advertisement

กระหายคนกลาง ผ่าทางตัน

โดย ทีมการเมือง 16 ก.พ. 2557 05:00

ผ่าศึกปฏิรูป2ขั้วขัดแย้งถึงจุด “วิบาก” เต็มกลืน

“เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน”

จากสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง จึงถือว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องยังไม่มีมูล

โดยการนี้ก็หมายถึงว่า กระบวนการเลือกตั้งยังต้องดำเนิน ต่อไป ตามโปรแกรมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้ลงคะแนนทดแทนในวันที่ 20 และ 27 เมษายน

ขณะที่ปมปัญหายังคาราคาซัง ทั้งในส่วนของเขตเลือกตั้งที่ลงคะแนนไม่ได้ การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ต้องเลื่อนมา รวมทั้ง 28 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัคร

ที่แน่ๆต่างฝ่ายต่างกั๊ก ชิ่งเผือกร้อนกันพัลวัน

ตามมุมที่ กกต.ก็เสนอให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่มีผู้สมัคร เพราะตามรูปการณ์ยากที่จะฝ่าแนวต้านของแนวร่วมกลุ่ม กปปส.ได้

ในเมื่อรู้กันอยู่ว่า เป็นเขตอิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์

แต่ในแง่ของรัฐบาลก็โยนให้เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะ กำหนดวันเลือกตั้งใหม่เองได้ เพราะกลัวตก “หลุมพราง” ทำให้รัฐบาลทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอาจเป็นปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ที่ระบุ “วันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร”

พรรคเพื่อไทยก็ระแวงโดนหลอกให้ไปตกเหว

เรื่องของเรื่องด้วยปมที่พัวพันนัวเนียกัน ถึงวันนี้ประเด็นเลือกตั้งไม่ได้ผูกโยงอยู่แค่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่มันยังไหลมาล็อกคอ กกต.จากกรณีการประกาศคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทั้งๆที่ยังไม่ได้จัดเลือกตั้งล่วงหน้า อาจเป็นปมปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการชี้นำ

ประเด็นนี้ กกต.เสี่ยงทำผิดซะเอง

หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ลุ้นให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นั่นก็เพราะไม่ต้องการเสี่ยงกับเงื่อนกฎหมายที่พรรคได้บอยคอตเลือกตั้งติดๆกัน 2–3 รอบ

นี่คือคำตอบที่ทำไมทั้งสองฝ่ายถึงยื้อกระบวนการเลือกตั้งกันสุดกำลัง

และปมเลือกตั้งก็ยังคงเป็นเงื่อนไขหลักในเกมขึงพืดอำนาจต่อไป

ในสถานการณ์ที่ผ่านการหย่อนบัตรเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์มาแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนไขภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังบังคับใช้ นายกฯยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ยังคงสถานะรักษาการต่อไป

กอดกติกาประชาธิปไตยตามหลักสากลไว้แน่น

แต่อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่ามีการปรับแผน เปลี่ยนเกมต่อสู้กันใหม่

ตามยุทธศาสตร์ที่ต่างฝ่ายต่างพยายาม “โดดเดี่ยว” คู่ต่อสู้ ให้อยู่ในสภาพไร้แนวร่วม หมดพลัง ไร้ความชอบธรรมลงไปเรื่อยๆ

อย่างที่เห็น “ม็อบกำนัน” ก็ใช้มาตรการทางสังคมในการปลุกกระแสต่อต้านนายกฯยิ่งลักษณ์ กดดันให้ข้าราชการหยุดทำงานรับใช้รัฐบาล

ให้ม็อบปิดล้อมหน่วยงาน ยึดกรมกองไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ได้

ทำให้เห็นว่า รัฐบาลอยู่ในสภาพเป็ดง่อย มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ ป่วยการจะตื๊ออยู่ต่อไปให้การบริหารประเทศสะดุด ประชาชนเดือดร้อน

ขณะที่รัฐบาลก็เริ่มเข้มกับการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการกับแกนนำม็อบ ตามปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของม็อบ กปปส.ข้อหาทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

โชว์ให้เห็นว่า รัฐบาลโดยศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เอาจริง

พร้อมๆกับการเดินหน้า “อุดท่อน้ำเลี้ยง” ไล่บี้กลุ่มทุน ขู่ดำเนินคดีกับบริษัทที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ข้อหาอยู่เบื้องหลังกบฏป่วนเมือง

บล็อกแกนนำม็อบกำนันไม่ให้ขยับง่ายๆ ปรามแนวร่วมให้ถอยห่างออกไป

รวมถึงการขยับใช้กำลังตำรวจปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ชุมนุมบางส่วนบริเวณสะพานมัฆวาน ในวันวาเลนไทน์และมาฆบูชา ที่ผ่านมา

ต่างฝ่ายต่างกดดัน วัดใจว่าใครจะอึดในสถานการณ์กดดันได้นานกว่ากัน

แน่นอน โดยลำพังเกมมวลชนต่อให้ม็อบมากันมืดฟ้ามัวดิน กระแสแรงสักแค่ไหน แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว “ม็อบกำนัน” ล้มรัฐบาลไม่ได้

และก็อย่างที่เห็นสถานการณ์มาถึงตอนนี้ นับเวลาก็ล่วง 100 กว่าวันเข้าไปแล้ว จากจุดเริ่มที่ม็อบ กปปส.เริ่มตั้งเวทีขย่มรัฐบาลที่สถานีรถไฟสามเสน ก่อนเคลื่อนมาปักหลักที่ถนนราชดำเนิน และขยายวงเป็น 7 เวทีทั่วเมืองกรุง ตามยุทธการชัตดาวน์กรุงเทพฯ

ป่วนกดดันกันขั้นสุดยอดแล้ว ก็ยังปิดเกมรัฐบาลไม่ได้

เอา “ยิ่งลักษณ์” ไม่อยู่

ในขณะที่สถานการณ์ของน้ำเลี้ยงเริ่มเหือดหาย ทุนร่อยหรอ มวลชนเหลือน้อยลงทุกวัน ภายหลัง กปปส.ต้องยุบเวทีที่แยกลาดพร้าว กับเวทีอนุสาวรีย์ จาก 7 เวที เหลือแค่ 5 เวที

ที่แน่ๆยังหาทางลงกันไม่ได้ ต้องประกาศลากยาวไปถึงสงกรานต์แล้ว

“ม็อบกำนัน” ต้องสู้ต่อไปโดยไม่รู้จุดจบ

แต่โดยจังหวะก็เหมือนจะคลำพบ “จุดน็อก” รัฐบาลกับยุทธการไล่บี้ปมรับจำนำข้าวที่ไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา ถึงขั้นที่ม็อบบุกทวงเงินกันถึงกรุงเทพฯ

ขณะที่รัฐบาลก็บ้อจี้ ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าตีกรรเชียงไปวันๆ

ด้วยสถานะของรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีเครดิต แถมวิกฤติการเมืองก็ยังลูกผีลูกคน จะพึ่งแบงก์พาณิชย์ก็ไม่มีใครให้กู้ ขณะที่แบงก์รัฐทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารกรุงไทย ก็เจอปัญหาโดนต้านจากสหภาพฯที่เป็นแนวร่วม กปปส.

ขวางกันทุกวิถีทาง ไม่ให้รัฐบาลเอาเงินออกมาใช้

ตามท้องเรื่องเศร้าๆ กระแสเร้าบรรยากาศเครียดๆที่ชาวนา ผูกคอตายเพราะไม่ได้เงินโครงการจำนำข้าวไปแล้วหลายราย

จากขวัญใจชาวนา รัฐบาลกลายเป็นผู้ร้าย

ในจังหวะที่ “กำนันเทพ” ได้เหลี่ยมโหนกระแส ชิงจังหวะซื้อใจ ด้วยการนำขบวนเดินรับบริจาคเงินจากกองเชียร์ในเมืองกรุง ช่วยชาวนาในการต่อสู้ทวงเงินจากรัฐบาล

สถานการณ์พลิก ชาวนาบางส่วนหันมาเป็นแนวร่วมกับม็อบ กปปส. ประสานเสียงเรียกร้องให้นายกฯยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการ

เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลคนกลางเข้ามาบริหารจัดการหนี้คืนชาวนา

เกมเขี้ยวของฝ่าย กปปส.ที่ย้อนศรรัฐบาล ใช้ชาวนาที่เป็นเกราะคุ้มกัน ฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทย หันกลับมาโอบล้อม “ยิ่งลักษณ์”

เข้าตำราหมองูตายเพราะงู   รัฐบาลของชาวนาก็ส่อพังเพราะชาวนา

เรื่องของเรื่อง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเองก็ส่อพิรุธให้จับไต๋ได้ จากการมุ่งกู้เงินธนาคารมาโปะให้ชาวนา แต่ไม่ยอมนำข้าวที่รับจำนำไว้ในโกดังออกประมูลขายเพื่อนำเงินมาคืนชาวนา

เหมือนอมพะนำอะไรไว้

ที่แน่ๆแกะรอยจากข้อมูลที่ฝ่ายรัฐบาลเปิดออกมา จากสต๊อกข้าวที่เหลืออยู่ 18 ล้านตัน ถ้าคิดตามพื้นฐานการประมูลขาย ต่อให้ได้ราคาตันละ 15,000 บาท อย่างที่รับจำนำไว้ จำนวนเงินที่ได้ก็แค่ 2.7 แสนล้านกว่าบาทเท่านั้น

ยังไม่นับค่าปรับปรุงข้าว ค่าเก็บข้าวของโรงสี และข้าวเน่าที่หายไป

แน่นอน เทียบกับงบประมาณที่รัฐบาลใช้ไปในกระบวน การรับจำนำข้าวทั้งโครงการที่ว่ากันว่าหลายแสนล้านแล้ว ตามแนวโน้มมันก็คิดกันได้ เหตุที่ต้องอึกอักๆ รัฐบาลไม่ประมูลข้าวในสต๊อกออกขายเพราะกลัวตอนปิดบัญชี ตัวเลขหายไป 3–4 แสนล้าน อย่างที่โดนฝ่ายตรงข้ามออกมาประจานดักคอไว้

ขาดทุนยับเยิน เสียหายใหญ่หลวง

ประทับเครื่องหมายคำถาม เงินส่วนต่างหายไปไหน ถ้าไม่ใช่เข้ากระเป๋าไอ้โม่งจอมโกง

ที่แน่ๆมันก็ตอกย้ำกับสิ่งที่หลายฝ่ายออกมาเตือนไว้ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง สมัยรัฐบาล “ขิงแก่” หรือแม้แต่กุนซือที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ความเชื่อถือ

อย่าง “ด็อกเตอร์โกร่ง” นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีต รมว.คลังก็ยังทักไว้แล้วว่า โครงการจำนำข้าวอันตราย

เสี่ยงทำรัฐบาลพัง ประเทศเจ๊ง

รัฐบาลพรรคเพื่อไทย “จุกข้าว” นายกฯยิ่งลักษณ์ตีกรรเชียงไม่ออก

อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ที่เครือข่ายโดนต้อนเข้ามุมอับ รัฐบาลของน้องสาวกำลังเผชิญภาวะทางตัน มันก็เป็นอะไรที่น่าจับตากับจังหวะการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บินโฉบมาทำบุญที่ประเทศพม่า ร่วมกับญาติๆและทีมงานใกล้ชิดในพรรคเพื่อไทย

ตามกระแสข่าววงในร่ำลือว่าทำพิธี “แก้กรรม”

ความเชื่อทางไสยศาสตร์ก็ว่ากันไป แต่ตามเหลี่ยมการเมืองที่จับไต๋ได้ จากที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ “นายใหญ่” กลับมาถ่ายทอดออกอากาศให้ได้ยินโดยทั่วกัน ว่าอดีตนายกฯทักษิณได้ส่งซิกเป็นนัย

ปัญหาทุกอย่างต้องจบที่โต๊ะเจรจา แม้แต่สงครามโลก

จับทาง “นายใหญ่” สัญญาณจากหน่วยเหนือของนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยแบไต๋พร้อมตั้งโต๊ะเจรจา เพื่อจบปัญหาขึงพืดเกมอำนาจที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับทุกภาคส่วนของเมืองไทย ส่อเจ๊งหนักทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม

แนวโน้มกำลังเดินไปสู่จุดล่มจมกันทั้งประเทศ

ที่แน่ๆการขยับของ “ทักษิณ” มันก็มาพร้อมๆกับกระแสคนกลางเชื่อมคู่ขัดแย้ง

ทั้งจังหวะการออกมาของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ที่ยอมรับว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในกระบวนการที่จะประสานให้รัฐบาลกับฝ่าย กปปส.เจรจากัน

หรือคณะที่มีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ก็กำลังเดินหน้าภารกิจในการเป็นเวทีกลางของการปฏิรูป

โดยบรรยากาศที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงเวลาที่คู่ขัดแย้งต้องเจรจา ในสถานการณ์ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลัง “จุกข้าว” ม็อบ กปปส.ก็ “ท่อน้ำเลี้ยงเหือดแห้ง”

ทั้งสองขั้วต่างอยู่ในภาวะวิบาก “เต็มกลืน”

สู้ต่อไปก็รังแต่พังกับพัง ถึงจังหวะที่ต้องโหยหาคนกลางมา “หย่าศึก” ซะที.

ทีมการเมือง

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement