หลังจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ได้ตัดสินใจยกเลิกการสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน จำนวน 10,000 อัตรา โดยมีผู้สมัครเกือบ 300,000 คน
เป็นผลที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการสอบแข่งขันในพื้นที่หลายจังหวัดได้จับกุมผู้ที่ทุจริตการสอบพร้อมของกลางเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในการทุจริตข้อสอบ และวิธีการที่แยบยลของการทุจริตทั้งการเปลี่ยนตัวผู้เข้าสอบ และปลอมบัตรประจำตัวประชาชน
เข้าข่ายขบวนการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขันในหน่วยงานราชการแทบทุกแห่ง
ไม่ใช่แค่เฉพาะการสอบแข่งขันเข้าเป็นตำรวจ แต่มีวงจรทุจริตขยายไปแทบทุกส่วนราชการ
อีกทั้งยังไม่มีใครทราบว่า ผู้เข้าสอบที่ทำการทุจริตและยังไม่ถูกจับกุมในครั้งนี้ มีจำนวนมากมายเท่าใด
เป็นเหตุผลของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ตัดสินใจยกเลิกการสอบอย่างไม่ต้องคิดมาก เนื่องจากกระทำเป็นขบวนการต่อเนื่องในทุกพื้นที่ที่มีการสอบแข่งขัน พยานหลักฐานที่ได้แต่ละแห่งมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน

จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสืบสวน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบการจัดสอบใหม่เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ขณะนี้ได้มีการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแล้ว 66 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง พล.ต.อ.เพรียว-พันธ์ได้มีคำสั่งให้สืบสวนขยายผลดำเนินการผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
แต่สิ่งที่มีความสำคัญที่สุด คือ การสอบใหม่ จะทำให้ได้ตำรวจที่มีคุณภาพ ไร้การทุจริต
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ วางใจให้ พล.ต.อ.พงศพัศ เป็นผู้รับผิดชอบวางระบบและดำเนินการจัดการสอบใหม่ทั้งหมด ทั้งขั้นตอนการออกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ การส่งข้อสอบ และการคุมสอบ
ให้เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ โปร่งใส จะต้องกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้บัญชาการสอบใหม่การันตี
“การสอบใหม่ในครั้งนี้ จะแบ่งการสอบออกเป็น 2 วัน คือ วันศุกร์ที่ 3 และวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค.2555 โดยในวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. จะเป็นการสอบ “สายอำนวยการและสนับสนุน” ซึ่งเปิดรับจำนวน 500 อัตรา และเหลือผู้มีสิทธิกลับเข้ามาสอบใหม่ 138,645 คน ส่วนในวันที่ 5 ส.ค. จะสอบ “สายป้องกันและปราบปราม” ที่รับจำนวน 9,500 อัตรา และเหลือผู้มีสิทธิเข้าสอบอยู่ 139,418 คน โดยแบ่งการสอบเป็น 2 วัน เพื่อลดจำนวน “สถานที่สอบ” และ “ห้องสอบ” ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้การกำหนดมาตรการในการคุมสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยในการสอบที่ผ่านมา มีสถานที่สอบ 136 แห่ง และห้องสอบ 6,237 ห้อง แต่การสอบครั้งใหม่จะลดสถานที่สอบลงเหลือ 51 แห่ง เหลือห้องสอบ 3,432 ห้องเท่านั้น โดยในส่วนกลางใช้มหาวิทยาลัยรามคำแหง (บางนา) เป็นสถานที่สอบเพียงแห่งเดียว ส่วนภาคต่างๆจะใช้มหาวิทยาลัยและโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงกันเป็นสนามสอบ”
พล.ต.อ.พงศพัศ ไล่เรียงให้เห็นภาพความเข้มงวดเพื่อให้การสอบแข่งขันเข้าเป็นตำรวจมีความโปร่งใส

“การใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีในจำนวนที่เพียงพอและทั่วถึง เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่นำมาใช้จะมีทั้งประตูตรวจโลหะแบบเดินผ่าน เครื่องตรวจโลหะแบบมือถือ เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เครื่องตัดสัญญาณความถี่ต่ำ และเครื่องตรวจจับสัญญาณแบบอื่นๆที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อีกมาก”
“การที่ได้เรียนรู้จาก “แผนประทุษกรรม” ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำการทุจริตและคำรับสารภาพของผู้ต้องหาทำให้เห็นภาพการทุจริตในขั้นตอนต่างๆอย่างครบถ้วน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการป้องกัน ส่วนข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอยู่ ได้นำมาปรับปรุงและแก้ไขในทุกขั้นตอน เพื่อให้มีความรอบคอบรัดกุมมากขึ้น ส่วนผู้สมัครสอบที่ถูกดำเนินคดีในการทุจริตการสอบครั้งที่ผ่านมา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบในครั้งนี้ โดยตำรวจได้ติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง”


“การสอบครั้งนี้จะต้องทำให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมเข้ามาเป็นตำรวจรับใช้ประชาชน ไม่ใช่คนที่คิดทุจริตเข้ามาเป็นตำรวจ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และไม่น่าเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการ”
ทั้งหมดนี้จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถจัดการสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และไร้ทุจริตได้จริงหรือไม่
แต่การทำงานของ พล.ต.อ.พงศพัศ ที่ได้ประชุมเตรียมการและกำหนดมาตรการในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการสอบในลักษณะนี้มาหลายต่อหลายครั้ง
ทำให้เชื่อได้ว่า จะควบคุมและกำกับดูแลการสอบใหม่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้โดยไม่ยาก
เพราะ...ตำรวจเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม.
ทีมข่าวอาชญากรรม




















