ข่าว

วิดีโอ

ยื้อไม่อยู่ เด้ง "ยงยุทธ"

อำนาจมหาดไทย “สะดุด” พิสูจน์ต่อมจริยธรรม “ยิ่งลักษณ์”

เป็นข่าวครึกโครม สะท้านสะเทือนวงการเมือง

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในห้วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปปฏิบัติภารกิจในเวทีโลก เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยมอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

พ่วงด้วยการมอบหมายให้นายยงยุทธเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันอังคารที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา

มีวาระสำคัญ คือ การเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด แทนผู้ว่าฯที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน

แต่ปรากฏว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันดังกล่าว นายยงยุทธได้ลาประชุม ครม. อ้างว่านายกฯโทรศัพท์สั่งการให้ไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดปราจีนบุรี

รวมทั้งต้องยกเลิกการเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าพิจารณาขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยืนยันหนักแน่นมาตลอดว่าจะเสนอต่อที่ประชุม ครม.แน่นอน

โดยให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานประชุม ครม.แทน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเพราะไม่มีวาระสำคัญ รวมทั้งยังมีรัฐมนตรีอีก 10 กว่าคน ขอลาประชุมในนัดนี้

ทั้งนี้ การที่นายยงยุทธอ้างไปตรวจน้ำท่วม ไม่ยอมนั่งหัวโต๊ะทำหน้าที่ประธานประชุม ครม. และยกเลิกการเสนอ

รายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้

ปมเหตุสำคัญจริงๆก็เป็นเพราะเกิดความไม่มั่นในเรื่องข้อกฎหมาย เกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ที่อาจมีผลกระทบไปถึงนายกฯ และ ครม.ทั้งคณะ

จากกรณีที่คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย มีมติไล่ออกนายยงยุทธ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงนายยงยุทธ ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

โดยมติ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย ที่มีคำสั่งไล่ออกนายยงยุทธครั้งนี้ให้มีผลย้อนหลังไปวันที่ 30 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่นายยงยุทธเกษียณอายุราชการ

แต่ท้ายคำสั่งได้ระบุด้วยว่า การลงโทษทางวินัยนี้ ผู้ถูกลงโทษอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับการล้างมลทินตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ พ.ศ.2550 ตามแนวทางความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งผลของการล้างมลทินให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือถูกลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ

สรุปก็คือ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย ไล่ออกนายยงยุทธ ตามมติชี้มูลผิดวินัยร้ายแรงของ ป.ป.ช. แต่ก็ยก พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ปี 2550 มาล้างผิดให้

พูดง่ายๆคือ ลงโทษ และล้างโทษ ให้เสร็จสรรพ ในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ปี 2550 มาตรา 5 บัญญัติไว้ว่า

“ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัย ในกรณีซึ่งได้กระทำก่อน หรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้ถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ในทางวินัยในกรณีนั้นๆ”

ตรงนี้คือข้อกฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาล และนายยงยุทธ ยกขึ้นมากล่าวอ้าง เพื่อรักษาสถานะความเป็น ส.ส.และรัฐมนตรีของนายยงยุทธ

ซึ่งอีกสถานะหนึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ มองกฎหมายคนละมุม โดยเห็นว่า การที่ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยมีมติไล่นายยงยุทธออกจากราชการ ในกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ตามที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง

นั่นหมายถึงว่า นายยงยุทธมีความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย

เพราะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (4) ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี และมาตรา 102 (6)

ที่ระบุคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส.และรัฐมนตรี ต้องไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

กระทุ้งให้นายกฯยิ่งลักษณ์แสดงภาวะผู้นำ ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ยึดหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด

กลายเป็นปมกฎหมายที่ต่างฝ่ายพยายามเลือกหยิบแง่มุมที่เป็นคุณแก่ฝ่ายตัวเองขึ้นมาอ้าง เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ล่าสุดมีบุคคลหลาย ฝ่าย รวมทั้งนายยงยุทธเองก็ได้ส่งคนไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็เตรียมล่ารายชื่อยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายยงยุทธจากกรณีที่เกิดขึ้น

ซึ่งก็แน่นอนว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการชี้ขาดข้อขัดแย้งทางกฎหมาย ถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร

“ยงยุทธ” ยังมีคุณสมบัติในการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ อยู่ที่การชี้ขาดตรงนี้เป็นสำคัญ

ไม่ใช่อยู่ที่ความเห็นของฝ่ายการเมือง คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือ ก.พ. อย่างที่อวดอ้างกันอยู่

อย่างไรก็ตาม  ในการเคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรีของนายยงยุทธกันอย่างครึกโครม ทั้งจากฝ่ายค้าน จากคนในพรรคเพื่อไทยด้วยกันเอง และการเมืองภาคประชาชน

ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล

ยิ่งเกิดปัญหาในแง่กฎหมายกับบุคคลระดับหัวหน้าพรรค และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญของรัฐบาล สำหรับฝ่ายค้าน แทบไม่ต้องพูดถึง

เพราะจ้องหยิบมาขยายผล ขยายแผลอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยแน่

ขณะที่คนในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นพรรคใหญ่ เป็นแกนนำรัฐบาล ก็ต้องยอมรับว่า มีแกนนำหลายกลุ่มก๊วนที่รอคิวเสียบเก้าอี้รัฐมนตรี

เมื่อคนที่มีตำแหน่งใหญ่ในพรรคและในรัฐบาลอย่างนายยงยุทธ ตกอยู่ในสภาพลูกผีลูกคนเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี

จึงมีรายการขย่มเขย่ากันอย่างเต็มที่ เดินเกมแบบเปิดเผยไม่ได้ ก็ใช้วิธีการใต้ดินกันไปต่างๆนานา

หวังผลในการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะแกนนำทุกกลุ่มก๊วนในพรรคก็อยากเสียบแทน

ไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่ช่วยงานในพรรคเพื่อไทย ก็จ้องกันตาเป็นมัน

ส่วนการเมืองภาคประชาชน และองค์กรอิสระ ต่างก็เคลื่อนไหวพุ่งเป้าที่จะตรวจสอบทั้งด้านจริยธรรมทางการเมือง และข้อกฎหมาย

เพราะที่ผ่านมานักการเมืองส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจต่อจริยธรรมทางการเมือง ใช้เหลี่ยมคูกฎหมายแบบศรีธนญชัย เพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

เป็นพฤติกรรมสะสม ที่ทำให้สังคมไม่ไว้วางใจ

จึงมีการจับตา  และเข้ามามีส่วนร่วมในตรวจสอบมากขึ้น

ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เคยส่งหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ให้ดำเนินการพิจารณาเรื่องจริยธรรมในการแต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เข้ามารับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แต่นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มาครั้งนี้เมื่อเกิดกรณีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายยงยุทธซ้ำเข้ามาอีก

โดยเฉพาะเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากการที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงในคดีทุจริตต่อหน้าที่เรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ในสมัยเป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย
และสุดท้าย อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย มีมติไล่ออกจากราชการ ตามการชี้มูลของ ป.ป.ช. ซึ่งตามปกติจะมีผลไปถึงประเด็นการขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรี
แต่ก็มีความพยายามที่จะอุ้มกันไว้ โดยอ้างว่ามี พ.ร.บ.ล้างมลทินฯรองรับ ล้างความผิด เพื่อให้ “ยงยุทธ” อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไปได้

กระแสกดดันทั้งจากฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้าม กลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทย รวมทั้งการเมืองภาคประชาชน จึงพุ่งเข้าใส่นายยงยุทธตรงๆ

และเหนืออื่นใด นายกฯยิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆเหมือนกัน ทั้งในแง่การบริหาร ความรับผิดชอบทางกฎหมาย และจริยธรรมทางการเมือง

โดยเฉพาะในแง่การบริหารนั้น ชัดเจนว่ากรณีปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนาย

ยงยุทธ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง

เพราะไม่กล้าใช้อำนาจสั่งการตามกฎหมาย แม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเลื่อนออกไป

เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะขัดต่อกฎหมาย ส่งผลให้

ครม.มีความผิดทั้งคณะหรือไม่ พลั้งพลาดไปทั้งนายกฯและ ครม.จะพังกันทั้งยวง

ด้วยเหตุนี้จึงมีการส่งสัญญาณออกมาจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เห็นว่า หากยังปล่อยให้นายยงยุทธอยู่ในตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทยต่อไป

จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล และส่งผลกระทบทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทย

จึงเสนอแนวทางต่อนายกฯยิ่งลักษณ์ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐอเมริกา เพื่อขอให้นายยงยุทธลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ซึ่งนายกฯยิ่งลักษณ์ก็เห็นด้วย

และล่าสุดเมื่อบ่ายวันที่ 28 กันยายน นายยงยุทธก็ออกมาประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

สถานการณ์มันถึงจุดที่ “ยิ่งลักษณ์” ยื้อไม่อยู่

ต้องยอมเสียอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต.


“ทีมการเมือง”

29 ก.ย. 2555 08:45 29 ก.ย. 2555 08:45 ไทยรัฐ