได้เป็นอย่างดี
เพราะถ้าทุกชาติเรายังไม่เลิกอิงกับจำนวนเหรียญทองที่มาจากกีฬาพื้นบ้านเป็นหลัก มันก็ไม่แตกต่างกับการเล่น “ปาหี่”
ซึ่งเท่ากับว่าทุกชาติเริ่มส่งเสริมความเสื่อมให้กับกีฬาในภูมิภาคอาเซียนอย่างซีเกมส์
เชื่อว่าอนาคตชาติในอาเซียนเองก็จะคงจะสิ้นชื่อหรือล้มเหลวในเกมระดับใหญ่อย่างเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ด้วยเช่นกัน.
โจโจ้




















