วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศึกน้ำเอาอยู่? หัวคิวเอาไม่อยู่


จับตาสถานการณ์น้ำพิสูจน์กึ๋น “ยิ่งลักษณ์”

สถานการณ์ช่วงหน้าฝน เดือนกันยายน

แม้ยังไม่มีพายุพัดเข้าประเทศไทย เจอแค่ร่องความกดอากาศร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

ผลที่ออกมาก็อย่างที่เห็น น้ำป่าซัดถล่มหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก แพร่ น่าน

แม่น้ำยมไหลหลากเข้าท่วมจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งบางพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์

แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งท่วมพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบางพื้นที่ในจังหวัดอ่างทอง

ย้ำแผลเก่า พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ โดนกันไปเต็มๆ

สถานการณ์หนักสุด ก็คือที่จังหวัดสุโขทัย กระแสน้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักกัดเซาะดินเป็นโพรงลอดใต้แนวพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำยม ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลสุโขทัยธานี ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร จมบาดาลทั้งเมือง

ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ปัญหากันชุลมุน โดยนำ “บิ๊กแบ็ก” จำนวนมาก มาวางกั้น แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสน้ำได้

สุดท้ายต้องขอกำลังสนับสนุนจากฝ่ายทหาร นำตะแกรงเหล็กบรรจุหิน หรือ “เกเบี้ยน” ประมาณ 2 พันชุด มาวางอุดโพรงใต้แนวพนังกั้นน้ำ ก่อนระดมสูบน้ำออก โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน

สุโขทัยระทม ประชาชนเดือดร้อนไปตามๆกัน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน

ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหาอุทกภัย มีเวลาตั้งหลักในการป้องกันตั้งแต่ต้นปี ทุ่มเงินงบประมาณในการป้องกันน้ำท่วมไปจำนวนมหาศาล

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ผลก็อย่างที่เห็น น้ำเริ่มแผลงฤทธิ์ ท่วมซ้ำซาก

และหากย้อนกลับไปดูสถานการณ์เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้วยันถึงสิ้นปี ประเทศไทยต้องเจอกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่

ทั้งพายุฝน และน้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อนต่างๆ ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะภาคกลางเกือบทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร

พื้นที่กว่าครึ่งค่อนประเทศโดนกองทัพน้ำโถมถล่มท่วมยับเยิน

นิคมอุตสาหกรรมล่มจมน้ำ เศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ เกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา สิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆกัน

พี่น้องประชาชนนับล้านคนต้องเผชิญความเดือดร้อนทุกข์ยากแสนสาหัส

มีการประเมินความเสียหายจากมหาอุทกภัยคราวที่แล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องประกาศให้การช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม และการป้องกันปัญหาอุทกภัยเป็นวาระแห่งชาติ

โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 2 คณะ

คณะแรก คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ เป็นประธาน

มีหน้าที่หลักในการระดมความคิดเห็นและความรู้ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว เสนอแก่รัฐบาล

รวมถึงข้อเสนอในการจัดตั้งองค์กรถาวร วิธีการบริหารจัดการ การบริหารการเงิน การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน การเสนอแนวทางการปฏิบัติราชการแผ่นดินในการฟื้นฟูและพัฒนา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศจากภัยธรรมชาติในระยะยาว และวางอนาคตการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อีกคณะหนึ่ง คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มีนายกฯยิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา

โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ อาทิ นายปราโมทย์ ไม้กลัด นายรอยล จิตรดอน นายเสรี ศุภราทิตย์ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสมิทธ ธรรมสโรช นายกิจจา ผลภาษี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.  เกษตรฯ  และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ร่วมเป็นกรรมการ

มีหน้าที่หลักในการทบทวนนโยบาย แผนงานและแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ระดมความคิดเห็นและความรู้เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาและวางระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

รวมทั้งจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และวางกรอบการลงทุนด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเสนอแก่รัฐบาล

ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่าระบบซิงเกิล คอมมานด์

โดยมีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มีนายกฯเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ โดยมี กยน.เป็นที่ปรึกษา

พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธาน

มีหน้าที่หลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และดำเนินการตามนโยบาย กนอช. มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามแผน กำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยในการเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และดำเนินโครงการเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมขุดลอกแม่น้ำ คู คลอง และสร้างคั้นกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

มีการใช้งบกลาง 120,000 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงต่างๆไปดำเนินการ ภายใต้การควบคุมดูแลของ กบอ.

รวมทั้งยังมีงบฯในการวางระบบป้องกันอุทกภัยภายใต้การดูแลของ กบอ. อีกจำนวนมหาศาล วงเงิน 350,000 ล้านบาท

ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์มีความมั่นใจในแผนรับมือน้ำท่วมมากขึ้น

และด้วยความพะอืดพะอมกับเสียงกระแนะกระแหนจากคำว่า “เอาอยู่” ในคราวที่ถูกน้ำท่วมถล่มจนประเทศเสียหายยับเยินเมื่อปลายปีที่แล้ว

กลายเป็นแรงผลักดันให้นายกฯหญิงต้องทุ่มเทให้กับการดูแลเอาใจใส่เรื่องการป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างเต็มที่

ออกเดินสายทัวร์นกขมิ้นตรวจความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 2–3 รอบ

ตามด้วยการจัดงานอีเวนต์ว่าด้วยแผนป้องกันน้ำท่วม ภายใต้ชื่อ “มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน”

สำทับด้วยการจัดทดสอบการระบายน้ำในคูคลองของพื้นที่กรุงเทพฯทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก นัยว่าต้องการสร้างความมั่นใจให้คนกรุงว่าน้ำจะไม่ท่วมสาหัสเหมือนปีที่ผ่านมา

ยิ่งนักวิชาการด้านน้ำ ด้านพยากรณ์อากาศ รวมทั้งประธานกบอ. ออกมาชี้ว่า ปีนี้ประเทศไทยจะไม่โดนพายุฝนถล่มหนักเหมือนปีที่ผ่านมา

ก็ยิ่งมั่นใจว่า “เอาอยู่” ไม่ท่วมแน่

แต่เอาเข้าจริง พอเข้าหน้าฝน แม้ยังไม่โดนพายุจังๆ เจอแค่ร่องมรสุมพาดผ่านตามฤดูกาล ฝนตก น้ำป่าไหลหลาก แม่น้ำล้นตลิ่ง พื้นที่หลายจังหวัดโดนน้ำท่วมอ่วมไปตามๆกัน
ทำให้เกิดคำถามว่า การวางแผนป้องกันน้ำท่วมที่ทุ่มงบฯไปแล้วนับหมื่นนับแสนล้าน ทำไมถึงเอาไม่อยู่ ป้องกันอะไรไม่ได้เลย

ดินใต้พนังกั้นน้ำที่สุโขทัยทะลุเป็นโพรงจนน้ำท่วมเมือง ก็มีเสียงชี้แจงว่าเป็นอุบัติเหตุ น้ำทะลักเข้าพื้นที่บริเวณเกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็อ้างว่าเป็นเพราะฟ้าผ่า ไฟฟ้าดับ ทำให้ประตูระบายน้ำและ เครื่องสูบน้ำใช้การไม่ได้ หรือบางพื้นที่น้ำเข้าท่วมฉับพลันโดยไม่มีการเตือนภัย

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของระบบที่คุยนักคุยหนาว่ามีความพร้อม แต่พอเจอสถานการณ์จริงกลับเป็นคนละเรื่อง

ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างที่รัฐบาลเดินหน้าแผนป้องกันน้ำท่วม มันก็มีร่องรอยของความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้น

เมื่อกรรมการ กยน.อย่างนายปราโมทย์ ไม้กลัด นายสมิทธ ธรรมสโรช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ออกมาตำหนิการวางแผนบริหารจัดการน้ำของ กบอ.ไม่มีความชัดเจน เน้นแต่เรื่องการใช้งบฯ มากกว่าการวางโครงสร้างให้เป็นระบบ

นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆที่มีส่วนร่วมในการป้องกันน้ำท่วมที่อยู่คนละสังกัดกระทรวง บางครั้งก็มีแนวคิดแนวทางแตกต่างขัดแย้งกันเอง

ยังไม่รวมถึงปัญหาการขัดแข้งขัดขาในเรื่องการระบายน้ำระหว่างรัฐบาลโดย กบอ. กับทางกรุงเทพมหานคร ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่ขบเกลียวกันมาตั้งแต่คราวน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว

ยิ่งต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อาการขัดลำกันก็ยิ่งรุนแรง เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องการป้องกันน้ำท่วมมีผลต่อคะแนนนิยมทั้งการเมืองสนามใหญ่ สนามเล็ก
ในขณะที่ปัญหาการทุจริตคอรัปชันงบฯป้องกันน้ำท่วมก็เป็นสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้ประสิทธิภาพระบบป้องน้ำท่วมถูกลดทอนลงไป

เพราะงบประมาณโดนชักหัวคิวไปเข้ากระเป๋านักการเมือง

เหมือนอย่างที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ออกมาแฉ มีการทุจริตงบฯโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูน้ำท่วมในภาคอีสานเกือบทุกโครงการ

หรือกรณีภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชันแห่งชาติออกมาประจาน มีขบวนการเรียกเก็บหัวคิวจากโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูป้องกันน้ำท่วม 40 เปอร์เซ็นต์ โดยมี “คุณนาย ด.” และรัฐมนตรีบางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อการป้องกันน้ำท่วมทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำปีนี้ ถ้าไม่มีพายุถล่มหนักหลายลูก หรือฝนตกท้ายเขื่อนในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเดือนตุลาคม นายกฯยิ่งลักษณ์ก็คงพอ “เอาอยู่”

พี่น้องประชาชนคงไม่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหมือนปีที่แล้ว

แต่สำหรับปัญหา “งาบหัวคิว กินงบฯน้ำท่วม” รับรองเอาไม่อยู่แน่.


“ทีมการเมือง”