advertisement

"วลีเด็ด-วาทะร้อน" สะท้อนภาพการเมืองไทย จุดกระแส "ปฏิรูปประเทศ"

โดย ทีมการเมือง 3 ม.ค. 2557 05:00

จากห้วงเวลาแห่งความวิกฤติในบ้านเมืองช่วงปลายปี 2556 ผ่านเข้าสู่ศักราชใหม่ 2557 แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากความขัดแย้ง ผ่านพ้นจาก “วิกฤติของประเทศ” กันได้อย่างไร แต่ที่คงปฏิเสธไม่ได้ วิกฤติครั้งนี้มีมูลเหตุจากปมปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรัง

โดยเฉพาะจากการตัดสินใจ ท่าที การแสดงออกของ “คนการเมือง” ในระดับที่มีอำนาจ ทั้งผู้นำฝ่ายบริหาร พรรคฝ่ายค้าน กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ผู้มีอำนาจในกองทัพ กระทั่งผู้ที่วางตัวเป็น “คนกลาง” หรือต้องทำหน้าที่ “กรรมการ” สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์ วลี วาทะ คำพูด ต่างกรรมต่างวาระกัน

แต่ทั้งหมดส่งผลต่อทิศทางความเป็นไปในบ้านเมือง  และเป็นปัจจัยเร้าสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งครั้งรุนแรงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ใน “วิกฤติ” หากทุกคนช่วยกันหาทางออก ก็จะพลิกเป็น “โอกาส” ของประเทศได้ เพราะท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยก ยังมีประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ที่ถือเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แสงสุดท้าย “แสงแห่งความหวัง” ของคนไทย

ในโอกาสนี้ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอคัดสรร “วลีเด็ด–วาทะร้อน” สะท้อนภาพการเมืองไทยที่ผ่านมา และกำลังดำเนินต่อไปในวันข้างหน้ากับปีแห่งการ “ปฏิรูปประเทศ” มานำเสนอ ณ ที่นี้

สะบัดหน้าถอย

ถึงจะเล่นตามบทตามสคริปต์ เอาตัวรอดมาได้ตลอดตั้งแต่นั่งเก้าอี้ผู้นำ แต่สุดท้าย “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ถูกหนีบก้ามจนตีกรรเชียงชิ่งหนีปมร้อนไม่ออก

เมื่อกระแสต้านกฎหมายนิรโทษกรรม “ล้างผิดเหมาเข่ง” ลุกลามเร็วและแรง มาถึงขั้นขับไล่จากเก้าอี้ “นายกฯรักษาการ” แม้จะทิ้งไพ่ยุบสภาไปแล้ว “นายกฯปู” ยังต้องประคองสถานการณ์ ชวนประชัน “ความอึด” ดวลพลังกับเกมโค่นของฝ่ายต้าน จน “ประเทศไทยติดล็อก” มองหา “ทางออก” กันไม่เจอจนวันนี้

ก่อนมาเจอกับ “ไฟต์บังคับ” ย้อนไปสำรวจวาทะ วาจา วลี คำพูดของนายกฯหญิงใน “ช็อตแก้ไข” แต่ละห้วงสถานการณ์ กับปมร้อนร่างกฎหมาย “ล้างผิดเหมาเข่ง” เกี่ยวโยง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายได้อานิสงส์ หนำซ้ำตัวเองยังได้เอี่ยวด้วย เรื่องร้อนเลย “ถึงตัว” แม้จะติ๊ดชึ่ง อ้างการเสนอกฎหมายนิรโทษเป็นเรื่องของ สภาฯ

การันตีว่าไม่ใช่กฎหมายการเงิน ไม่เกี่ยวกับการ “ล้างผิด–คืนเงิน” ให้พี่ชาย แต่เพื่อช่วยเหลือเหยื่อการเมือง ล้างผลพวงรัฐประหาร โดยเรียกร้องให้ทุกคนลืมความเจ็บปวด เพื่อให้ประเทศเดินหน้า และแม้จะแหยง “ของร้อน” ก็ยัง “ถอยมีเชิง” ถ้อยแถลงมีแฝงอารมณ์กรุ่นๆ “วันนี้คนไทยหลายกลุ่มยังไม่พร้อมจะให้อภัย”

แต่ที่เป็นช็อตไฮไลต์กับคำถาม “จี้ใจ” นายกฯ เกี่ยวกับเป้าหมายของม็อบประกาศ ตะเพิดไล่ “คนตระกูลชินวัตร” ออกนอกประเทศ เจอลูกนี้ “นายกฯปู” ยิงบท “เจ้าน้ำตา” ต่อมเศร้าเริ่มทำงานในทันที เรียกร้องอย่าได้ด่าว่ากันทั้งตระกูล เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน จะไม่ให้เหยียบแผ่นดินไทยเลยหรือ “นี่ก็ถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว”

คือบทโศกของนายกฯก่อนเชิดจากวงล้อมของนักข่าว แต่ถึงจะน้ำตาซึมแล้ว “สะบัดหน้าถอย” กันอย่างไรก็ไม่เป็นผล ไม่มีแต้มสงสารจากอีกขั้วฝ่ายที่มองเป็นแค่การ “ตีบทแตก” และที่ทำเป็นถอยก็แค่เล่นเชิงตาม “สเต็ปนางสิงห์”

มวลมหาประชาชน ชาวคณะ กปปส.ของกำนันจึงยังขยับเดินหน้าขย่มโขยก รุกไล่กันไม่หยุด.

วีรกรรม “สุดซอย”

ถ้าพูดถึง “ขาประจำ” ที่มีทั้งวาทะ คำพูด วลี ประโยคเด็ดๆร้อนๆออกมาเป็นประจำ และต่อเนื่องกันมากว่าทศวรรษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ชื่อติดชาร์ตตลอด

ปีที่ผ่านมา อดีตนายกฯรายนี้ก็ “ปล่อยของ” มาหลายชุด ทั้งการวีดิโอลิงก์ โฟนอิน สไกป์ รวมทั้งพูดคุยกับคนใกล้ชิด และถูกนำมาถ่ายทอดต่อ ล้วนเกี่ยวโยงกับหมากเกม  แผนการ  แนวทางต่อสู้ทางการเมือง

โดยเฉพาะในปี 2556 ช่วงที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวครองอำนาจปีที่ 2 “นายใหญ่” โฟนอินประกาศในงานสังสรรค์แกนนำเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด

“ถ้ากลับมาบ้านต้องกลับมาอย่างเท่ๆ แล้วจะบอกว่าจะกลับมาแบบไหนถึงจะเรียกว่าเท่”

เป็น “สัญญาณ” ที่คนในเครือข่ายขยับตาม กับการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ฉบับนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่สุดท้ายแปลงร่างเป็นร่างกฎหมาย “ล้างผิดเหมาเข่ง” ยกมือโหวตวาระ 3 ช่วงดึกแอบ “ลักหลับ” กันในช่วงไก่ยังไม่ทันโห่ทันขันกันเลยทีเดียว

ยังไม่รวมกรณี “คลิปถั่งเช่า” แผนผลักดันกฎหมายล้างผิดผ่านสภากลาโหม แล้วออกเป็น พ.ร.ก. แต่เมื่อคลิปหลุดทำ “แผนแตก” ช่องทางกลับบ้านได้พลิกมาอีกทาง สะท้อนผ่าน “วาทะสะท้านเมือง” ที่แม้จะไม่ได้พูดต่อสาธารณะโดยตรง แต่ก็เป็นนักการเมืองในเครือข่าย นำ“คำสั่งการ” ของ “นายใหญ่” มาถ่ายทอดต่อกฎหมายนิรโทษอย่าทำกันแค่ครึ่งๆกลางๆ ต้อง “ลุยสุดซอย” แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาอธิบายในภายหลังว่า เป็นการผลักดันร่างกฎหมายที่สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ล้างผิดให้ทุกฝ่ายเพื่อเป็นการเริ่มต้นกันใหม่หมด  และไม่อยากให้ใช้คำว่าสุดซอย แต่อยากให้เรียกว่า “เซ็ตซีโร่”

แต่กฎหมายนี้ก็ต้องเจอแรงต้านทั่วทิศ ชนิดที่ต้องถอยกรูด “นายกฯปู” ประกาศยุบสภาแต่มรสุมก็ยังไม่สงบ เพราะ กปปส.ยกระดับมาไล่นายกฯให้ออกจากตำแหน่ง “ผู้นำรักษาการ” พร้อมจุดกระแส “ปฏิรูปประเทศ” ลุกโชน ชนิดรัฐบาลต้องรับลูกแบบขอเอี่ยว ยื้อไม่ให้อำนาจหลุดมือจาก “ระบอบทักษิณ” กันอย่างถาวร

งานนี้ต้องเรียกว่า “เจ๊งทั้งกระดาน” ก็เพราะเหิมห้าวไม่ยั้งคิด พลาดเดินหมาก “ลุยสุดซอย” แท้ๆ.

ตามรอยกำนัน

สภาผู้แทนราษฎรชุดสุดท้ายของศักราชเก่า มี  ส.ส.หลายคนของพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทบาทฝ่ายค้านในสภาฯ ชนิดดุดัน เข้มข้น เผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง ผลิตวาทกรรมเด็ดตอกย้ำให้สังคมซึมซับให้เห็นภาพ “เผด็จการเสียงข้างมากในสภา” โดยเฉพาะช่วงพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โลดแล่นในสภาเสร็จ ทุกวันเสาร์แดดร่มลมตกระดับแกนนำ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรค เป็น ลูกกระเดือก กับ คอหอย เดินสายไปตามหัวเมืองต่างจังหวัด-กทม. นำเนื้อหาไปรียูสผ่านเวทีผ่าความจริง ยิงสัญญาณสดผ่านทีวีดาวเทียมบลูสกาย สาระหลักต้องการ เติมเต็มข้อมูลให้ประชาชนถึงเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลต่างๆที่ก่อขึ้นโดยรัฐบาล ร่างกฎหมายฉบับลักหลับ

สถานการณ์การเมืองเขม็งเกลียวร้อนแรงขึ้น ทำให้ลูกกระเดือกกับคอหอยตัดใจแยกทางกันชั่วคราว เมื่อ นายสุเทพ ตัดใจเดินออกจากชายคาพรรคประชาธิปัตย์ตลอดชีวิต ไปรับงานฟูลไทม์ เป็นแกนนำผู้ชุมนุมขจัดระบอบทักษิณ แค่ชั่วอึดใจไล่หลังผู้ชุมนุมระดมเป่านกหวีดดังกระจายแสดงอาการลิงโลด ได้ข่าวคอนเฟิร์มที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์มีมติให้ ส.ส.ทุกคนลาออกจากตำแหน่ง

นายอภิสิทธิ์ ให้เหตุผลว่า “เราทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพแล้วทั้งในและนอกสภา แต่รัฐบาลและสภาไม่ชอบธรรม  เราต้องออกมา หากปล่อยไว้บ้านเมืองจะสูญเสียไปเรื่อยๆ” การทิ้งบอมบ์ใส่รัฐบาลลูกแรกได้ผลชะงัด การทิ้งบอมบ์ลูกที่สองถูกปล่อยออกมาทันที โดยประกาศบอยคอต ไม่ส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อต้องการ “ปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 2 ก.พ.57”
พรรคประชาธิปัตย์เทหมดหน้าตัก กระโดดหนีออกจากเกมที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ขีดเส้นให้เดินตามกติกา

หันหน้าเดินตามรอย “พ่อกำนัน” ทุกกระเบียดนิ้ว ได้สยิวปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งหรือไม่เดี๋ยวรู้กัน.

ฤทธิ์เดชนกหวีด

ปรี๊ด...ปรี๊ด...ปรี๊ด...เสียงแหลมของ “นกหวีด” กลายเป็นสัญลักษณ์เป่าระดมพล ที่สำคัญใช้เป็นอาวุธคู่กายของผู้ชุมนุมขจัดระบอบทักษิณ  เป่าไล่ผู้มีอำนาจขั้วตรงข้ามให้เสียดเข้าไปทะลุขั้วหัวใจตระกูลชินวัตร

เสียงนกหวีดเริ่มดังกระหึ่มขึ้น เมื่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ล้างความผิดผู้ชุมนุมทางการเมือง พ่วงคดีการทุจริตคอร์รัปชันผ่านที่ประชุมสภาฯวาระ 3 กลายเป็นเงื่อนไข

ปลุก มวลมหาประชาชน แห่เข้าร่วมที่ปลายทางบริเวณริมสถานีรถไฟสามเสน กลายเป็นเวทีหัวเชื้อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย

มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำคนสำคัญ ขึ้นเวทีเกือบทุกครั้งจะประกาศว่า “การต่อสู้ครั้งนี้เป็นไปตามมติมวลมหาประชาชน” เป็นการส่งซิกถึงมวลชนให้เดินหน้าคัดค้านอย่างถึงที่สุด เมื่อมีจังหวะได้ย้ายไปตั้งเวทีปักหลักชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลางถนนแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงวุฒิสภา รีบคว่ำกฎหมายฉบับเผือกร้อนตั้งแต่เหยียบบันไดขั้นแรก

“ม็อบนกหวีด” เสมือนได้น้ำหล่อเลี้ยงชโลมหัวใจเพิ่ม เมื่อพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ กรณีวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เป็นชนวนให้ มีการยกระดับขับไล่ระบอบทักษิณ 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประกาศลาออก หันมาแขวนนกหวีด โผกผ้าลายธงชาติไทย แตะมือ คปท.–กปท. สถาปนาองค์กรขึ้นมาใหม่ เรียกสั้นๆว่า “กปปส.”

ดีเดย์นัดเคลื่อนไหวใหญ่รุกฆาตรัฐบาลครั้งใด มีมวลมหาประชาชนจำนวนมหาศาลร่วมเดิน เกิดอาฟเตอร์ช็อกถึง “นายกฯปู” ต้องคายอำนาจโดยการยุบสภา ให้คำมั่นสัญญาประชาคมจะตั้ง สภาปฏิรูปประเทศไทย และไปท้าลมหนาว เติมกำลังใจไออุ่นที่ฐานเสียงใหญ่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หนีไม่พ้นเจอ นกหวีดแผงฤทธิ์ใส่

ตราบใด “นายกฯปู” ไม่ยอมสละตำแหน่งนายกฯรักษาการ เปิดประตูสู่การตั้ง สภาประชาชน ตั้ง นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 7 ตามแนวทาง “กำนันสุเทพ” เพื่อ ปักธงปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

การยึดอำนาจโดยการปฏิวัติประชาชน สำเร็จหรือไม่ต้องรอนกหวีดแผงฤทธิ์เดชต้นเดือน ม.ค.57.

เปิดค่ายปฏิรูป

ในการจับจ้อง “บิ๊กท็อปบูต” กับวิกฤติความขัดแย้งศึกชิงอำนาจสองขั้วที่ยังดำเนินอยู่ บทบาทของกองทัพ “กรรมการ” อย่างไม่เป็นทางการ ถือว่ายังดำรง “ภาพลักษณ์” ได้แจ่ม

โดยผู้ถือดุลอำนาจสำคัญ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. “นิ่ง” เป็นหลัก โดยมี “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร  ผบ.ทหารสูงสุด คอยแบ็กอัพให้เพื่อนรัก ตท.12 รักษาภาพ “คนกลางที่แสนดี”

แม้ “กำนันเทือก” จะพยายาม “จูงมือ” ออกมาร่วมด้วยช่วยกัน “บิ๊กตู่” ก็ไม่เล่นนอกบทเลี่ยง ท่าที “เข้าข้าง” กระทั่งถูกฉุดกันแรงๆ เมื่อกำนันขอเข้าพบ ผบ.เหล่าทัพ ก็เป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” ออกโรงช่วย ดึงจังหวะก่อนพลิกเกม  ยอมให้ตั้งวงเม้าท์ที่กองบัญชาการกองทัพไทย บนเงื่อนไขเปิดเป็น “เวทีสาธารณะ”

ที่สำคัญ “เปิดค่ายปฏิรูป” หนนั้น “บิ๊กเจี๊ยบ” ใช้ลีลา “เซียนเจรจา” โดยเฉพาะเมื่อถูกถามท่าทีกองทัพในการปฏิรูปประเทศแนว “กำนันสไตล์” คำตอบคือไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ตอบรับทั้งหมด “ประเทศเหมือนร่างกาย มีปัญหาก็ต้องซ่อมอวัยวะ” และ “ไฮไลต์ออฟเดอะซีน” คือ การประกาศจุดยืนกองทัพกับการถูกดึง “เข้าพวก”

“ผมคุมคน 4 แสนกว่าคน 60 เปอร์เซ็นต์ถืออาวุธ ถ้าไม่คุมด้วยกฎระเบียบ ก็จะเป็นกองโจรขนาดใหญ่”

ทรงตัวได้ดี แม้มีคนทำ “ผิดคิว” โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปป่าวประกาศจุดยืนกองทัพเสียงเข้ม “หนุนเลือกตั้ง” เข้าทางรัฐบาลเต็มๆ ทำให้ “บิ๊กเจี๊ยบ” ต้อง “นิ่ง” แก้สถานการณ์แบบเลี่ยงขัดแย้ง

ส่งนายทหารใกล้ชิดมาให้ข่าว “ไม่แฮปปี้” ที่ปลัดกลาโหม “แฉลบออกนอกเลน” ต้องดึงพวงมาลัยกลับเพื่อให้เล่นบท “คนกลาง” ต่อไปได้ เพียงแต่ต้องจับตาจะไปถึงตอนอวสานแบบแฮปปี้เอนดิ้งหรือไม่ เมื่อวิกฤติประเทศไทยครั้งนี้กำลังเดินเข้าสู่ห้วง “เดดล็อก” ถูกลากไปถึง “ทางตัน” จุดที่กองทัพอาจต้องขยับมาเล่นบทที่พยายามหลีกเลี่ยง

กับภารกิจพิเศษ “ปฏิบัติการฉุกเฉิน” ที่มาพร้อมเสียงแตร แอ่น แอน แอ๊น ประกอบฉาก.

ผวาเลือกตั้งป่วน

กลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลปฏิบัติการปิดล้อมอาคารกีฬาเวสน์  2 ศูนย์เยาวชนฯไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง สถานที่รับสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ สะกิดรัฐบาลและ กกต.ให้เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป เพื่อยกเครื่องประเทศไทยให้ไฉไลก่อน แต่เหตุการณ์บานปลายถึงขั้นปะทะเดือด ถูกตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยางเข้าใส่

กปปส.โหมโรงเล่นเอาสถานการณ์การเมืองปั่นป่วน พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคเพื่อไทยหนาวสะท้านจะไม่มีการเลือกตั้ง หลังจากเห็นฤทธิ์เดช นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยกระดับความเข้มข้นถึงขั้นกระชับพื้นที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดยุทธวิธีเผด็จศึกรัฐบาล โดยส่งรหัสมอร์สข้ามปีเว้าวอนให้ขยับวันเลือกตั้งออกไป ไล่ นายกฯปู  สละตำแหน่งนายกฯรักษาการ หากไม่ปฏิบัติตามการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีวันราบรื่นถึงฝั่งฝัน

5 เสือ กกต.ใหม่ป้ายแดง เข้ารับตำแหน่งจำต้องพบศึกหนัก ทางหนึ่งระดมสรรพกำลังเตรียมพร้อมปฏิบัติการรับมือเลือกตั้งทั่วประเทศ อีกทางหนึ่งโยนหินถามทางให้สังคมได้ขบคิด ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์การเมืองร้อนแรง วุ่นวาย ยากที่จะจัดการเลือกตั้งได้สะดวกโยธิน อุปมาเหมือนเห็นกองเพลิงอยู่ข้างหน้า ส่อแววการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ได้ เสนอฝ่าทางตันกล่อม 2 ขั้วการเมืองขัดแย้งไปจับเข่าคุยให้จบ

ก่อนโยนเผือกร้อนใส่มือรัฐบาลเคาะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยื่นคำขาดหากรัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอ ทาง กกต.บอกเป็นนัยเหมือนจะถอดใจ โดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านการบริหารงานเลือกตั้งแบไต๋

“จะขอใช้สิทธิอำนาจหน้าที่รายบุคคลตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ ขอให้ฝ่ายการเมืองไปหารือกัน หากเห็นสอดคล้องกันวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่เหมาะสมให้มีการเลือกตั้ง มีช่องทางกฎหมายสามารถดำเนินการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้”

คัดท้ายหางเสือให้อย่างนี้ ชี้ให้เห็นว่า กกต.ผวาเกิดเหตุป่วนการเลือกตั้ง.


“ทีมการเมือง”

โหวตข่าวนี้