advertisement

แชมป์ซูซูกิคัพ

โดย จ๊อกกิ้งบอย 11 ก.ค. 2555 05:00

พุธที่ 11 ก.ค.นี้ สหพันธ์ฟุตบอล แห่งอาเซียน หรือ “เอเอฟเอฟ” จะจับสลากแบ่งสายศึกลูกหนังชิงแชมป์แห่งชาติเอเชียตะวัน-ออกเฉียงใต้ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2012” ที่ไทยและมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพร่วมกันในช่วงปลายปีนี้ ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-22 ธ.ค.55

โดยรอบแรกจะแบ่งออกเป็น 2 สาย สายละ 4 ทีม โดยสายหนึ่งเตะที่มาเลเซีย ส่วนอีกสายจะเตะที่เมืองไทย

ก่อนที่รอบตัดเชือกและชิงชนะเลิศ จะใช้ระบบเหย้า-เยือน ซึ่งทางเอเอฟเอฟเปลี่ยนมาเตะแบบนี้ตั้งแต่ปี 2004 เพื่อขจัดปัญหาสนามว่างเปล่าไร้คนดู หากทีมเจ้าภาพตกรอบไปก่อน

ไม่น่าเชื่อตั้งแต่สหพันธ์ลูกหนังอาเซียน เปลี่ยนมาใช้ระบบ โฮม & อเวย์ ขุนพลนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทยของเรา ไม่เคยได้สัมผัสบัลลังก์แชมป์อาเซียนรายการนี้อีกเลย

มาถึงวันนี้เนิ่นนานเป็นเวลากว่า 8 ปีเข้าให้แล้วนะครับ!

8 ปีที่ผ่านมา หลายชาติในอาเซียนถีบตัวพัฒนาทีมชาติของเขาขึ้นมาอย่างน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นแข้งลอดช่อง สิงคโปร์ ที่ทำสถิติคว้าแชมป์ได้สูงสุด 3 สมัยเท่ากับทีมชาติไทย ถ้าหนนี้เขาซิวแชมป์ได้อีกก็จะแซงหน้าเราทันที

ขณะที่ “เวียดนาม” สร้างประวัติศาสตร์โค่นทีมไทยคว้าแชมป์ครั้งแรกเมื่อปี 2008 ก่อนที่หนล่าสุดเมื่อ 2 ปีก่อน จะเป็น “เสือเหลือง” มาเลเซีย ที่เปิดซิงซิวแชมป์อาเซียนคัพมาครองกับเขาบ้าง

ตอกย้ำความเป็น “ยุคทอง” ของวงการลูกหนังมาเลย์ ที่สร้างนักเตะเลือดใหม่ขึ้นมาประดับทีมชาติได้อย่างลงตัว ซึ่งแชมป์ซูซูกิคัพ บวกเหรียญทองฟุตบอลชายซีเกมส์ 2 สมัยซ้อนคือการการันตีได้เป็นอย่างดี

หันมาดู “ทีมชาติไทย” ของเรา ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา ผลงานตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย

เราตกรอบแรกซีเกมส์ 2 หนติด แถมยังกระเด็นร่วงรอบแรกในศึกซูซูกิคัพครั้งล่าสุด ที่อินโดนีเซียเมื่อปี 2010

หลายคนแปลกใจว่าทำไมทีมชาติล้มเหลว แต่ไหงบอลไทยลีกบูมเอาๆ มันช่างสวนทางกับสูตรสำเร็จของชาติอื่นที่เขาเจริญแล้วอย่างสิ้นเชิง

ไอ้ที่บอกว่า “ลีกแข็ง–ทีมชาติแข็ง” ดูจะใช้ไม่ได้สำหรับฟุตบอลไทยของเรา

ทั้งที่ความจริงถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องฝีเท้าเพียวๆแล้ว ผมยังเชื่อว่านักเตะทีมชาติไทยก็ยังเหนือกว่าบรรดาชาติร่วมอาเซียนอยู่ดี

เพียงแต่เรายังมีปัญหาเรื่องการ “บริหารจัดการ” ที่ดูจะไม่เข้ารูปเข้ารอย โดยเฉพาะทีมชาติกับสโมสร ที่นับวันจะเดินเป็นเส้นขนานกันเข้าไปทุกที

ทำให้หลายปีมานี้ การเตรียมทีมชาติไทยกระท่อนกระแท่น ไม่เคยพร้อมสมบูรณ์เต็มร้อยเลยสักครั้ง

ซูซูกิคัพคราวนี้ก็เหมือนกัน สมาคมฟุตบอลฯวางแผนว่าจะปิดฤดูกาลไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้ก่อนสิ้นตุลา เพื่อให้กุนซือ “วินนี่” วินฟรีด เชเฟอร์ ได้มีเวลาเตรียมทีมอย่างน้อยสัก 1 เดือน

เวลาหนึ่งเดือนถ้าได้ซ้อมและมีโปรแกรมอุ่นเครื่องเต็มที่ ผมมั่นใจว่าพอสำหรับการกลับมาทวงแชมป์เจ้าลูกหนังอาเซียนคืน

กลัวแต่ว่าเมื่อถึงเวลาจริง ประดาสโมสรเทวดา “ขาประจำ” ทั้งหลาย จะเล่นแง่อย่างโน้นอย่างนี้ อ้างเหตุผลร้อยแปดไม่ยอมปล่อยผู้เล่นมาร่วมซ้อมกับทีมชาติเหมือนอย่างที่เคยมา

เอาเป็นว่าถ้าการเตรียมทีมยังเข้าอีหรอบเดิมอีก ซูซูกิคัพปลายปีนี้

ก็อย่าลืมรับประทานยา “ทำใจ”  ไว้ล่วงหน้าก็แล้วกัน!!!

 

จ๊อกกิ้งบอย

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement