advertisement

"อดุลย์"ออกโรงเอง จัดการเด็กแว้นป่วนเมือง ยาแรงกฎหมายทุกฉบับ

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 21 ต.ค. 2555 05:00

กลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยสำหรับการจับกุมเด็กแว้นเด็กซิ่งกวนเมือง ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่กลัวความตาย ทำลายความสงบสุข สร้างความรำคาญสังคม เป็นอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น มีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง

ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่สร้างปัญหาที่เกิดกับสังคม แต่ไม่ได้มีการดำเนินการเด็ดขาด

ทั้งอุบัติเหตุบนถนน ปัญหายาเสพติด โจรกรรมรถ ยามค่ำคืนที่กลุ่มแก๊งซิ่งยึดถนนหลวงเป็นสนามแข่งขันประลองความเร็ว รถคันอื่นต้องหลีกหนี ทุกคนมองไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งทำให้กลุ่มเด็กแว้นเหิมเกริม ท้าทาย

เป็นปัญหาบานปลาย ขยายวงกว้าง นับวันรถซิ่งเพิ่มขึ้นในทุกค่ำคืน

เป็นที่เกลียดชังและสาปแช่งของพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนและตกเป็นเหยื่อของแก๊งซิ่งกวนเมือง

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปล่อยปละ ละเลย กลายเป็นปัญหาที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนาน

ทันทีที่เข้ามารับตำแหน่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ไม่ได้มองข้าม แต่เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบสังคม ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อสังคมจนยากที่จะเยียวยา จึงยกให้เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วน

มีคำสั่งให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ เพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องไม่ว่า จะเป็นผู้ขับขี่ ผู้ปกครอง ร้านค้ารับแต่งรถซิ่ง ผู้สนับสนุน คนดูต้นทาง รวมถึงพ่อ แม่ ผู้ปกครอง

พร้อมย้ำนโยบายให้กับระดับ ผบช.ทุกหน่วย จะต้องดำเนินการกับแก๊งรถซิ่งให้ได้ภายใน 30 วัน

เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องที่ตำรวจยอมไม่ได้ ถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ

มีคำสั่งให้ทุกพื้นที่ดำเนินมาตรการกวาดล้างเด็กแว้นครั้งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2555

มีการสำรวจพฤติกรรมแยกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มประลองความเร็ว มีเป้าหมายแข่งขันวางเดิมพัน รถที่เข้าแข่งส่วนใหญ่เป็นรถที่เรียกในกลุ่มนักซิ่งว่าเป็น “รถยำ” หรือรถที่นำชิ้นส่วนจากรถหลายคันประกอบเป็นรถคันเดียว นำมาแข่งบนท้องถนน ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ทำงาน ไม่เรียนหนังสือ มีส่วนเกี่ยวข้องคดียาเสพติด และโจรกรรมรถ

กลุ่มที่สอง เป็นเด็กที่มีฐานะ มีการศึกษา รถยนต์ราคาแพงตกแต่งอวดกัน ไม่เน้นการประลองความเร็ว

กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนมากที่สุด เป็นกลุ่มคนดู มีอายุไม่เกิน 15 ปี คอยติดตามการแข่งขันและมีแนวโน้มพัฒนาเป็นผู้ลงแข่งขันในอนาคต จะนัดหมายสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์และเอสเอ็มเอส โดยมีการนัดกันล่วงหน้าเพียง 6-12 ชั่วโมง  เพื่อป้องกันข่าวรั่วไหล ใช้วิทยุสื่อสารคอยดักฟังความเคลื่อนไหวของตำรวจ ขับรถไปตามที่สาธารณะเพื่อสร้างความเดือดร้อนรำคาญ และมีแนวโน้มไปสู่การทะเลาะวิวาทกับกลุ่มอื่น

ช่วงเวลาในการแข่งขันส่วนใหญ่จะเริ่มแข่งกันหลังเที่ยงคืน โดยจะเน้นในคืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์

พื้นที่สำหรับใช้ถนนแข่งขันในพื้นที่ กทม. ได้แก่ ถนนเพชรบุรีขาเข้า ช่วงตั้งแต่แยกประตูน้ำ-อุรุพงษ์ ขาออก ตั้งแต่ช่วงแยกชิดลมเพชร-อโศก ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกดินแดง-แยกตึกชัย ทั้งขาเข้าและขาออก ถนนพระรามที่ 4 ช่วงแยกกล้วยน้ำไท-คลองเตย ทั้งขาเข้าขาออก ถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสนามบินดอนเมือง-ใต้ด่วนดินแดง ตลอดเส้นทางถนนประดิษฐ์มนูธรรมตลอดทั้งเส้น

พื้นที่ บช.ภ.1 ช่วงถนนเทพารักษ์ ถนนบางนา-ตราด ถนนพหลโยธิน  ช่วงหน้าเซียร์รังสิต ถนนเอเชีย ช่วงตลาดกลางรังสิต ถนนกาญจนาภิเษก ทางหลวงหมายเลข 9 ถนนวังน้อย-อุทัย บช.ภ.2 ถนนเลียบชายทะเล สภ.เมืองชลบุรี ถนนเลี่ยงเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ถนนศรีโสธร ถนนบางนา-ตราด กม.39-40 ถนนสุวินทวงศ์ ก่อนเข้าเมือง บช.ภ.7 ถนนพระราม 2 ถนนเอกชัย ถนนเศรษฐกิจ 1 จังหวัดสมุทรสาคร ถนนเพชรเกษม พื้นที่ สภ.โพธิ์แก้ว กระทุ่มแบน จังหวัดนครปฐม

พล.ต.อ.อดุลย์ได้สั่งการในที่ประชุมกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาแยกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมาตรการป้องกัน ให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยมีการทำป้ายเตือน ที่มีข้อความที่เป็นภาษาชาวบ้าน เพื่อเตือนสตินักแข่ง และนำมาติดตั้งในพื้นที่ที่มีการแข่งขันรถกันมากๆ

จัดสายตรวจออกไปตรวจสอบการรวมตัวของกลุ่มรถจักรยานยนต์ มีการใช้มาตรการจับก่อนแข่ง โดยใช้ข้อหา พ.ร.บ.จราจร อาทิ ไม่สวมหมวก กันน็อก ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ดัดแปลงสภาพรถ ฯลฯ

ประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการออกตรวจร้านซ่อมรถ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการดัดแปลงรถก่อนนำไปแข่ง นอกจากนี้ เพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการแข่งรถมาได้ที่หมายเลข 1599 จากเดิมที่มีเพียงหมายเลข 191 เพียงช่องทางเดียว

มาตรการปราบปราม ให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ระดับ บช.ให้รอง ผบช. เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่ระดับจังหวัดให้รอง ผบก.ทำหน้าที่ ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่มีการกลั่นแกล้ง และจะต้องมีหัวหน้าชุดปิดล้อมจับกุมซึ่งจะต้องเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร

แต่ถ้าเป็นจุดใหญ่มี ผบ.เหตุการณ์ มีผู้รับผิดชอบการเคลื่อนย้ายของกลาง มีหัวหน้าชุดสอบสวนอย่างชัดเจน ในการปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งไม่ให้ใช้วิทยุสื่อสารในการติดต่อ ให้ใช้วิธีอื่น เพราะเกรงข่าวรั่ว

ที่สำคัญตำรวจทุกนาย ยกเว้นนายตำรวจสัญญาบัตรที่เป็นหัวหน้าชุดห้ามพกพาอาวุธปืนโดยเด็ดขาด  เพราะนักแข่งรถส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

มาตรการสุดท้ายคือ การประเมินผลติดตามหลังศาลตัดสินให้จัดชุดไปตรวจเยี่ยมผู้กระทำผิด และบันทึกการตรวจเยี่ยมทุกครั้ง ทำบันทึกข้อตกลงกับผู้ปกครอง ทำประวัติของเยาวชนเพื่อไม่ให้มีการกระทำซ้ำอีก

สั่งให้ดำเนินการผู้ปกครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และริบทรัพย์สินเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

“เป็นเรื่องที่สังคมได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง สะสมมานาน ถ้าไม่ยับยั้งก่อนจะเกิดการเลียนแบบ กลายเป็นค่านิยมผิดๆของวัยรุ่น เป็นปัญหาลุกลามหลายรูปแบบ ปัญหาเด็กแว้นนำมาสู่ปัญหาอาชญากรรมประเภทอื่นๆ ทั้งแก๊งลักรถ ยาเสพติด ทะเลาะวิวาท แก๊งกวนเมือง เป็นเรื่องที่บั่นทอนความรู้สึกของผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความสำคัญ จะต้องบูรณาการทำให้ลดลงให้ได้ จะต้องให้ผู้ใหญ่ระดับ บช.เข้าไปช่วยเหลือ ลำพังตำรวจในพื้นที่ทำไม่ได้ เพราะเป็นเหตุที่เกิดเขตรอยต่อทั้งพื้นที่นครบาล บช.ภ.1 และ  บช.ภ.7 ต้องอาศัยวางแผนหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายสืบสวน ป้องกันปราบปราม และจราจร จะปล่อยให้ตำรวจพื้นที่ทำลำพังไม่ได้ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งจับกุม ประชาสัมพันธ์ผู้ปกครอง พ่อแม่ สถาบันให้เข้ามาดูแลไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวการแข่งรถซิ่ง”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวย้ำถึงแนวนโยบายว่า “เรื่องนี้มีโทษทั้งจำคุก และยึดรถของกลาง ผู้ที่ให้การสนับสนุน  ร้านค้าที่มีส่วนดัดแปลง ผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย สังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ มีผู้บริสุทธิ์อีกมากที่ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนรำคาญกับเสียงดังของรถในช่วงเวลากลางคืน บางคนต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มแก๊งรถซิ่ง หากปล่อยไว้ต่อไปจะเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม ได้สั่งทุกหน่วยจริงจังในการป้องกันปราบปรามแก๊งรถซิ่ง ทั้งควบคุมกวดขันร้านแต่งซิ่ง จุดที่มีการแข่งขัน ที่สำคัญผู้ปกครองต้องร่วมสร้างจิตสำนึกให้บุตรหลาน จะนำกฎหมายทุกอย่างมาใช้อย่างเคร่งครัด ตำรวจทุกหน่วยต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาเต็มที่ การดำเนินคดีไม่เน้นเอาผิดเฉพาะคนขับ แต่จะดำเนินคดีกับกลุ่มคนดู  ร้านแต่งรถ  ผู้ปกครอง กลุ่มที่ลงโฆษณา และทุกคดีให้ส่งฟ้องศาลทุกข้อหา”

เป็นมาตรการที่เด็ดขาดของผู้นำตำรวจที่เห็นความเดือดร้อนของสังคม

จากปัญหาของเด็กแว้นที่ถูกมองข้าม เพิกเฉยกันมานาน จนกลายเป็นปัญหาที่กระทบความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ต้องอดทนอดกลั้นกับภาพของกลุ่มแก๊งรถซิ่งนับร้อยวิ่งวนเวียนก่อกวนความสงบในถนนหลวง

แต่ต้นเหตุปัญหาของกลุ่มเด็กแว้นไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เป็นการขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ครอบครัวขาด “จิตสำนึก” ที่มีต่อส่วนรวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมามองปัญหา และช่วยกันทำให้เต็มที่.


ทีมข่าวอาชญากรรม

โหวตข่าวนี้