advertisement

ม็อบเคลื่อน-ตำรวจเหนื่อย "เพรียวพันธ์"เด็ดขาด! ปิดถนนต้องดำเนินคดี

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2555 05:00

เป็นข่าวร้ายต้อนรับปี 2555 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับการสูญเสียชีวิต ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ดาวเรือง รอง สว.สอบสวน ช่วยราชการสืบสวน สน.สุทธิสาร ขณะเสี่ยงชีวิตเข้าสกัดกั้นแก๊งยาบ้าขัดขืนการจับกุมใช้รถพุ่งชนจนเสียชีวิต

ถือว่าเป็นความสูญเสียชีวิตข้าราชการตำรวจที่เอาชีวิตเข้าแลกกับการทำหน้าที่รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด

ไม่ต่างจากตำรวจผู้กล้าอีกมากที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อรักษาองค์กรตำรวจ โดยไม่คิดถึงชีวิตตนเอง

สมเกียรติและศักดิ์ศรีของคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตำรวจทุกคนได้ทุ่มเทเสียสละ ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ของประเทศ

ทั้งที่หลายเหตุการณ์ชุมนุมได้สร้างความบอบช้ำ เจ็บปวด และกดดันตำรวจผู้ปฏิบัติที่ต้องทำงานหนัก ไม่เคยได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล แต่กลับถูกตราหน้าเป็น “จำเลยสังคม”

และเมื่อมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มแท็กซี่ รถบรรทุก รถสองแถว และรถเมล์ร่วมบริการ ชุมนุมเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลขึ้นราคาก๊าซ NGV หน้ากระทรวงพลังงาน

โดยใช้มาตรการนำรถบรรทุกปิดการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตขาออกที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว


หรือการนัดชุมนุมประท้วงของกลุ่มม็อบสวนยางพาราด้วยการปิดถนนบริเวณสี่แยกคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เรียกร้องรัฐบาลให้มีการค้ำประกันราคายางพาราก็เช่นกัน

เพราะกลายเป็นเหตุรุนแรงจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนเกิดบันดาลโทสะยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 8 ราย รวมทั้ง ด.ต.สมคิด เกตุนวล ผบ.จร.สภ.รัตภูมิ ที่มาอำนวยการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ต้องตกเป็น “เหยื่อ” ถูกคนที่ไม่พอใจกลุ่มผู้ชุมนุมยิงได้รับบาดเจ็บ

ม็อบกดดันจึงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเตรียมรับมือกับม็อบที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ หรือม็อบมีเส้นสายนักการเมืองหนุนหลังจัดตั้งมากดดันฝ่ายรัฐบาล หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

แต่ไม่ว่าจะเป็นม็อบแบบไหนๆ ตำรวจก็ไม่อยากให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงที่มี “เงื่อนไข” จากฝ่ายการเมือง

การชุมนุมประท้วงช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตำรวจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งม็อบเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อสีน้ำเงิน ที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันสร้างเงื่อนไขให้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

บทเรียนคดีสลายการชุมนุมประท้วงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของกลุ่ม “เสื้อเหลือง” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิด และมีคำสั่งปลดออก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

จนถึงขณะนี้คดียังไม่จบสิ้น...


พล.ต.อ.พัชรวาท ได้พยายามเรียกร้องหาความชอบธรรมให้กับองค์กรตำรวจ แต่ถูกเมินเฉยจากฝ่ายรัฐบาลสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

ก.ตร.มีความชี้ชัดไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง และให้ยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ออกจากราชการ ตามกฎ ก.ตร. ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับบัญชา

แต่อดีตนายกรัฐมนตรียื้อประวิงเวลาไม่ยอมลงนามคำสั่ง ทั้งที่เป็นไปตามกฎหมาย

จนต้องอาศัยความเป็นธรรมจากศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้รับคำร้องทุกข์ของ พล.ต.อ.พัชรวาท

ซึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีแค่ 2 ทางเลือกคือ ส่งเรื่องกลับให้ ก.ตร.พิจารณาใหม่ หรือมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิม เพื่อคืนความชอบธรรมให้กับองค์กรตำรวจ

จนถึงขณะนี้เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด...

ทั้งที่กฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจน

รวมทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมฝูงชน ที่เสนอเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการชุมนุมประท้วง ตำรวจทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และจัดการ “แกนนำ” ที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ยังถูกดองไม่ได้ความเห็นชอบจากรัฐสภา

หากเหตุการณ์เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงของกลุ่ม ต่างๆมากดดันรัฐบาล โดยยึดถนน สถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้ามาเป็น “ตัวประกัน” เหมือนอดีตที่ผ่านมา

ตำรวจที่มีหน้าที่รักษากฎกติกากฎหมายบ้าน เมืองจะทำหน้าที่รักษากฎหมายได้หรือขนาดไหน

นักธุรกิจ คนทำงาน ประชาชนจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีการปิดถนน ปิดห้าง ปิดสถานที่ราชการ หรือหากมีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องคิดหามาตรการ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ย้อนกลับมา


เพราะภาพลบของการชุมนุมในอดีตได้ส่งผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงประเทศ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความไม่มั่นใจของผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย งบประมาณของรัฐบาลมากมายที่ทุ่มเทลงไปในช่วงการชุมนุมประท้วง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่คิดหาอะไรมาเป็นเครื่องมือควบคุมการชุมนุมไม่ให้เกินขอบเขตกฎหมาย ล้ำเส้นสิทธิของคนอื่น

ไม่เคยมีแกนนำม็อบคนไหนได้รับการลงโทษ หรือชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งที่เป็นผู้นำการเคลื่อนไหว

ไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าระดับการชุมนุมขนาดไหนที่เหมาะสม

ไม่คิดหาเครื่องมือ กฎหมายอะไร ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกับแกนนำที่ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรง และเมื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้วไม่ต้องตกเป็น “จำเลยสังคม”

ตำรวจไม่เคยได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้รักษากฎหมาย

ทั้งที่ทุกคนเข้าใจสภาพปัญหาของการชุมนุมที่มีผลประโยชน์การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จงใจให้เกิดเหตุกระทบกระทั่งรุนแรง แต่ไม่ได้มีกฎหมายใดๆ ที่ให้อำนาจเข้าจัดการกับกลุ่มแกนนำที่อยู่เบื้องหลัง

กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจการชุมนุมตั้งแต่ต้น ไม่คิดส่งผู้ที่รับผิดชอบเหมาะสมเข้ามาเป็นตัวแทนเจรจา ปล่อยจนสถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

ไม่ต่างจากอดีตที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ไปทำหน้าที่รักษากฎหมาย ทำตามคำสั่งของรัฐบาลกับม็อบที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ตำรวจก็ยังตกเป็นผู้ต้องหาทันที


โดยไม่ได้รับการเหลียวแล เห็นอกเห็นใจจากรัฐบาล

ไม่เคยแม้แต่จะคิดคุ้มครองเจ้าหน้าที่ หาทางทำให้กฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ ทำให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป

เป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่

เมื่อไม่มีเครื่องมือ ไม่มีกฎหมายรับประกัน ไม่มีผู้ที่รับผิดชอบ ตำรวจไม่รอดพ้นจำเลยสังคม

ไม่มีการชุมนุมครั้งไหนที่ตำรวจไม่ได้รับความ รู้สึกเจ็บปวด ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ทั้งที่ตำรวจไม่ได้เป็นคู่กรณีกับม็อบ และทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะนี้ความรับผิดชอบพื้นที่นครบาลอยู่ในมือของ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ที่เป็นมือสืบสวนสอบสวนของกองปราบปราม และอดีตรอง ผบช.ส. ที่ทำงานด้านการสืบสวนหาข่าวมาตลอดชีวิตราชการ ต้องคิดหาทางปรับแผนเพื่อรับมือการชุมนุม โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. ที่คลุกคลีการชุมนุมมาตลอดเข้ามาช่วยประคับประคองสถานการณ์ชุมนุมที่เปราะบางสุดๆ

ตำรวจต้องเดินหน้าหามาตรการ เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจตกเป็น “จำเลยสังคม” โดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินการมาตรการสากลในเรื่องการควบคุมฝูงชน

เน้นเจรจา ทำความเข้าใจจนถึงที่สุด หากจงใจ ทำลาย ฝ่าฝืน เสียหายต่อภาพรวมต้องดำเนินคดีเป็นกรณีเพื่อไม่ให้ตำรวจตกเป็น “เงื่อนไข” ของการชุมนุม

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวชัดว่า “ขณะนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. ที่เคยมีประสบการณ์การชุมนุมกำหนดแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ชุมนุมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุกระทบต่อคนส่วนใหญ่”


“ได้ให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจพื้นที่หาข่าวการชุมนุม บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน หากมีการจงใจฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายและมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งตำรวจเข้าใจกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องเข้าไปเจรจาทำความเข้าใจ ให้ความสนใจกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตั้งแต่ต้น”

“ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องไม่ใช้ความรุนแรง ทำความเดือดร้อนให้คนส่วนใหญ่ ตำรวจจะใช้การเจรจาทำความเข้าใจจนถึงที่สุด แต่หากมีความจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ทำลายทรัพย์สิน ปิดล้อมสถานที่ เกินเลยจนอาจจะทำให้เกิดความเสียหาย จำเป็นต้องใช้การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงขณะนั้น เพื่อทำให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด เพราะตำรวจไม่อยากไปสร้างเงื่อนไขในการชุมนุมและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”

ต้องถือว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เข้าใจหัวจิตหัวใจของลูกน้องทุกคนกับสถานการณ์ชุมนุมแต่ละครั้ง ได้เห็นความกระอักกระอ่วนของตำรวจกับการระดมกำลังเข้ามาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ถูกมองเป็นเครื่องมือรัฐบาล ความไม่ชัดเจนนโยบายรัฐบาล ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เพราะตำรวจทุกคนมีภาระ หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่มีใครอยากเปลืองตัว ทำงานแล้วตกเป็น “ผู้ต้องหา” เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ

ทั้งที่ตำรวจเหล่านั้นได้ทุ่มเทเสียสละดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง สมควรได้รับเสียงชมเชย ไม่ใช่ต้องก้มหน้าก้มตาถูกตราหน้าตกเป็น “จำเลยสังคม”

สถานการณ์ชุมนุมประท้วงเป็นเรื่องที่เปราะบางต่อความรู้สึกประชาชน และตำรวจปฏิบัติทั้งประเทศ

เป็นความอัปยศอดสูที่ตำรวจตกเป็น “เบี้ยล่าง” กลุ่มผู้ชุมนุมตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา.


ทีมข่าวอาชญากรรม

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement