การออกมาเปิดใจอย่างหมด เปลือกเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ของ “เสธ.วีป” พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ อดีตนายกสมาคมมวยเสื้อกล้ามไทยหลังศาลกีฬาโลกตัดสินให้เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดจากคำกล่าวหาและข้อครหาทั้งปวง
แถมออกมายืนยันอย่างลูกผู้ชายชาติทหารว่า แม้จะได้รับสิทธิ์และเสียงกลับคืนมาทุกอย่าง และก็ไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการมวยเสื้อกล้ามอีกต่อไป
แต่ที่ทำไปทุกอย่างเพียงต้องการเรียกร้องศักดิ์ศรีและชื่อเสียงที่ได้สั่งสมกับมวยสมัครเล่น รวมถึงผลงานในระดับนานาชาติทั้งซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ กลับคืนมาเท่านั้น
เชื่อว่าตลอด 10 เดือนของ “เสธ.วีป” ที่ห่างหายไปจากวงการมวยฯหลังจากมีเรื่องมีราว คงจะทำให้หลายคนหน้าแหกไปตามๆกัน ที่ก่อนหน้านี้พยายามยัดเยียดให้เป็น “นอมินี” ของ พล.อ.นรินทร์ แทบประสิทธิ์ มาตลอด
การประกาศว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับวงการมวยเสื้อกล้าม ส่วนหนึ่งเข้าใจดีว่าคงเข็ดขยาดกับความไม่จริงใจของกลุ่มคนบางคนหรือลูกน้องเก่าที่มักจะเห็นดีเมื่อยามที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เมื่อใดหมดประโยชน์ก็มักจะถูกเขี่ยทิ้ง
งานนี้เชื่อว่า “เสธ.วีป” คงจะซึ้งใจและรู้ว่าใครที่เป็นมิตรแท้ หรือใครที่เป็นของปลอม หวังแต่ปอกลอกในช่วงที่มีอำนาจ
แต่ผมก็อดติดใจไม่ได้กับปริศนาของ “เสธ.วีป” ที่พูดทิ้งท้ายไว้ว่า หากวันไหนหันไปเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะมีคน
ในวงการเน่าแบบไม่ต้องผุดต้องเกิด
แถมคนดังกล่าวต่อหน้าเหมือนดี แต่พอลับหลังไม่แตกต่างจากโจรดีๆนี่เอง
ตรงนี้แหละที่ผมคาใจและอยากยุให้ “เสธ.วีป” เขียนหนังสือเล่มนี้มาสักที เพื่อจะได้รู้ว่าใครกันที่เป็น จิ้งจอกสังคมและคอยเป็นเหลือบเกาะกินวงการกีฬามาตลอด
เชื่อว่าจากนี้ไปคงต้องติดตามปริศนาตรงนี้แบบห้ามกะพริบตา
แต่อย่างว่าคนดีมีฝีมือใครก็อยากดึงไปร่วมงานด้วย เพราะล่าสุด “เสธ.วีป” หันไปจับมือกับเพื่อนร่วมรุ่น “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานสหพันธ์มวยไทยโลก และ “ชาติซ้าย” สมชาติ เจริญวัชรวิทย์ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ระเบิดศึก “มวยไทยนายขนมต้ม” ระหว่างวันที่ 12-24 มี.ค.นี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์
โดยมีนักมวยจาก 50 ชาติ จำนวนนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องกว่า 600 คน ที่จะมาโชว์กันในงานนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา
เชื่อว่าคนมีฝีมืออย่าง “เสธ.วีป” อยู่ตรงไหนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะจะพัฒนาวงการกีฬาไปอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน ดูอย่างมวยสมัครเล่นก็สร้างผลงานเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ตั้งหลายเหรียญแถมสร้างประวัติศาสตร์ให้ “มนัส บุญจำนงค์” เบิ้ลเหรียญโอลิมปิกเกมส์ 2 สมัยเป็นคนแรกและคนเดียวของไทย
ก็ได้แต่หวังจากนี้ไปวงการมวยไทย โดยเฉพาะของสหพันธ์มวยไทยโลกน่าจะมีความคึกคักมากขึ้น เพราะเมื่อคนมีฝีมือ 3 คน มารวมกัน เชื่อว่าจะพัฒนาวงการมวยไทยไม่มากก็น้อย
นี่แหละครับของจริงอยู่ที่ไหนก็ได้
เพราะทุกอย่างพิสูจน์กันที่ผลงาน ไม่ใช่ดีแต่พ่นน้ำลายเหมือนใครบางคน.
ตองเจ




















