advertisement

ราหูเล็งสไนเปอร์พอดี

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.ย. 2555 05:00

พระราหูเล็งปืนสไนเปอร์ไปที่โลก

กับภาพปริศนาธรรมบนจิตรกรรมฝาผนัง ภายในศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ที่พระระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสท่านออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่เกี่ยวกับการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันก็บังเอิญเหมาะเจาะพอดีกับคิวที่ศาลอาญามีคำสั่งคดีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ชาวยโสธร ที่เสียชีวิตบริเวณสำนักงานขายคอนโดไอดีโอ ถนนราชปรารภ ในเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง นปช. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

โดยถูกกระสุนขนาด.223 จากอาวุธปืนในราชการสงครามที่เจ้าพนักงานทหารยิงใส่รถตู้แล้วกระสุนไปถูกนายพัน คำกอง ดังนั้นการตายของนายพัน คำกอง จึงเป็นการตายจากเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของ นปช. ตามคำสั่งจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

“ศพแรก” ไม่ใช่ฝีมือของชายชุดดำ

และผลจากคำสั่งศาล ไล่เรียงกันตามปรากฏการณ์ที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชื่อว่าคำสั่งของศาลคดีนายพัน ที่เป็นคดีแรกใน 36 คดี

จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์

โดยขั้นตอน อัยการจะส่งคำสั่งการไต่สวนของศาลกลับมายังพนักงานสอบสวน เพื่อทำสำนวนคดีหลักคือฆาตกรรม หลังจากนั้นต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าปฏิบัติการ มีกฎหมายมาตรา 70 คุ้มครอง รวมถึงผู้ผ่านคำสั่ง

แต่ไม่คุ้มครองผู้ออกคำสั่งการสูงสุด ที่จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 288 และมาตรา 59 ที่เกี่ยวข้องกับเจตนาเล็งเห็นผลต่อการออกคำสั่งการ แล้วก่อให้เกิดผู้เสียชีวิต

ซึ่งผู้สั่งการสูงสุดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในขณะนั้น

คำตอบสุดท้ายที่ “เก็ง” กันไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

เอาเป็นว่า แนวโน้ม “อภิสิทธิ์–เทพเทือก” คงจะเผชิญแรงเสียดทานจากญาติผู้เสียชีวิต และแนวร่วมคนเสื้อแดงหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ก่อนอื่นเลย โดยจังหวะฉวยลูกเข้าทาง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ แบะท่ารับมุกข้อร้องเรียนจากกลุ่มแนวร่วม นปช.ที่ขอให้รัฐบาลรับรองเขตอาณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เพื่อให้เข้ามาสอบคดีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง จนมีผู้เสียชีวิต 98 ศพ

พร้อมเชิญชวนแกมท้าให้พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้องไอซีซีให้สอบคดีฆ่าตัดตอนในสมัยอดีตรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอให้ร้องมาที่รัฐบาลเหมือนที่ นปช. ร้องมา รัฐบาลจะได้มีโอกาสหยิบเรื่องขึ้นมาพิจารณารับเขตอาณาของศาล เฉพาะ 2 กรณีนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่า ใครที่ทำร้ายประชาชน

โดยประเทศไทยไม่ต้องเป็นประเทศสมาชิก ไม่ต้องลงสัตยาบัน เราสามารถรับเขตอาณาได้เฉพาะกรณี แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.

ชิง “เบิ้ลเหลี่ยม” ในสถานการณ์ที่ผลทางคดีออกมา “เป็นต่อ” และก็คงจะ “ซัดเต็มข้อ” อีกเหมือนกัน ตามเหลี่ยมที่ลูกไหลมาเข้าทางปืนพรรคเพื่อไทย

ล่าสุด ศาลอาญา ได้พิพากษาจำคุกนายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยที่ 1 และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อดีตเลขาธิการ ปรส. จำเลยที่ 2 จากกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส.ไม่โปร่งใส และมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และปรส.ในการขายสินทรัพย์ให้กับบริษัท เลแมนบาเดอร์ส โฮลดิ้งอิ้งค์ จำกัด จำนวนกว่า 2,304 ล้านบาท ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์กรของรัฐ จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท

ตอกย้ำผลงาน “โบดำ” ของอดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ล้อปมด้อยที่โดนประจานมาตลอดว่า ปรส. ที่ก่อตั้งขึ้นในยุครัฐบาลของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ในการดำเนินการปฏิรูปสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิดกิจการ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติ เป็นเหตุให้สินทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินของไทย ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 851,000 ล้านบาท ถูกประมูลขายไปในราคาถูก ได้เงินแค่ 190,000 ล้านบาท

“ตอผุด” มาในห้วงที่เรือประชาธิปัตย์กำลังเจอมรสุมซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

โหวตข่าวนี้