advertisement

ยุบสภา ตัดหน้านองเลือด

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ธ.ค. 2556 05:03


ทางออก “ฉุกเฉิน” ในวิกฤติ “มวลชน” เผชิญหน้า

แต้มขาด เสียงห่างกันกว่า 2 เท่าตัว

ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 297 เสียง ต่อ 134 คะแนน และไว้วางใจนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ด้วยคะแนน 296 เสียง ต่อ 135 คะแนน

รัฐบาลชนะสบายๆแบบไม่ต้องลุ้น

เป็นอันว่า ผ่านพิธีกรรมทางสภาฯ ฝ่าสถานการณ์ลุ้นห้วงสุญญากาศทางอำนาจ ที่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยซีเรียสถึงขั้นสั่งให้ ส.ส.นอนค้างที่สภา ป้องกันเหตุฉุกเฉินเข้าสภาโหวตไม่ได้ และเมื่อการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านพ้นไป ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

อำนาจยุบสภากลับมาอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี

“ไพ่ใบสำคัญ” ที่เลือกจังหวะตีได้ในสถานการณ์ “จวนตัว”

แต่ก็เป็นอะไรที่ย้ำจุดยืนกันชัดๆทั้งก่อนและหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์กดดันอย่างหนัก

นายกฯยิ่งลักษณ์บอกปัดแนวทางการ “ยุบสภา” ไม่ใช่ทางออก

เช่นเดียวกันกับการประกาศเลยว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาหรือลาออก ก็จะไม่ยุติการชุมนุม

ตามจังหวะยกระดับท่าทีแข็งกร้าวของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำมวลชนต่อต้านรัฐบาล ไม่สนใจการเมืองในระบบอีกต่อไป

เป้าหมายอยู่ที่การขุดรากถอนโคนระบอบ “ทักษิณ” ให้สิ้นซาก

พร้อมชูโมเดล “สภาประชาชน” เปิดพิมพ์เขียว 6 แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ประกอบด้วย 1. ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม 2. หยุดการทุจริตคอร์รัปชัน 3. ทำให้นักการเมืองเคารพอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง 4. ปฏิรูปตำรวจให้ขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง 5. ปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการอยู่ในระบบคุณธรรมแทนระบบอุปถัมภ์ 6. ทำให้นโยบายด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสาธารณสุข เป็นวาระแห่งชาติ

ธงของนายสุเทพต้องล้างกระดานอำนาจประเทศไทยกันใหม่สถานเดียว

โดยเฉพาะการชู “สภาประชาชน” ที่สังคมคนกลางๆยังงงๆกับระบอบในจินตนาการ มีเครื่องหมายคำถามกับแนวทางที่มาที่ไป ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ที่แน่ๆไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ทางเดียวคือต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก่อน

เงื่อนไขของ “สุเทพ” ไหลไปสุดโต่งแล้ว

“ยิ่งลักษณ์” ยืนยันไม่ยุบสภา ไม่ลาออก “สุเทพ” ไม่สนใจการเมืองในระบบอีกต่อไป

สรุปโดยปรากฏการณ์มาถึงตรงนี้ พูดกันคนละเรื่องเดียวกัน ไม่มีใครฟังใคร

ที่สำคัญ ไม่รู้จุดจบอยู่ตรงไหน

ตามเกมก็แค่ชิงเหลี่ยมกฎหมาย ดึงกระแสความชอบธรรมให้เข้าทางฝั่งตัวเอง

ในอารมณ์ของฝ่ายตั้งรับ กับลีลานิ่มๆของผู้นำหญิง นายกฯยิ่งลักษณ์ชิงเล่นบทอ่อนเข้าหาด้วยการส่งเทียบ พร้อมเจรจากับทั้งนายสุเทพ หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เพื่อหาทางออกร่วมกันในการทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ

ซึ่งก็ตรงกับกระแสนานาชาติที่แสดงความเป็นห่วงวิกฤติม็อบนกหวีดในเมืองไทย โดยเฉพาะ 2 มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สนับสนุนให้แก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี

ชื่นชมรัฐบาลที่อดทนอดกลั้นไม่ใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายต้าน

แม้แต่นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ได้แถลงแสดงความห่วงใยต่อวิกฤติการเมืองระลอกใหม่ในไทย เรียกร้องทุกฝ่ายอดทน ละเว้นความรุนแรง เคารพหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน เป็นกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีผู้ชุมนุมบุกยึดสถานที่ราชการ พร้อมขอให้แก้ไขความแตกต่างผ่านโต๊ะเจรจา

ว่ากันตามเหลี่ยม ทางหนึ่งก็อิงกระแสโลกกดดันม็อบก้ำกึ่งอำนาจนอกระบบ

แต่ในอารมณ์แบบไทยๆมันก็เห็นภาพผู้หญิงเป็นฝ่ายยื่นมือไปให้จับแล้ว ผู้ชายอย่าง “สุเทพ–อภิสิทธิ์” จะยื่นบาทากลับมา

คะแนนสงสารเห็นใจน่าจะตกอยู่กับ “ยิ่งลักษณ์” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในอารมณ์ที่นายกรัฐมนตรีชิงเล่นบทอ่อนเข้าหา แต่ตามยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐบาลที่ประเมินได้จากการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชงสำนวนคดีที่แกนนำม็อบต้านรัฐบาลกระทำการละเมิดกฎหมาย

ตั้งแท่นรอไว้ล่วงหน้า ในจังหวะรอความชอบธรรม กระแสมวลชนเริ่มซา สังคมส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม เปิดทางให้รัฐบาลใช้กฎหมายจัดการกับม็อบป่วนเมือง

โดยเฉพาะนายสุเทพที่ศาลอนุมัติหมายจับติดตัวอยู่แล้ว

รวบตัวเข้าคุกได้ทันที

แต่ก็กลัวซะที่ไหน ในสถานการณ์ของฝ่ายบุกเดินหน้ากดดัน นายสุเทพประกาศขอตั้งศพไว้ที่กระทรวงการคลัง ยกระดับมวลชนเปิดเกมป่วนขั้นสูงสุด ด้วยยุทธวิธีม็อบดาวกระจาย บุกยึดสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระจายกำลังม็อบปิดล้อมหน่วยงานราชการสำคัญๆใน กทม.
พร้อมส่งสัญญาณให้แนวร่วมฝ่ายต้านรัฐบาลในต่างจังหวัด

เข้ายึดศาลากลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดยังร่วมเป่านกหวีดด้วย
โดยเกมเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นว่า รัฐบาลมีอำนาจแต่บริหารไม่ได้

ไม่เว้นแม้แต่กองบัญชาการกองทัพบก “ถ้ำเสือ” ของท็อปบูตก็ยังถูกมวลชนฝ่ายต้านรัฐบาลบุกเข้าไปถึงสนามหน้าห้องทำงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ตามปรากฏการณ์ทหารก็ไม่หือไม่อือ ยอมหลบให้ม็อบไล่รัฐบาล

อาการของ “ยิ่งลักษณ์” ก็ยิ่งวังเวง โดดเดี่ยว

ที่แน่ๆนาทีนี้ฝ่ายม็อบเองก็พยายามยั่วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารวบตัวนายสุเทพในจังหวะที่กระแสยังเชี่ยว เพื่อเป็นหัวเชื้อกระตุกอารมณ์แนวร่วมให้อาละวาด

ตามยุทธศาสตร์ใครพลาดลงมือก่อนแพ้

ท่ามกลางแรงกดดัน ในสถานการณ์ต้องเจอโจทย์ยากๆของทั้งสองฝ่าย

รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องอดทนต่อเกมยั่วจากยุทธศาสตร์ป่วนกดดันขั้นสูงสุดของฝ่ายต้าน ในขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในภาวะที่กระแสรัฐบาลตกต่ำ ภูมิคุ้มกันบกพร่องในระดับอันตรายสุด

ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับประเด็นที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ่อตัดสินปม 312 ส.ส.และ ส.ว.แนวร่วมฝ่ายรัฐบาล ที่ร่วมเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.
ถ้าฟันธงเมื่อไหร่ เกมอำนาจในสภา พลิกทันที

แต่ถือว่ายังดีที่นายกฯยิ่งลักษณ์ได้ไพ่ยุบสภากลับมาถือในมือ พร้อมตีในยามจวนตัว

ถึงนาทีนี้รัฐบาลไม่กลัวสุญญากาศอำนาจแล้ว

และนั่นก็น่าจะถ่ายแรงกดดันไปอยู่ที่แกนนำม็อบคนสำคัญอย่างนายสุเทพ ที่จะต้องเหนื่อยกับการลากกระแสม็อบไล่รัฐบาลไปแบบวันต่อวัน
หลังจากยกระดับป่วนขั้นสูงสุดมาแล้วหลายยก

เคลื่อนดาวกระจายยึดกระทรวงสำคัญ แห่ไปกดดันหน่วยงานราชการแล้วหลายที่ ปิดล้อมศาลากลางหลายจังหวัด ก็ยังปิดเกมรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้

“สุเทพ” จะหามุกไหนมาเล่นให้มวลชนตื่นตัวตลอดเวลา

ต้องคิดการบ้านกันแบบรายวัน

ในเมื่อปรากฏการณ์ม็อบในเมืองไทยมีมาหมดแล้ว ทั้งปิดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดล้อมรัฐสภา สลายการชุมนุมใจกลางเมืองกรุงเทพฯ จนมีคนตายเกือบร้อยศพ

มันคงไม่มีอะไรตื่นเต้นกว่านี้อีกแล้ว

แถมยังต้องคุมเกมดีๆไม่ให้เสี่ยงกระแสตีกลับ อย่างที่มีปัญหาม็อบบุกไปกดดันหน่วยราชการ มีการตัดน้ำตัดไฟ ปิดทางเข้าออก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป

ในอารมณ์ที่คนเห็นว่า ทำกันเกินเหตุไปก็เยอะ

ที่สำคัญกับเงื่อนไขที่นายสุเทพประกาศว่า จะไม่หยุดเกมม็อบนอกสภาแค่นายกฯยิ่งลักษณ์ยุบสภาหรือลาออก มันก็เป็นอะไรที่หลายฝ่ายมองเป็นจังหวะพลาดของแกนนำม็อบมือใหม่

ปิดทางออก ทำให้ตัวเองหาทางลงยากไปกันใหญ่

ประกอบกับจังหวะตีกรรเชียงถอยจากเวทีม็อบบนถนน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทีมแถลงปฏิรูปใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ โดยมุ่งล้มล้างระบอบทักษิณ

แต่ยังยึดมั่นอยู่กับระบบสภา ไม่มีการลาออกจาก ส.ส.ไปร่วมเวทีของนายสุเทพ

ตามสภาพการณ์ที่มีเสียงวิจารณ์มาจากแกนนำม็อบพันธมิตรฯจับทางของทีมพรรคประชาธิปัตย์กำลังลอยแพนายสุเทพให้ลุยเดี่ยวเกมนอกสภา
เท่ากับยิ่งเพิ่มเดิมพันของ “เทพเทือก” ให้ถอยไม่ได้

สถานการณ์มาถึงจุด “ขึงพืด”

ในจังหวะที่หลายฝ่ายประสานเสียงไปในโทนเดียวกัน ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอให้ยุบสภา

เพื่อคลายวิกฤติเฉพาะหน้า เช่นเดียวกับสื่อต่างชาติทั้งเอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ ต่างวิเคราะห์สถานการณ์ตรงกัน นายกฯยิ่งลักษณ์น่าจะเลือกผ่าทางตันด้วยการยุบสภา

นี่ว่ากันตามวิถีทางออกตามระบบ

แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ในรูปการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างระดมมวลชนมาปักหลักกดดันวัดใจกัน

ฝั่งหนึ่งก็ม็อบต้านรัฐบาลที่ยึดเวทีราชดำเนินเป็นฐานหลัก กระจายกำลังดาวกระจายไปยึดกระทรวงการคลังเป็นเวทีรอง ล่าสุดย้ายไปปักหลักที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหลบให้มีการใช้พื้นที่ถนนราชดำเนินประดับไฟในเทศกาลวันมหามงคลเป็นการชั่วคราว

อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นฝ่ายคนเสื้อแดง นปช.ที่ปักหลักอยู่ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซ่องสุมกำลังพลคอยปกป้องรัฐบาลจากเกม
ล้มกระดานของฝ่ายตรงข้าม

ตามรูปการณ์เสี่ยงม็อบชนม็อบได้ทุกขณะ

สถานการณ์บานปลายเกิดเหตุนองเลือด กองทัพก็ต้องออกมาควบคุมสถานการณ์

นี่คือจุดจบตามวิถีนอกระบบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องในวันมหามงคล ห้วงเวลาแห่งความสุขของคนไทย ทุกฝ่ายน่าจะได้ฉุกคิดกัน

ในวันที่ยังมีโอกาสเลือกหนทางหลีกเลี่ยงการสูญเสีย.


“ทีมการเมือง”

โหวตข่าวนี้