advertisement

ศึกน้ำเอาอยู่? หัวคิวเอาไม่อยู่

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.ย. 2555 05:01


จับตาสถานการณ์น้ำพิสูจน์กึ๋น “ยิ่งลักษณ์”

สถานการณ์ช่วงหน้าฝน เดือนกันยายน

แม้ยังไม่มีพายุพัดเข้าประเทศไทย เจอแค่ร่องความกดอากาศร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

ผลที่ออกมาก็อย่างที่เห็น น้ำป่าซัดถล่มหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก แพร่ น่าน

แม่น้ำยมไหลหลากเข้าท่วมจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งบางพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์

แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งท่วมพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบางพื้นที่ในจังหวัดอ่างทอง

ย้ำแผลเก่า พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ โดนกันไปเต็มๆ

สถานการณ์หนักสุด ก็คือที่จังหวัดสุโขทัย กระแสน้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักกัดเซาะดินเป็นโพรงลอดใต้แนวพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำยม ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลสุโขทัยธานี ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร จมบาดาลทั้งเมือง

ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ปัญหากันชุลมุน โดยนำ “บิ๊กแบ็ก” จำนวนมาก มาวางกั้น แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสน้ำได้

สุดท้ายต้องขอกำลังสนับสนุนจากฝ่ายทหาร นำตะแกรงเหล็กบรรจุหิน หรือ “เกเบี้ยน” ประมาณ 2 พันชุด มาวางอุดโพรงใต้แนวพนังกั้นน้ำ ก่อนระดมสูบน้ำออก โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน

สุโขทัยระทม ประชาชนเดือดร้อนไปตามๆกัน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน

ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหาอุทกภัย มีเวลาตั้งหลักในการป้องกันตั้งแต่ต้นปี ทุ่มเงินงบประมาณในการป้องกันน้ำท่วมไปจำนวนมหาศาล

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ผลก็อย่างที่เห็น น้ำเริ่มแผลงฤทธิ์ ท่วมซ้ำซาก

และหากย้อนกลับไปดูสถานการณ์เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้วยันถึงสิ้นปี ประเทศไทยต้องเจอกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่

ทั้งพายุฝน และน้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อนต่างๆ ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะภาคกลางเกือบทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร

พื้นที่กว่าครึ่งค่อนประเทศโดนกองทัพน้ำโถมถล่มท่วมยับเยิน

นิคมอุตสาหกรรมล่มจมน้ำ เศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ เกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา สิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆกัน

พี่น้องประชาชนนับล้านคนต้องเผชิญความเดือดร้อนทุกข์ยากแสนสาหัส

มีการประเมินความเสียหายจากมหาอุทกภัยคราวที่แล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องประกาศให้การช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม และการป้องกันปัญหาอุทกภัยเป็นวาระแห่งชาติ

โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 2 คณะ

คณะแรก คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ เป็นประธาน

มีหน้าที่หลักในการระดมความคิดเห็นและความรู้ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว เสนอแก่รัฐบาล

รวมถึงข้อเสนอในการจัดตั้งองค์กรถาวร วิธีการบริหารจัดการ การบริหารการเงิน การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน การเสนอแนวทางการปฏิบัติราชการแผ่นดินในการฟื้นฟูและพัฒนา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศจากภัยธรรมชาติในระยะยาว และวางอนาคตการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อีกคณะหนึ่ง คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มีนายกฯยิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา

โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ อาทิ นายปราโมทย์ ไม้กลัด นายรอยล จิตรดอน นายเสรี ศุภราทิตย์ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสมิทธ ธรรมสโรช นายกิจจา ผลภาษี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.  เกษตรฯ  และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ร่วมเป็นกรรมการ

มีหน้าที่หลักในการทบทวนนโยบาย แผนงานและแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ระดมความคิดเห็นและความรู้เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาและวางระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

รวมทั้งจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และวางกรอบการลงทุนด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเสนอแก่รัฐบาล

ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่าระบบซิงเกิล คอมมานด์

โดยมีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ที่มีนายกฯเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ โดยมี กยน.เป็นที่ปรึกษา

พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธาน

มีหน้าที่หลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และดำเนินการตามนโยบาย กนอช. มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามแผน กำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยในการเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และดำเนินโครงการเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมขุดลอกแม่น้ำ คู คลอง และสร้างคั้นกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

มีการใช้งบกลาง 120,000 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงต่างๆไปดำเนินการ ภายใต้การควบคุมดูแลของ กบอ.

รวมทั้งยังมีงบฯในการวางระบบป้องกันอุทกภัยภายใต้การดูแลของ กบอ. อีกจำนวนมหาศาล วงเงิน 350,000 ล้านบาท

ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์มีความมั่นใจในแผนรับมือน้ำท่วมมากขึ้น

และด้วยความพะอืดพะอมกับเสียงกระแนะกระแหนจากคำว่า “เอาอยู่” ในคราวที่ถูกน้ำท่วมถล่มจนประเทศเสียหายยับเยินเมื่อปลายปีที่แล้ว

กลายเป็นแรงผลักดันให้นายกฯหญิงต้องทุ่มเทให้กับการดูแลเอาใจใส่เรื่องการป้องกันปัญหาอุทกภัยอย่างเต็มที่

ออกเดินสายทัวร์นกขมิ้นตรวจความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 2–3 รอบ

ตามด้วยการจัดงานอีเวนต์ว่าด้วยแผนป้องกันน้ำท่วม ภายใต้ชื่อ “มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน”

สำทับด้วยการจัดทดสอบการระบายน้ำในคูคลองของพื้นที่กรุงเทพฯทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก นัยว่าต้องการสร้างความมั่นใจให้คนกรุงว่าน้ำจะไม่ท่วมสาหัสเหมือนปีที่ผ่านมา

ยิ่งนักวิชาการด้านน้ำ ด้านพยากรณ์อากาศ รวมทั้งประธานกบอ. ออกมาชี้ว่า ปีนี้ประเทศไทยจะไม่โดนพายุฝนถล่มหนักเหมือนปีที่ผ่านมา

ก็ยิ่งมั่นใจว่า “เอาอยู่” ไม่ท่วมแน่

แต่เอาเข้าจริง พอเข้าหน้าฝน แม้ยังไม่โดนพายุจังๆ เจอแค่ร่องมรสุมพาดผ่านตามฤดูกาล ฝนตก น้ำป่าไหลหลาก แม่น้ำล้นตลิ่ง พื้นที่หลายจังหวัดโดนน้ำท่วมอ่วมไปตามๆกัน
ทำให้เกิดคำถามว่า การวางแผนป้องกันน้ำท่วมที่ทุ่มงบฯไปแล้วนับหมื่นนับแสนล้าน ทำไมถึงเอาไม่อยู่ ป้องกันอะไรไม่ได้เลย

ดินใต้พนังกั้นน้ำที่สุโขทัยทะลุเป็นโพรงจนน้ำท่วมเมือง ก็มีเสียงชี้แจงว่าเป็นอุบัติเหตุ น้ำทะลักเข้าพื้นที่บริเวณเกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็อ้างว่าเป็นเพราะฟ้าผ่า ไฟฟ้าดับ ทำให้ประตูระบายน้ำและ เครื่องสูบน้ำใช้การไม่ได้ หรือบางพื้นที่น้ำเข้าท่วมฉับพลันโดยไม่มีการเตือนภัย

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของระบบที่คุยนักคุยหนาว่ามีความพร้อม แต่พอเจอสถานการณ์จริงกลับเป็นคนละเรื่อง

ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างที่รัฐบาลเดินหน้าแผนป้องกันน้ำท่วม มันก็มีร่องรอยของความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้น

เมื่อกรรมการ กยน.อย่างนายปราโมทย์ ไม้กลัด นายสมิทธ ธรรมสโรช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ออกมาตำหนิการวางแผนบริหารจัดการน้ำของ กบอ.ไม่มีความชัดเจน เน้นแต่เรื่องการใช้งบฯ มากกว่าการวางโครงสร้างให้เป็นระบบ

นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆที่มีส่วนร่วมในการป้องกันน้ำท่วมที่อยู่คนละสังกัดกระทรวง บางครั้งก็มีแนวคิดแนวทางแตกต่างขัดแย้งกันเอง

ยังไม่รวมถึงปัญหาการขัดแข้งขัดขาในเรื่องการระบายน้ำระหว่างรัฐบาลโดย กบอ. กับทางกรุงเทพมหานคร ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่ขบเกลียวกันมาตั้งแต่คราวน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว

ยิ่งต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อาการขัดลำกันก็ยิ่งรุนแรง เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องการป้องกันน้ำท่วมมีผลต่อคะแนนนิยมทั้งการเมืองสนามใหญ่ สนามเล็ก
ในขณะที่ปัญหาการทุจริตคอรัปชันงบฯป้องกันน้ำท่วมก็เป็นสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้ประสิทธิภาพระบบป้องน้ำท่วมถูกลดทอนลงไป

เพราะงบประมาณโดนชักหัวคิวไปเข้ากระเป๋านักการเมือง

เหมือนอย่างที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ออกมาแฉ มีการทุจริตงบฯโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูน้ำท่วมในภาคอีสานเกือบทุกโครงการ

หรือกรณีภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชันแห่งชาติออกมาประจาน มีขบวนการเรียกเก็บหัวคิวจากโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูป้องกันน้ำท่วม 40 เปอร์เซ็นต์ โดยมี “คุณนาย ด.” และรัฐมนตรีบางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อการป้องกันน้ำท่วมทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำปีนี้ ถ้าไม่มีพายุถล่มหนักหลายลูก หรือฝนตกท้ายเขื่อนในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเดือนตุลาคม นายกฯยิ่งลักษณ์ก็คงพอ “เอาอยู่”

พี่น้องประชาชนคงไม่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหมือนปีที่แล้ว

แต่สำหรับปัญหา “งาบหัวคิว กินงบฯน้ำท่วม” รับรองเอาไม่อยู่แน่.


“ทีมการเมือง”

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement